หมายเหตุ – เสียงสะท้อนจากนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ต่อแนวคิดของกระทรวงการคลัง ในการซื้อหนี้ของประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทจากธนาคาร เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียในระบบ

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
การแก้ไขปัญหาหนี้ผ่านแนวคิดการรับซื้อหนี้นั้นถือเป็นไอเดียที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้ แต่เป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ก็เป็นมาตรการที่ดี เพราะการซื้อหนี้ช่วยทำให้คนที่ไม่สามารถทำอะไรได้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้ หรือเป็นไทได้ เนื่องจากสามารถกลับมาประกอบกิจการต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการช่วยให้ธนาคารมีสภาพคล่องสูงขึ้นเพื่อที่จะปล่อยกู้ได้มากขึ้น
แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ในด้านสภาพคล่องของแบงก์นั้น จริงๆ แล้วตอนนี้ไม่เหมือนกับสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะตอนนั้นรัฐบาลซื้อหนี้จำนวนมากเพราะเกิดจากการที่สถาบันการเงินสภาพคล่องแย่มาก ธนาคารล้มไปตั้ง 56 แห่ง พอรัฐบาลเข้ามาช่วยซื้อก็ช่วยเพิ่มสภาพคล่องมากขึ้น แต่ว่าตอนนี้มีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากธนาคารยังมีสภาพคล่องอยู่ เพียงแต่ยังขยายตัวปล่อยกู้น้อย เพราะกลัวความไม่แน่นอนในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น ทำให้การซื้อหนี้คืนเพื่อช่วยเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นคงไม่ได้ขนาดนั้น ยังมีข้อจำกัดในเรื่องความไม่แน่นอนมากกว่า
มาตรการการซื้อหนี้คืนถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง แต่จะต้องมีมาตรการสำคัญที่เสริมความเข้มแข็งของประชาชนที่เป็นหนี้ เพื่อช่วยให้หลุดออกจากภาวะวิกฤตและกลับขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ค้าขายสินค้าได้น้อยกว่ารายจ่าย ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้มากเท่าเดิม รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับลูกหนี้ทั้งหลาย
ซึ่งในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ศักยภาพในการแข่งขันลดลงเพราะการแข่งขันไม่ได้แข่งขันแค่ในประเทศเท่านั้น ตอนนี้แข่งขันกันทั่วโลก โดยเฉพาะการแข่งขันในโลกออนไลน์ หรือการค้าขายหน้าร้าน ที่สมัยก่อนยกตัวอย่างจีน เข้ามาลงทุนเพื่อทำการส่งออก แต่ตอนนี้เข้ามาลงทุนในประเทศเพื่อขายสินค้าในไทยด้วย ถือเป็นการเข้ามาเพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยเลย ซึ่งต้นทุนที่ต่ำกว่าเรา ทำให้รัฐบาลต้องหาทางช่วยผู้ประกอบการไทยให้รอดพ้นจากภาวะแบบนี้ให้ได้
ปัจจุบันโลกที่เปลี่ยนไปทำให้ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปด้วย สินค้าของไทยจะต้องปรับให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง อาทิ เดิมการขายสุกี้ร้อนจะแข่งขันกับร้านในประเทศ แต่ตอนนี้สุกี้เหล่านั้นต้องแข่งขันกับต่างประเทศ อาทิ สุกี้หมาล่าของจีน สุกี้ราเม็งของญี่ปุ่น หรือสุกี้หม้อไฟของเกาหลี รวมถึงปัจจุบันมีอาหารในแต่ละชาติเข้ามาฮิตในไทยอีกมากมาย ฉะนั้น ในกรณีที่ผู้ประกอบการจะแข่งขันได้คือต้องทำรสชาติให้อร่อยยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะไปกินร้านไหนก็ไม่เหมือนมากินร้านนี้ หรือไม่ก็ต้องปรับให้มีสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้แข่งขันกับสินค้าอื่นที่เข้ามามากขึ้นได้ รวมถึงนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ปรับต้นทุนให้เหมาะสม มีคุณภาพ และการบริการที่ดีขึ้น
สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอีกเรื่อง เป็นเรื่องงบประมาณและความเหมาะสม มี 2 ประเด็นคือ 1.รัฐบาลช่วยซื้อคืนมาก่อน และ 2.ซื้อแล้วนำไปขายต่อ ซึ่งการขายหนี้ต่อนั้นต้องคำนึงถึงจริยธรรมทางการเงิน หรือมอรัล ฮาซาร์ด ที่ต้องมีความโปร่งใส ทำให้เมื่อรัฐบาลซื้อมาแล้วจะขายให้กับสถาบันต่างๆ ที่เข้ามารับไม้ต่อ ถามว่าจะรอดหรือไม่รอด ก็ต้องมีมาตรการช่วยเสริมตรงนี้ แต่ปัญหาเกี่ยวกับด้านการคลังคือตอนนี้มีข้อจำกัดมากๆ หนี้สาธารณะที่สูงถึง 65% ของจีดีพีแล้ว แม้ว่ากรอบวินัยทางการเงินการคลังตั้งไว้ 70% แต่จริงๆ แล้วหนี้สาธารณะควรจะอยู่ที่ 60% กับการขาดดุลงบประมาณ 4.5% จริงๆ ควรอยู่ที่ 3% เท่านั้น สะท้อนถึงตัวเลขทั้ง 2 ตัวนี้อยู่ในระดับเต็มที่มากๆ แล้ว สูงสุดในรอบ 20 กว่าปี
เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดจะรับซื้อหนี้คืนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนนั้น เท่ากับจะเพิ่มภาระหนี้ให้รัฐบาล และรัฐบาลจะต้องพยายามบริหารไม่ให้ส่งผลกระทบกับกรอบวินัยทางการเงิน ซึ่งจะไปถูกกระทบในเรื่องของความเชื่อมั่นต่อไป โดยแนวทางนี้มองว่าภาครัฐควรให้เอกชนเข้ามามีส่วนช่วยดำเนินการด้วย อาทิ จัดตั้งเป็นกองทุนให้เอกชนเข้าไปช่วยซื้อหนี้ไปบริหารคืนได้ ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลกระทบกับกรอบวินัยการเงินและการคลังมากจนเกินไป เหมือนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เหตุผลไว้ 3 หลักในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นในปัจจุบัน โดยต้องคำนึงถึงจริยธรรมทางการเงิน การสร้างหนี้ในอนาคต แก้ไขหนี้ให้ตรงจุดและคุ้มค่ากับงบประมาณที่จะใช้ ต้องยอมรับว่าแบงก์ชาติคงเห็นว่าขณะนี้ประเทศไทยมีรายจ่ายสูงมากพอแล้ว จึงไม่ควรเพิ่มความเสี่ยงในการดำเนินมาตรการอีก
การหามาตรการแก้ไขปัญหาของไทยตั้งแต่ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันถือว่ามีนโยบายต่างๆ มากมาย แต่ขอให้ทำแบบจริงจัง เนื่องจากความท้าทายที่มีคือ รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สูงได้ แต่สิ่งที่พอจะทำได้ก็เป็นการช่วยเหลือ ซึ่งไม่ต้องทำออกมาเยอะ แต่ต้องทำให้ตรงจุด เหมือนการเขียนกระดาษคำถาม บางคนเขียนเยอะมาก เขียนจนเต็มหน้า แต่คะแนนออกมาไม่ได้เกรดเอ แต่คนที่เขียนคำตอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น แม้เขียนไม่ได้เยอะเท่า แต่คะแนนออกมาได้เอแน่นอน เปรียบเทียบเหมือนรัฐบาล ต้องหากลุ่มผู้เชี่ยวชาญเข้ามาไล่พิจารณา วางแผนแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาในแต่ละเซ็กเตอร์ไปเลย
อย่างปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยน่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร เกษตร หรืออื่นๆ อาทิ ภาคการเกษตร ที่ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก แต่เกษตรกรยังไม่ได้พัฒนาในกระบวนการผลิตมากเพียงพอ รัฐบาลต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถจริงเข้าไปช่วยพัฒนากระบวนการผลิต ผ่านการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น กำกับขอบเขตให้มีผลอย่างชัดเจน คือมีรายได้มากกว่ารายจ่าย เพราะแนวคิดการช่วยเหลือของรัฐบาลเป็นเพียงการช่วยลดความเดือดร้อนแค่ 30% แต่หากจะทำให้รอดได้ต้องอาศัยอีก 70% คือการช่วยเพิ่มเม็ดเงินในมือ ค้าขายสินค้า หรือบริการได้มากกว่าต้นทุนที่ซื้อมา สร้างขีดความสามารถในโลกที่มีการแข่งขันเยอะมาก อันนี้เป็นหัวใจที่ต้องทำคู่ขนานกันไป

อมรเทพ จาวะลา
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่
ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย
การที่รัฐบาลมีแนวคิดซื้อหนี้เสีย เข้าใจว่าในหลักการและเหตุผลทำเพราะอะไร ซึ่งเหตุผลคือการปล่อยสินเชื่อปี 2567 ติดลบ และแนวโน้มในปี 2568 การปล่อยสินเชื่อจะเติบโตไม่สูง เนื่องจากแบงก์ยังกังวลเรื่องหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น การซื้อหนี้มาก็หวังว่าแบงก์จะมีสภาพคล่องและปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น
ปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจไทย การขาดสภาพคล่องไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะแบงก์ยังมีเงินสด หรือสภาพคล่องที่อยู่ในระดับมาก แตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง แต่การที่แบงก์ปล่อยสินเชื่อในระดับต่ำ เนื่องจากมีปัญหาความเสี่ยงด้านเครดิตสูง จึงเกิดความกังวลว่าหากปล่อยสินเชื่อออกไปจะมีโอกาสได้รับการคืนหนี้ที่ต่ำ เนื่องจากเศรษฐกิจเติบโตช้าโตกระจุก และเปราะบาง โดยเฉพาะกำลังซื้อในระดับล่าง ซึ่งต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่มีปัญหาเอ็นพีแอลที่แรงมาก จนต้องตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์ (AMC) มาแก้ปัญหาด้วยการรับซื้อหนี้
อย่างไรก็ดี เห็นความตั้งใจของรัฐบาล แต่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจะทำเรื่องซื้อหนี้อย่างเดียวคงไม่พอ ต้องทำอย่างอื่นเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่เสริมสภาพคล่อง ต้องมีมาตรการอย่างอื่นมาเสริมด้วย เพื่อสร้างรายได้ให้คนมีรายได้เพิ่ม เพื่อนำมาชำระหนี้คืนและแบ่งเบาภาระแบงก์ได้ ขณะเดียวกันภาครัฐควรจะใช้เครื่องมือจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาแบกรับภาระหนี้ของกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีแนวโน้มจะเป็นหนี้เสียในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐต้องทำไม่ใช่แค่เรื่องสภาพคล่องอย่างเดียว ต้องมองการแก้ปัญหาหนี้ในระยะยาวด้วย
ส่วนการที่มีคนมองว่าแนวคิดดังกล่าวจะทำให้เกิดมอรัล ฮาซาร์ดหรือไม่ ถ้าภาครัฐไปสร้างแรงจูงใจให้คนล้มบนฟูก จากการที่ไม่รักษาวินัยในการชำระหนี้และส่งผลต่อการแก้ปัญหาในระยะยาวได้นั้น ตรงนี้ภาครัฐต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องคัดกรองว่าจะซื้อหนี้ในกลุ่มไหน มีความจำเป็นที่จะต้องซื้อหนี้ทุกคนหรือไม่ เพราะงบประมาณในการซื้อหนี้ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวน่าจะช่วยได้ในระยะสั้น

สุรพล โอภาสเสถียร
ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
แนวคิดของรัฐบาลในการซื้อหนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดไส้ในและข้อสรุปที่ชัดเจนถึงแนวทางและวิธีการที่จะนำมาดำเนินการ จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้หรือไม่ ทั้งนี้ ปัจจุบันแบ่งคนเป็นหนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคนเป็นหนี้ดี ที่กัดฟันผ่อนชำระ 2.กลุ่มหนี้เสีย เพราะโควิด-19 ที่ไม่มีกำลังผ่อนชำระคืน และ 3.กลุ่มเป็นหนี้เสียนานแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป
ดังนั้น การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียนั้นรัฐบาลต้องลำดับความสำคัญกลุ่มที่เป็นหนี้ และดูว่าเมื่อทำแล้วจะไม่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาภายหลัง นั่นคือแก้ไขคนที่เป็นหนี้ไม่เยอะ คือต่ำกว่า 1 แสนบาท ที่มีอยู่ประมาณ 3.5 ล้านคน คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 123,000 ล้านบาท และเป็นหนี้ที่เกิดจากโควิดก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นหนี้เสีย และที่ผ่านมาไม่มีมาตรการมาช่วยบรรเทา
นอกจากนี้ ต้องมี AMC ไม่ว่าของภาครัฐ หรือเอกชน มาช่วยรับซื้อหนี้ไปบริหาร อาจจะเป็นบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด

