หน้าแรก การเมือง โรม จัดหนักชั...

โรม จัดหนักชั้น 14 ซัดนายกฯอิ๊งค์ ตัวการ ดีลปีศาจ เอาอำนาจปชช.ไปแลก พาพ่อกลับบ้าน

25.03.25 | 14:29 น.

“โรม” จัดหนักกว่า 100 นาที พุ่งเป้า “นายใหญ่” สงสัย “นายกฯอิ๊งค์” ดีล”ปีศาจ”พาพ่อกลับบ้านหรือไม่ ท้าตอบคำถามเองเลย ฐานะประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์มากที่สุด งง พ่อป่วยปางตาย ใกล้ม่องเท่ง นอนพะงาบๆ แต่ “แพทองธาร” เล่นสกี-เที่ยว ตปท.สบายใจ ทำ”กี้ กี้​“ประท้วงไม่หยุด

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กับคณะ จำนวน 165 คน เป็นผู้เสนอ

เวลา 09.10 น. นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายในหัวข้อชั้น 14 โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงว่า ตนมีพยานหลักฐานสำคัญที่สามารถยืนยันได้ว่ากรณีชั้น 14 ลวงโลกอย่างไร พยานหลักฐานไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับนายใหญ่มากที่สุดกว่าใครในห้องประชุมนี้ นายกฯคือประจักษ์พยานที่ยืนยันความจริงทั้งหมด ตอนแรกเป็นแค่ประจักษ์พยาน แต่ต่อมานายกฯกลายเป็นตัวการสำคัญ ในการกระทำความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง ที่มีโทษฐานที่รุนแรง ท้ายที่สุดคือขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตนขอย้อนกลับไปก่อนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 วันที่นายใหญ่กลับบ้าน นายกฯสามารถชี้แจงได้หรือไม่ว่า สุขภาพของนายใหญ่เป็นอย่างไร เพราะเราเองก็ต้องไม่ลืม ว่าผู้ให้กำเนิดนายกฯ เขาอายุ 74 ปีแล้ว มีโอกาสที่จะเจ็บป่วย ไม่สบายได้

Advertisement

จากนั้นนายรังสิมันต์ได้เปิดคลิปวิดีโอคำสัมภาษณ์ของนายกฯ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2566 ที่ระบุว่า คุณพ่อตรวจสุขภาพปีละ 2 ครั้ง ก่อนกล่าวว่า คำพูดของนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งยืนยันว่าก่อนที่นายใหญ่จะกลับมา นายใหญ่คนนี้มีสุขภาพดีอย่างแน่นอน หากมีปัญหาสุขภาพ ตนมั่นใจว่านายกรัฐมนตรีคงจะใช้โอกาสนี้สื่อสารกับสังคม

“ผมขอตั้งคำถามว่าอะไรทำให้นายใหญ่ต้องไปขึ้นเขียงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจถึง 180 วัน มันต้องมีปัจจัยอะไรบางอย่างที่ จู่ๆ ทำให้คนสุขภาพดี ได้รับการดูแลรักษาที่ดูไบเป็นอย่างดี ราวกับสุลต่านถึงได้ล้มป่วยกะทันหันขนาดนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาการป่วยคงจะอยู่ในช่วงเวลาที่นายใหญ่เดินทาง” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า จุดเดียวที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด คือจะต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในเรือนจำ เรื่องนี้ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ เราต้องไม่ลืมว่าวันนั้นที่นายใหญ่กลับสู่ประเทศไทย คนที่เป็นนายกฯในขณะนั้นชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร และนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ยังไม่ได้เข้าทำหน้าที่

“พล.อ.ประยุทธ์เข้ามายึดอำนาจจากน้องสาวนายทักษิณ เคยว่ากล่าวเสียหายหลายอย่างบางครั้งได้ยินชื่อทักษิณ ก็ปรี๊ดควันออกหู เดินทิ้งโพเดียม และที่ทุกวันนี้เราเรียก พ.ต.ท.เป็นคำนำหน้านายทักษิณไม่ได้อีกแล้ว ก็เป็นเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เราต้องไม่ลืมว่าวันนั้น คนที่ดูกระทรวงยุติธรรมไม่ได้ชื่อสมศักดิ์ เทพสุทิน เพราะได้ลาออกเพื่อย้ายไปอยู่กับพรรคเพื่อไทยแล้ว ทำให้ผู้ที่รักษาการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นมีชื่อว่าวิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นเนติบริกรให้กับ พล.อ.ประยุทธ์มาโดยตลอด” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวด้วยว่า ไม่คิดว่ามันแปลกหรือ ขนาดวันที่น้องสาวของตัวเองเป็นนายกฯ นายทักษิณยังกลับมาไม่ได้ ดังนั้นการกลับมาเป็นเพราะดีลที่นางสาวแพทองธารไปทำมาหรือไม่ เพราะดีลลังกาวีหรือไม่ มีบิ๊กสีอะไรหรือไม่เป็นผู้เกี่ยวข้อง จึงทำให้นายใหญ่มั่นใจว่าครั้งนี้กลับมาประเทศไทยได้ นอกจากนี้บทบาทของนางสาวแพทองธาร แม้วันนั้นจะไม่ใช่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ก็เป็นแคนดิเดตนายกฯ และเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการหาเสียงให้กับพรรคตัวเอง การที่นางสาวแพทองธารออกมาขานรับสนับสนุนแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ในวันที่กลับมา นายใหญ่ยังมีคนไปรอต้อนรับราวกับว่านี่คือนายกฯ ที่เพิ่งทำภารกิจต่างประเทศเสร็จ กลับมาแล้วก็ไม่มีการควบคุมตัว มีตำรวจไปต้อนรับ ช่วยจัดระเบียบให้ทุกอย่างสมูทด้วยซ้ำไป

ทำให้นายศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุกขึ้นประท้วงว่าขออย่าพาดพิงบุคคลภายนอก เดี๋ยวการประชุมจะไม่ราบรื่น นายรังสิมันต์จึงแย้งว่า เรื่องชื่อเป็นเรื่องจำเป็น ตนไม่ได้มีการปิดกั้นข้อมูลแต่อย่างใด ยืนยันว่าทุกอย่างจะอยู่บนข้อมูล ไม่ได้เสริมเติมแต่ง แต่นายศาสตราชี้แจงว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีสิทธิมาชี้แจง เพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องเอ่ยชื่อ ทำให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ถามว่าเป็นตัวย่อได้หรือไม่ นายรังสิมันต์ไม่ยอม พร้อมกล่าวว่ามันเป็นข้อมูลในอดีต ประเทศไม่ได้เสียหายเพิ่มขึ้นจากการอภิปราย

ทำให้นายศาสตรากล่าวอีกครั้งว่า บุคคลที่ 3 ไม่สามารถมาชี้แจง ไม่สมควรเอ่ยชื่อบุคคลภายนอกหากไม่จำเป็น นายพิเชษฐ์จึงวินิจฉัยว่า ขอให้พยายามหลีกเลี่ยง ทำให้นายรังสิมันต์ใช้คำว่า “ไอ้โม่ง” จังหวะนี้ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก็ร่วมประท้วงด้วยว่า “อย่าเสียดสี อย่าทำให้คนรู้สึกว่าด้อยค่าความเป็นมนุษย์”

จากนั้นนายรังสิมันต์อภิปรายต่อว่า ไอ้โม่ง 2 ตัว ใจดี ลด แลก แจก แถมด้วยการให้บิดาของ นางสาวแพทองธาร ออกจากเรือนจำ เพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจได้ ทุกอย่างที่เคยสัญญาไว้กับประชาชนเป็นคำโกหก ไม่มีความหมายอีกแล้ว เพราะวันนี้พ่อได้กลับบ้านแล้ว นี่คือดีลแลกประเทศ ที่นายกฯสมคบให้เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือพ่อตัวเองไม่ให้นอนคุกแม้แต่วันเดียว จุดเริ่มต้นของชั้น 14 มันจึงเป็น “ดีลปีศาจ” เพื่อพาพ่อกลับบ้าน

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า แผนที่เตรียมไว้ คือแผนที่อดีตนายกฯ จะต้องไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว แต่ตนแอบไปทราบมาว่า นางสาวแพทองธารรู้ว่านายใหญ่จะเหลือโทษจำคุกอีก 1 ปี ในคืนหลังกลับถึงประเทศไทยแล้ว ถ้ารู้ล่วงหน้านานกว่านี้ การเตรียมการทั้งหลายมันจะดีกว่านี้ การเล่นละครถึงจะสมจริงกว่านี้ ไม่ต้องมาขายผ้าเอาหน้ารอดกันแบบนี้ และหลังจากนั้นกรมราชทัณฑ์ได้แถลงใหญ่โต ว่านายทักษิณตรวจพบ 4 โรค คือหัวใจขาดเลือด, ปอดผิดปกติ, ความดันสูง และกระดูกสันหลังเสื่อม จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง จากการแถลงตรงนี้ส่อพิรุธ เพราะจากที่นางสาวแพทองธารให้สัมภาษณ์ ทำไมถึงได้สวนทางกันขนาดนี้ ทั้งที่ห่างกันแค่เพียง 2 วัน

ทำให้ ทพญ.ศรีญาดาประท้วงว่า ข้อมูลไม่ครบ นายรังสิมันต์ไม่ใช่แพทย์ ไม่สามารถวินิจฉัยโรคในสภาแห่งนี้ได้ และมี พ.ร.บ.คุ้มครอง ข้อมูลสุขภาพส่วนตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะเอาข้อมูลสุขภาพอภิปราย มีโอกาสที่จะไม่ครบถ้วน จึงอยากให้ประธานช่วยควบคุม

นายพิเชษฐ์จึงวินิจฉัยว่ามันเป็นข้อกล่าวหา ประชาชนฟังอยู่ แต่ ทพญ.ศรีญาดากล่าวว่า เข้าใจ แต่มันซ้ำซาก ไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ในการเอาเข้ามา ผู้ป่วยที่พูดถึงก็หายแล้ว นายรังสิมันต์จึงถามกลับว่าหายแล้วตอนไหน ก่อนที่นายพิเชษฐ์จะปิดไมค์ ทพญ.ศรีญาดาทันที และตัดบทว่า เป็นข้อกล่าวหา ประชาชนอยู่ที่บ้านพิจารณาอยู่

ต่อมา นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่า นายรังสิมันต์ชอบเอ่ยชื่อโดยไม่จำเป็น “ท่านเอ่ยชื่อนายกฯ ทักษิณ ทำให้คนอีสานซาบซึ้งมากยิ่งกว่าเดิมค่ะ” ทำให้นายพิเชษฐ์ปิดไมค์นางนุชนาถ พร้อมวินิจฉัยว่ายังอยู่ในประเด็น ย้ำว่าวันนี้เรามีเวลาน้อยมาก ขอให้รักษาเวลาในแต่ละฝ่าย

ทำให้นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ไม่ยอม ประท้วงบ้างว่านายพิเชษฐ์พูดเรื่องเวลา มันไม่ถูก เมื่อคืนเหลืออยู่ 3 ชั่วโมง แต่นายพิเชษฐ์แจงว่า ไม่เกี่ยวกัน เมื่อวานนี้ก็จบไป แต่วันนี้ต้องรักษาเวลาทุกฝ่าย

จากนั้น นายรังสิมันต์ได้อภิปรายไล่เรียงเหตุการณ์ในช่วงนั้น พร้อมกล่าวว่า หมอดูไบหรือจะสู้โรงพยาบาลตำรวจไทย อาการของนายใหญ่ต้องป่วยหนักมากถึงขนาดที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์มาตรวจเช็กอาการป่วยไม่ได้ ถึงไม่มีความพยายามพานายใหญ่ไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทั้งๆ ที่ระยะทางใกล้กว่ากันมาก นอกจากนี้นายใหญ่ยังได้รับสิทธิพิเศษได้รักษาตัวในหอผู้ป่วยระดับสูง และหลังจากที่ชั้น 14 ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ โรงพยาบาลตำรวจก็ออกมาแก้ปัญหา โดยการเปลี่ยนชื่อจากเดิมชื่อหอผู้ป่วยพิเศษระดับสูง เปลี่ยนเป็นชื่อ หอผู้ป่วย ซึ่งกรณีนี้ไม่ต่างอะไรกับนักโทษแหกคุก และดีลนี้ยังรวมไปถึงการที่คณะรัฐประหาร และ น.ส.แพทองธาร ได้ขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายคน ซึ่งตามระเบียบแล้วคนที่สามารถขออภัยโทษได้ คือตัวนักโทษเองและคนในครอบครัว แต่ น.ส.แพทองธาร ได้กระทำการอกตัญญู โดยการปล่อยให้บิดาของตัวเองช่วยเหลือตัวเองในการร้องขออภัยโทษ

จังหวะนี้ ทพญ.ศรีญาดาลุกขึ้นประท้วงทันที ว่านายรังสิมันต์เป็น ส.ส.เคยอ่านข้อบังคับเรื่องจริยธรรมหรือไม่ “จะต้องมีความเมตตา เห็นใจว่าถ้าลูกสาวคนหนึ่งที่คุณพ่อป่วย ท่านมาอภิปรายเรื่องที่รถพยาบาลไปเร็วเกินไป มีที่ไหน ทำอย่างนี้ประชาชนที่ฟังอยู่ที่บ้านเขางงว่าตกลงแล้ว เราอยากให้คนป่วยหายหรือไม่ สิ่งนี้ท่านควรจะมี และการที่ใช้คำว่าอกตัญญู การใช้คำพูดของฝ่ายค้านบางครั้งรุนแรงเกินไปเขาเรียกว่าใส่ร้าย ที่สำคัญคืออาฆาตมาดร้าย ผิดจริยธรรม อย่าใส่ความคิดส่วนตัวเกินไป ขอให้ช่วยถอนคำพูดด้วย”

นายพิเชษฐ์วินิจฉัยว่า ไม่มีปัญหา ยังอยู่ในประเด็น แต่ ทพญ.ศรีญาดาไม่ยอม เพราะถือเป็นความผิดร้ายแรง นายพิเชษฐ์จึงกล่าวว่า เขากล่าวหา มันใช้เวลาเยอะถ้าประท้วง

นายรังสิมันต์จึงกล่าวว่า “ผมถอนให้ก็ได้ ท่านศรีญาดาใจเย็นๆ ขอถอนคำว่าอกตัญญูเปลี่ยนเป็น กตัญญูน้อยก็แล้วกัน” ก่อนจะอภิปรายต่อ โดยเปิดคลิปสัมภาษณ์นางสาวแพทองธารที่ให้พ่อจัดการทำเรื่องอภัยโทษเอง ทั้งที่อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว 7 วัน

ท่านนายกฯท่านต้องรู้ท่านต้องเห็น ท่านไม่เห็นเหรอครับ ว่าพ่อป่วยหนักขนาดไหน ผมมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพ่อของท่านอยู่นะ ในคลิปที่ท่านให้สัมภาษณ์ก็เพิ่งไปเยี่ยมพ่อมา ท่านไม่เห็นเหรอครับว่าพ่อของท่านป่วย จนรอเคาะโลงแล้ว ท่านจะมาให้พ่อของท่านเตรียมเอกสาร เพื่อขอยื่นฎีกาอภัยโทษด้วยตนเองจริงหรือ หากทำไปแล้วพ่อป่วยหนักมากยิ่งขึ้น จะให้ทำอย่างไรใครจะรับผิดชอบ” นายรังสิมันต์กล่าว

จากนั้น ทพญ.ศรีญาดาประท้วงอีกว่า ขอให้นายรังสิมันต์เอาสไลด์ที่เขียนข้อความรุนแรงลง “โอ่โห ดิฉันไม่อยากจะอ่านเลย” แต่นายพิเชษฐ์ถามกลับว่าผิดตรงไหน ทพญ.ศรีญาดาจึงกล่าวว่า มันมีคำพูดมากกว่าอกตัญญู

นายรังสิมันต์จึงตอบโต้กลับว่า ทพญ.ศรีญาดาน่าจะมีปัญหาสุขภาพ ทพญ.ศรีญาดาสวนทันทีว่า ท่านจะอภิปรายต้องมีจริยธรรมด้วย ตนมองเห็นว่าถ้าไม่มีจริยธรรม ท่านเอาสิ่งที่เป็นความเห็นของท่านไปตัดสินคนอื่น ก่อนที่นายพิเชษฐ์จะปิดไมค์ ซึ่ง ทพญ.ศรีญาดาก็ไม่ยอมหยุดพูด จนทำให้ น.ส.รภัสสรณ์ นิยะโมสถ ส.ส.ลำปาง พรรคประชาชน ลุกขึ้นขอให้ประธานควบคุมการประชุม

นายรังสิมันต์อภิปรายต่อว่า วันนั้นนายใหญ่ป่วยปางตาย จะไปเฝ้ายมบาล ถึงขนาดโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพ นายกฯไม่เห็นสภาพความเป็นจริงหรือว่าวิญญาณจะออกจากร่างแล้ว หรือความจริงเป็นการอุปโลกน์ขึ้นมา

นายรังสิมันต์ยังยกรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า หากป่วยในระดับวิกฤตจริง ควรจะต้องอยู่ในห้องสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ใช่ห้องผู้ป่วยพิเศษ ก่อนจะเปรียบเทียบกับผู้ป่วยคนอื่น ทำให้ ทพญ.ศรีญาดาขึ้นประท้วงอีกรอบ ระบุว่าอภิปรายออกนอกญัตติแล้ว ประธานต้องควบคุมให้อยู่ในญัตติด้วย แต่นายพิเชษฐ์กล่าวว่า นายรังสิมันต์แค่เปรียบเทียบ และตนเชื่อว่านายกฯจะมาตอบได้

จากนั้นนายรังสิมันต์อภิปรายต่อว่า นายกฯไม่รู้สึกเลยหรือว่ามีส่วนสำคัญในการฆาตกรรมความยุติธรรม ท่านได้ทำให้ความยุติธรรม ตนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมช่วงที่นายใหญ่ป่วย นายกฯยังไม่ได้มีอาการเครียด เป็นห่วงพ่อแม้แต่น้อย

ทำให้ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประท้วงว่าญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้พูดถึงการบริหารงานของนายกฯ แต่สิ่งที่นายรังสิมันต์กำลังพูดอยู่ขณะนี้ นอกจากเป็นการเสียดสีแล้ว ยังไม่ได้พูดถึงการทำงานในช่วงที่ น.ส.แพทองธารเป็นนายกฯ ท่านเป็นเพียงบุตรสาวที่คุณพ่อป่วยอยู่ในโรงพยาบาล

ก่อนที่นายรังสิมันต์จะย้ำว่า “ถ้าพ่อป่วยหนักปางตาย ลูกผีลูกคน จะตายแหล่ไม่ตายแหล่ มีหรือที่นายกฯจะพูดแค่มีอาการเครียด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ท่านนายกฯคงจะพูดแช่งพ่อไม่ได้”

นายรังสิมันต์ตั้งคำถามอีกว่า นายกฯให้ รมว.ยุติธรรมอยู่ในตำแหน่ง หนีบเก้าอี้ต่อไปได้ ทั้งๆ ที่เรื่องมันเหม็นคลุ้งจนคนในสังคมวิจารณ์กันไม่จบไม่สิ้น นอกจากนี้แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจยังได้รับการอวยยศในหน้าที่การงาน อย่างนี้เป็นบทละครบทใหม่หรือไม่

ทำให้ นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า นายรังสิมันต์กล่าวว่า คิดบทละครบทใหม่ ตนคิดว่าไม่เหมาะสม ขณะที่นางนุชนาถประท้วงอีกรอบว่า นายรังสิมันต์มีกิริยาวาจามารยาทไม่เหมาะสม “ร้องกู๋ แบบนี้ค่ะ ทุบโต๊ะด้วย นี่ไม่ใช่กิริยาหรือตลาดนัดนะคะ”

ต่อมา ประธานได้สลับกันทำหน้าที่มาเป็นนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประท้วงบ้างว่า ให้ประธานควบคุมการประชุม และถามนายรังสิมันต์ว่า ปีศาจคือใคร แต่นายภราดรวินิจฉัยให้อภิปรายต่อได้

นายรังสิมันต์อภิปรายว่า ราชทัณฑ์เคยแถลงว่า นายใหญ่อยู่ในสภาวะอันตรายแก่ชีวิต ในเมื่อราชทัณฑ์ยืนยันว่าไม่พ้นขีดอันตราย ตนก็อยากจะรู้ว่านายกฯ ในฐานะลูก กังวลหรือไม่ เครียดหรือไม่ จิตตกหรือไม่ ปรากฏว่าสิ่งที่พบเห็นในการติดตาม คือพบแต่ความสบายใจ ตนนึกว่านายกฯจะสแตนด์บายรอดูใจ แต่กลับไปเที่ยวต่างประเทศ 2 ครั้ง

“ไหนพ่อกำลังจะม่องเท่ง ช่วงนั้นพ่อของท่านป่วยพะงาบๆ อยู่โรงพยาบาลตำรวจไม่ใช่เหรอไม่คิดจะไปเยี่ยมพ่อเลยหรือ นอกจากนี้ยังพบว่าท่านนายกฯได้โพสต์ไอจี โดยระบุถึงการไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก ราชทัณฑ์แถลงปาวๆ ว่าพ่อของท่านอยู่ในภาวะวิกฤต พร้อมวางดอกไม้จันทน์ จริงๆ ต้องมารอดูหน้าพ่อแล้วหรือไม่ เผลอๆ ต้องเตรียมจองวัดไว้ล่วงหน้าแล้ว” นายรังสิมันต์กล่าว

ทำให้นางนุชนารถประท้วงทันทีด้วยอารมรณ์ว่า “จริงๆ ไม่อยากประท้วงเลย แต่ท่านพูดว่าวางดอกไม้จันทน์ จริงๆ วางให้ท่านก่อนนั่นแหละ ท่านโรม”

นายภราดรจึงวินิจฉัยว่า ลักษณะการเสียดสีแบบนี้ ขอให้ลดน้อยลง เพื่อรักษาบรรยากาศ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ทพญ.ศรีญาดาก็ประท้วงอีก 2 รอบ ระบุว่า วนเวียน ขอให้อยู่ในญัตติ นอกจากนี้ยังหมิ่นประมาทและใส่ร้าย การใช้จินตนาการที่มากเกินไป จับแพะชนแกะ ขอให้ประธานควบคุมการประชุมด้วย และยังมีนายก่อแก้ขึ้นประท้วงอีกรอบ ถามเหมือนเดิมว่าปีศาจที่ดีลด้วยคือปีศาจตัวไหน

ในช่วงท้าย นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า ขบวนดังกล่าว มีนางสาวแพทองธารเป็นตัวการ เรื่องชั้น 14 ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราทราบดีว่ากรณีนี้ นางสาวแพทองธารพาพ่อกลับบ้านโดยไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว ครอบครัวชินวัตรทราบเรื่องนี้ดี ว่าราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายเพื่อให้ครอบครัวชินวัตรจะอยู่เหนือกฎหมายมันแพงขนาดไหน พวกเราทุกคน จ่ายมันด้วยการพังทลายของหลักนิติรัฐ เราจ่ายมันด้วยราคาของการพัฒนาการประชาธิปไตยที่ไม่มีวันเกิดขึ้น เราจ่ายมันด้วยราคาที่เราไม่สามารถ ไปรื้อแตะโครงสร้างอำนาจมืดได้อีกแล้ว เราจ่ายราคาที่แสนแพงให้ของซุปเปอร์ดีลนี้ ดีลที่เอาอำนาจประชาชนไปแลกเพื่อเอาพ่อกลับบ้านโดยไม่ต้องติดคุก

จากนั้น นายรังสิมันต์ได้อภิปรายยาวไปจนครบเวลา 100 นาที