รักชนก ซัด นายกฯ หน้าไหว้หลังหลอก ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่จริง พร้อมเชื่อ ปราบทุนเทาไม่สำเร็จ เหตุเป็นลูกน้องพ่อ – มีดีลแลกประโยชน์ของตระกูล พร้อมจี้ให้ปรับเก้าอี้ รมว.ดีอี
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กับคณะ จำนวน 165 คน เป็นผู้เสนอ
เวลา 12.40 น. น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า แม้ปัญหาอาชญากรรม สแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล แต่สิ่งนี้เป็นเพียงภาพลวงตา เป็นเพียงผักชีโรยหน้าที่รัฐบาลอยากทำให้ประชาชนเชื่อว่าตัวเองเอาจริงเอาจัง แต่ในความเป็นจริงนายกฯยังมีพฤติกรรมที่ไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป เพราะนายกฯขาดภาวะผู้นำ ปล่อยให้เกิดภาวการณ์เกี่ยงงาน จนทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน นายกฯยังลอยตัวอยู่เหนือปัญหา และนายกฯกลับจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนและพวกพ้อง จงใจปล่อยให้เกิดการทุจริตในระบบราชการ มองดูการคอร์รัปชั่นโดยไม่จัดการ จนวันนี้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะไปจบตรงไหน ยืนยันว่าความเสียหายนี้เกิดจากการที่เรามีนายกฯที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร ทั้งๆ ที่ประเทศเราควรจะได้ตัวเลือกที่ดีกว่านี้ แต่ก็เพราะท่านและครอบครัวท่านไปทำดีลกับปีศาจเอาผลประโยชน์ของคนทั้งชาติไปแลกผลประโยชน์ของครอบครัว ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ถ้าปล่อยให้ท่านบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะทำให้ประเทศเสียหายร้ายแรง

น.ส.รักชนกกล่าวว่า ถ้าดูจากตัวเลขความเสียหายในการหลอกลวงเงินคนทั่วโลก ในปี 2566 สูงถึง 2.24 ล้านล้านบาท ซึ่งในความเสียหายอยู่ที่ 3 ประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศเราคือ ลาว กัมพูชา และพม่า โดยตัวเลขของกัมพูชา 430,000 ล้านบาท ซึ่งคือตัวเลขที่หลอกลวงคนไทย ทั้งที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าอยากให้ประเทศไทยเป็น ฮับท่องเที่ยว ฮับดิจิทัล ฮับการบิน แต่เราเป็นได้แค่ฮับเดียว คือฮับของคนที่ทำท่าเป็นนักท่องเที่ยวแต่จริงๆ แล้วเข้ามาทำธุรกิจสีเทา ตนยืนยันว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นเร่งด่วน และทุกคนเจอกับตัว แม้กระทั่งนายกฯเองที่ถูกห้อมล้อมด้วยความปลอดภัยยังเจอปัญหานี้เลย
“ในกรณีที่นายกฯให้สัมภาษณ์ว่าตนเองถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างว่าเป็นผู้นำประเทศหลอกให้โอนเงิน ซึ่งมาเล่าหน้าตาเฉยว่าเกือบหลงเชื่อ แต่ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าสิ่งที่ท่านเจอนั้นสะท้อนเรื่องอะไร คือท่านที่ถูกล้อมด้วยการรักษาความปลอดภัยขนาดนายกฯมิจฉาชีพยังเข้าถึงได้ และการที่เขาบอกว่าเป็นผู้นำประเทศนั้นแสดงว่าเขารู้ว่าเขาคุยอยู่กับใคร ท่านต้องสืบเรื่องนี้และดูว่าต้นตอที่ทำข้อมูลท่านหลุดรั่วนั้นมาจากไหน ท่านต้องเอาผิดคนที่ทำข้อมูลท่านหลุด แต่วันนี้มิจฉาชีพยังเข้าถึงข้อมูลนายกฯได้ แล้วท่านคิดว่าตาสีตาสาเขาจะรอดหรือ ประชาชนเขาอยากได้นายกฯ ที่มาแก้ไขปัญหาให้ ไม่ใช่เขาอยากได้นายกฯที่มาบอกว่าฉันก็เจอปัญหาเหมือนกับเธอ แต่ฉันรอด ถ้าท่านเป็นนายกฯแล้วทำได้แค่นี้ เราไม่ต้องมีนายกฯ ที่ชื่อแพทองธารก็ได้”

น.ส.รักชนกกล่าวว่า การตัดไฟ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความสว่างก็เป็นทรัพยากรไฟจากประเทศเรา ซึ่งการตัดไฟเป็นก้าวแรกในการทำลายรังของมิจฉาชีพ แต่เป็นก้าวแรกที่ยากลำบากมาก เรื่องการตัดไฟนั้นมีแค่ 2 รองนายกฯ ที่เกี่ยงกันไปมา แต่นายกฯเองที่มีหน้าที่ไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้เลย จนกระทั่ง นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาพูดเรื่องตัดไฟเพื่อนบ้าน ตนไม่แน่ใจว่านี่หรือไม่คือคนที่มีอำนาจในการสั่งการ ครม. หรือจะเป็น หลิว จงอี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ต้องหอบสังขารมาถึงไทย ซึ่งน่าเศร้าใจแค่ไหนที่มาหวังให้รัฐมนตรีจีนกดดันรัฐบาลไทยทำหน้าที่ของตัวเอง รวมถึงธุรกิจที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่มีกลุ่มทุนที่อาจเสียประโยชน์ ซึ่งตั้งแต่ที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำหน้าที่ 2 ปี แต่พระราชกำหนดเพื่อแก้ปัญหาและให้ธนาคารร่วมรับผิดชอบต่อผู้เสียหายยังไม่ออกมาบังคับใช้ จึงควรทบทวนปรับออกจากตำแหน่ง
“น่าโมโหหรือไม่ที่เอกชนนำข้อมูลประชาชนไปวิเคราะห์ทำกำไรเพิ่ม แต่เมื่อข้อมูลหลุด กลับไม่รับผิดชอบ ขณะที่รัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ กรณีที่มีนายกฯชื่อแพทองธาร จึงติดขัด เพราะไม่ว่าหันหน้าทางไหนมีผลประโยชน์ต่อกลุ่มทุน การจัดการเรื่องนี้ต้องบังคับให้กลุ่มทุนรับผิดชอบ ให้เขามีกำไรน้อยที่สุด โดย นายกฯ ควรเกรงใจประชาชน ไม่ใช่เกรงใจเพื่อนพ่อ หรือกลุ่มทุน” น.ส.รักชนกกล่าว

น.ส.รักชนกกล่าวอีกว่า การจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์รัฐบาลไม่เคยจัดการรายใหญ่ได้ เป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองอำนวยความสะดวกให้หรือไม่ กรณีที่รัฐบาลย้ายนายตำรวจยศใหญ่อย่าง พล.ต.ต.เอกราษฎร์ อินต๊ะสืบ หรือ ผู้การต๊ะ ผู้บังคับการกองตรวจราชการ 5 ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แล้วทำอย่างไรต่อ มีการพิสูจน์เส้นเงินหรือคนในครอบครัวว่าเกี่ยวข้องหรือไม่ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีบุคคลที่ชื่อย่อ “ย.ยักษ์” ที่ใกล้ชิดกับบิดานายกฯ ในพื้นที่ จ.เชียงราย ทำให้ไม่สามารถปราบปรามได้
“ปัญหาไม่ใช่ความไร้ประสิทธิภาพอย่างเดียว แต่จงใจปล่อยปละเพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งต่างจากการปราบปรามปัญหาของต่างประเทศที่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบทั้งกระบวนการ ซึ่งการทำงานของ น.ส.แพทองธาร ไม่กล้าแตะประโยชน์ของกลุ่มทุน เพราะไม่ว่ากลุ่มทุนไหนได้ร่วมโต๊ะกับพ่อนายกฯมาแล้ว ขณะที่ทุนเทา คือลูกน้องของพ่อนายกฯ ซึ่งนายกฯ ทำเป็นมองไม่เห็น ทำให้ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของมิจฉาชีพ ครอบครัวชินวัตรเอาประโยชน์ของคนในชาติแลกประโยชน์กับตระกูลตัวเอง”
ทั้งนี้ในระหว่างการอภิปรายของ น.ส.รักชนก ช่วงหนึ่งได้หยุดอภิปราย ก่อนกล่าวว่า “เงียบเหงามาก ไม่มีใครลุกประท้วงดิฉันเลย” ซึ่งได้สร้างเสียงหัวเราะให้กับ ส.ส.พรรคประชาชนที่นั่งให้กำลังใจโดยรอบ

