‘ศศินันท์’ ทิ้งผ้าคาดผมสีแดงระบุข้อความ “เรารักทักษิณ” บอกเสียใจเคยต่อสู้เพื่อตระกูล“ชินวัตร“ ซัด ไม่เห็นหัวคนเคยร่วมต่อสู้ ชี้ ยังมีคดีทางการเมืองต่อเนื่อง-ละเมิดหลักสากล ยอมแลกดีล ให้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง
เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า คนไทยต้องสูญเสียกันไปเท่าไหร่ เพื่อให้คนบางคนกลับบ้าน ประเทศไทยต้องเสียหายไปแค่ไหน เพื่อให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และการดีลแลกประเทศของรัฐบาลเพื่อไทย และนางสาวแพทองธารนี้ต้องแลกกับความยุติธรรม และสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างไรบ้าง
ประเด็นแรก เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง คนไทยต่างมีความหวังว่าสถานการณ์การเมืองทั้งหมดจะดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของนักโทษการเมือง ที่หลายคดีเกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพ จากการถูกจับจากการแสดงออกทางการเมือง การชูสามนิ้ว และมีบางคนที่ไม่รู้ว่าถูกทำร้าย หรือถูกอุ้มหายไปที่ไหน สิ่งที่ประชาชนได้รับคือถูกทิ้งเอาไว้นอกกระดาน เพราะเกิดดีลล้มกระดาน จับมือรัฐบาลข้ามขั้ว ดังสุภาษิตว่า “ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ” เมื่อผู้มีอำนาจจับมือกัน ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสมการต่อไป
น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี เคยบอกไว้ว่าจะขอร้องต่อศาลเพื่อขอให้ปล่อยตัว และพรรคเคยเห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หมายความว่านายกฯ รู้อยู่แล้วว่ามีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และประชาชนถูกนำกฎหมายเหล่านี้ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ปัจจุบันรัฐบาลนี้ยังมีการฟ้องร้องคดีทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้มีผู้ต้องหาทางการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ถูกทอดทิ้งในเรือนจำอย่างน้อย 39 คนแล้วมี 23 คนที่ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานคือสิทธิในการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี เรายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ออกมาต่อสู้ในช่วง 20 ปีนี้มีคดีติดตัวจำนวนมาก
น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า พวกเขาเหล่านั้นรอนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออยากให้ ครม. พิจารณารายงานเพื่อไปเป็นแนวทางในการนิรโทษกรรม แต่ก็ไม่ได้รับข้อสังเกตนี้ เพราะไม่ต้องการร่างฉบับนี้หรือไม่ และอีกเรื่องคือให้ในนายกฯ กำหนดนโยบายทำตามกลไกกฎหมายที่มีอยู่ หรือเสนอแนะอัยการให้มีคำสั่งไม่ฟ้อง ศาลกำหนดนโยบายได้ว่าปล่อยตัวชั่วคราว และใน กมธ. เรามีทุกองค์กรที่พูดคุยกันจบแล้ว ว่าสามารถทำได้ไม่ใช่เรื่องใหม่
“หากท่านนายกฯ คิดถึงหน้าประชาชนสักนิด กล้าหาญสักหน่อย ในหมวกของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในวันนั้น ถ้าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนรวมเสียงกัน ข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตข้อนี้ ผ่านแน่นอน แต่ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยก็มีมติบทคว่ำข้อสังเกตที่จะช่วยลดอุณหภูมิทางการเมือง นี่คือสิ่งที่ประชาชนสูญเสียโอกาส จึงเป็นการติดกระดุมผิดตั้งแต่วันแรก”นางสาวศศินันท์กล่าว
น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว ประชาชนก็คาดหวังว่าสถานการณ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนจะดีขึ้น แต่หลังการดำรงตำแหน่งนายกฯ ของนางสาวแพทองธาร 7 เดือนที่ผ่านมา มีการติดตามคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อย 56 คดี เรื่องนี้จะบอกว่านายกฯ ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้เพราะ กอ.รมน. ก็เป็นหน่วยงานในสังกัดนายกฯ เช่นเดียวกับสำนักงานแห่งชาติ ก็อยู่ในกำกับดูแลของนายกฯ และทั้งสองหน่วยงานนี้ก็มีการคุกคามประชาชนต่อเนื่องท่านก็สามารถมีคำสั่งการและมอบนโยบายได้
“การเข้าสู่ตำแหน่งของท่านไม่ได้สนใจเลยว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่ตรงไหน ท่านจงใจลอยตัวเหนือปัญหาทุกอย่าง ไม่มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ได้สนใจพี่น้องประชาชน หรือเพราะดีลที่ท่านดีลเอาไว้ จึงทำให้ไม่สามารถทำตามอุดมการณ์ และความเชื่อแบบที่พรรคเพื่อไทยเคยมี” น.ส.ศศินันท์กล่าว
ส่วนที่นายกรัฐมนตรีทำลายหลักสิทธิมนุษยชนสากล คือการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ เราต่างรู้ดีว่านายกรัฐมนตรีมีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ และเจรจาทางการค้า หรือรักษาผลประโยชน์ของชาติ และรักษาสิทธิเสรีภาพของประเทศ แต่ไม่นานมานี้ก็ การตัดสินใจส่งชาวอุยกูร์กลับทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะเคี้ยวง่าย กลืนง่าย ไร้อำนาจต่อรอง การปฏิบัติการย่องเงียบในคืนนั้น ก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไมเพื่ออะไร
น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า การตัดสินใจที่ไร้วุฒิภาวะของนายกฯ แพทองธาร เพียงเว็บเดียวทำให้ประเทศเข้าสู่ตรงกลางมรสุมอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยจะเสียจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก การกระทำครั้งนี้ ได้ฉีกภาพลักษณ์นั้นจนหมดสิ้น นายกฯกำลังเอาประเทศไทยไปแลกกับสิ่งที่เราไม่อาจประเมินความเสียหายได้ และยังส่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นตราประทับให้กับประเทศจีน
น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า ประเทศไทยตอนนี้รัฐบาลบริหารประเทศแบบเผด็จการคือการที่เราถูกปรับลดสถานะของประเทศ กลายมาอยู่กลุ่มประเทศที่ไม่เสรี หลังจากได้ปรับสถานะประเทศเป็นเสรีภาพบางส่วนได้แค่ปีเดียวเท่านั้น นายกฯ จะรับผิดชอบกับสิ่งที่เสียหายเหล่านี้ได้อย่างไร
ประการที่สาม การที่ประชาชนผ่านการแก้กฎหมาย 2 ฉบับคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(พ.ร.ป.ป.ป.ช.)และร่างพระราชบัญญัติประกอบธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นการสร้างมาตรฐานความยุติธรรม แต่สุดท้ายการแก้ไขกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ก็กลายเป็นมวยล้มต้มคนดูอีกครั้ง
“ท่านยังคงกลัวอำนาจมือที่อยู่เบื้องหลัง จนทำให้ประชาชนเชื่อไปแล้วว่าต้องมีดีลอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ต้องสยบยอมแบบนี้ กลืนน้ำลายตัวเอง เพื่อให้อดีตผู้นำประเทศจากตระกูลชินวัตร กลับมามีอำนาจอีกครั้ง” น.ส.ศศินันท์ กล่าว
น.ส.ศศินันท์ ระบุว่า ทั้งหมดที่ท่านทำมาตั้งแต่ต้น คว่ำไปทุกอย่างกฎหมายที่มันสำคัญ ๆ เพื่อแลกกับการอยู่ในอำนาจของท่านให้นานที่สุด เพื่อพ่อเพื่อครอบครัวของท่าน คนอื่นไม่ได้มีพ่อเหมือนท่านเหรอ
นอกจากนี้ ยังตีหมุดตอกฝาโลง ย้ำความสองมาตรฐานที่เกิดในยุคสมัยของคนเสื้อแดงด้วย ถึงกรณีที่ชายคนนั้นไม่ได้ติดคุกแม้แต่วันเดียว รวมถึงการได้รับการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี ซึ่งนักโทษทางการเมืองทั่วไป ที่ไม่ใช่พ่อของนายกฯ กว่าจะได้ยอมส่งตัวไปรักษาก็ช้ามาก ๆ
น.ส.ศศินันท์ กล่าวว่า อย่าลืมว่านักโทษทางการเมืองเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรเป็นลูกที่มีพ่อ มีแม่ กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐานยังคงเกิดขึ้นในรัฐบาลแพทองธาร และเจ้าของวลีกลับเป็นคนที่ได้อภิสิทธิ์ในคำนั้นเอง ชายคนนั้นที่เคยบอกเอาไว้ว่าตัวเองถูกกระบวนการที่ทำสองมาตรฐานเล่นงานในวันนี้ ท่านกลับได้รับอภิสิทธิ์นั้นเอง ยังต้องถามอีกหรือเปล่าว่าดีลครั้งนี้ชินวัตรได้อะไร
ในช่วงหนึ่งของการอภิปราย น.ส.ศศินันท์ ได้นำผ้าแดงขึ้นมาโพกหัวที่มีข้อความว่า “เรารักทักษิณ” พร้อมกล่าวว่า ผ้าผืนแดงอันนี้ ตนเองเก็บไว้ตลอด ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นส.ส. ในวันนี้ ตนเองเก็บเอาไว้ด้วยความที่ความภาคภูมิใจในครั้งนึง เคยร่วมต่อสู้กับคุณพ่อของท่าน เจ็บแค้นเจ็บใจ กับสิ่งที่ท่าน และครอบครัวของท่านถูกกระทำเจ็บปวดกับความสูญเสียของวีรชนประชาธิปไตย ศพแล้ว ศพเล่า แต่สุดท้ายพวกท่านก็ดีลกันบนความสูญเสียของประชาชน ดีลกันบนความเจ็บปวดของประชาชน เพื่อแลกทุกอย่างกับความยุติธรรม และสิทธิเสรีภาพของประชาชนจำนวนมาก เพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเองทุกอย่างที่เราต่อสู้มาด้วยกันจนเกือบ 20 ปีท่านนายกฯ คุณพ่อของท่าน และพรรคเพื่อไทย ทำให้ตนเองรู้สึกว่าการต่อสู้ที่ผ่านมา เป็นความสูญเปล่าทางการเมืองมากๆ
น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้ตนเองไม่อาจไว้วางใจน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อยู่ในตำแหน่งนายกฯ ที่ไม่ได้สนใจความยุติธรรม และเพิกเฉยต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนแบบนี้ต่อไปได้

