เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 มีนาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 814 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกาคดีดำ อ.4177/2552 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2552 และวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ที่จำเลยได้ปราศรัยหมิ่นประมาทที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและหน้าทำเนียบรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เป็นการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่สอง เนื่องจากการนัดครั้งแรกนายอริสมันต์ป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่วันนี้นายอริสมันต์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษพัทยา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกจำเลย 4 ปี กรณีเป็นแกนนำในการชุมนุมปิดโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่ใช้เป็นสถานที่การประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2552 เพื่อต่อต้านนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่เดินทางมาร่วมประชุม ศาลอาญาจึงมีคำสั่งให้ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาไปให้ศาลจังหวัดพัทยาเบิกตัวจำเลยมาสอบถามและอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังต่อไป และเมื่อได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังแล้ว จากนั้นศาลอาญาจะนัดโจทก์ฟังคำพิพากษาฎีกาต่อไปในวันที่ 21 เมษายน นี้ เวลา 09.00 น.
นายศุชัยวุฒิ ชาวสวนกล้วย ทนายความของนายอริสมันต์ กล่าวถึงเรื่องการยื่นฎีกาและขอประกันตัวนายอริสมันต์กับพวกในคดีแกนนำในการชุมนุมปิดโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช ว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาตามกฎหมาย การยื่นฎีกาจะต้องมีผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาคดีเป็นผู้รับรองฎีกา จะต้องเขียนคำร้องขอให้ศาลรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้องยังมีข้อโต้แย้งยังไม่เป็นที่ยุติ นำเสนอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีได้เห็นว่ายังมีปัญหาข้อสำคัญในคดี และให้เซ็นรับรองฎีกา และถ้ามีผู้พิพากษาเซ็นรับรองฎีกาแล้ว คดีของนายอริสมันต์และพวกก็จะได้ขึ้นสู่ศาลฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย หลังจากนั้นถึงจะมีการยื่นคำร้องเพื่อขอปล่อยชั่วคราวต่อไป
“คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเนื่องจากศาลชั้นต้นจำคุก 4 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งตามกฎหมายเมื่อมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หากจำเลยทั้งหมดประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลที่นั่งพิจารณาคดีนี้จะต้องรับรองฎีกา ถือเป็นหลักทั่วไปทุกคดีไม่จำเป็นต้องคดีการเมือง โดยหลังจากนี้เราจะทำคำร้องยื่นต่อองค์คณะที่พิจารณาคดีนี้ทุกคน ขณะนี้ทีมทนายความกำลังพิจารณาร่างคำร้องอยู่เนื่องจากพึ่งได้รับคำพิพากษาฉบับเต็มมาศึกษา” นายศุชัยวุฒิกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์นี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้จำคุกจำเลย 2 กระทง กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ขณะที่กรณีมีเหตุการณ์กล่าวพาดพิงสถาบัน จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ และให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชนและหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ซึ่งจำเลยได้ยื่นฎีกาสู้คดีและได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา

