หน้าแรก การเมือง สมัชชาคนจน ฟั...

สมัชชาคนจน ฟังอภิปรายแล้วหดหู่ พีมูฟ จี้ปฏิรูปราชการ ฟังเสียงชาวบ้านเหมือนยุคพ่อขุนฯ

25.03.25 | 18:54 น.

สมัชชาคนจน ฟังอภิปรายแล้วหดหู่ พีมูฟ จี้ปฏิรูปราชการ ฟังเสียงชาวบ้านเหมือนยุคพ่อขุนฯ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 25 มีนาคม เวลา 13.30 น. ศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม (EEPC) วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม ร่วมกับ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานเสวนาวิชาการออนไลน์ Leadership Forum: Leading to Social Equity (ครั้งที่ 4) ในหัวข้อ “คนจนได้ประโยชน์อะไรจากรัฐบาลแพทองธาร”

โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม อดีต ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท, นายบารมี ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน, นายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) และ นางนุชนารถ แท่นทอง ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัมสี่ภาค ดำเนินการโดย ผศ.ดร.บูชิตา สังข์แก้ว รองคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคมและความยั่งยืน วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม

ในตอนหนึ่ง นายบารมี ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กล่าวว่า เราต้องพูดถึงรัฐธรรมนูญด้วย โดยเฉพาะฉบับปี 2560 ที่รวมศูนย์อำนาจแบบท็อปดาวน์ มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่รู้ว่าใครมากำหนดอนาคตชีวิตของเรา จึงต้องพูดถึงการะจายอำนาจทุกมิติ ไม่ใช่แค่กระจายอำนาจให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

“อย่างพี่น้องที่ แก่งเสือเต้น มีรายได้จากการทำผลิตภัณฑ์ เสียภาษีประมาณ 500 ล้านบาทให้รัฐบาล ถ้าเขาบริหารจัดการเอง อาจจะสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียนได้ด้วยซ้ำไป” นายบารมีชี้

Advertisement

นายบารมีกล่าวต่อว่า ยังมีเรื่องอำนาจในการจัดการป่า น้ำ และที่ดิน ที่ตอนนี้อยู่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ซึ่งก็ไม่มีความรู้เรื่องป่า เรื่องประมง ส่วนมากรู้แต่ทฤษฎี แต่ถ้าให้คนที่อยู่กับป่ากับน้ำ เป็นคนจัดการเอง ส่วนตัวเชื่อว่าเขาจะจัดการได้ดีกว่า และรู้ว่าจะจัดการอย่างไร เป็นประเด็นที่ต้องมีการ ‘รื้อสร้าง’ ผ่านการ ‘จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่’ เอาเรื่องปฏิญญาสากล มาอยู่ในรัฐธรรมนูญ

“เรื่องความจน ไม่ใช่ต้องพัฒนาให้เราหายยากจน แต่ต้องให้มีรายได้ โดยยกตัวอย่างกรณี ‘การสร้างเขื่อน’ เมื่อชาวบ้านจับปลาไม่ได้ ก็กลายเป็นคนจนขึ้นมาทันที เป็นต้น นโยบายจึงต้องมีส่วนช่วยคิด

“ผมฟังอภิปรายแล้วรู้สึกหดหู่ใจ เหมือนอันธพาลมาขู่กันด้วยซ้ำไป ปัญหาหลายอย่างพูดแค่ในประเทศไม่พอ แต่เป็นอิทธิพลระดับโลก ทั้งปัญหาการค้า ปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่มากำหนดนโยบายว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าจะแก้ปัญหาความยากจนได้ ต้องสลัดจากองค์กรสากลเหล่านี้ด้วย” นายบารมีกล่าว

เมื่อถามว่า รัฐบาลควรจะขับเคลื่อนอย่างไร ?

นายบารมีกล่าวว่า ตนยืนยันว่าต้องทำให้มีอำนาจเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่า ผู้นำ จะต้องเป็นคนนำเสมอไป แต่จะต้องเป็นคนที่รับฟังความเห็น เปิดโอกาสให้คนคิด ทำ แล้วผู้นำช่วยรวบรวม-ประสานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมันถึงจะเป็นไปได้ ซึ่งก็กลับมาที่รัฐธรรมนูญ ที่ต้องทำให้กระจายอำนาจได้มากที่สุด ในการจัดการหรือทำอะไรสักอย่าง แต่ตอนนี้คนกลับรู้สึกว่า ‘ต้องพึ่งพา’

“อันนี้ทำไม่ได้ต้องไปหาหมอ ครูผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการก็ต้องพึ่งพาข้าราชการผู้ใหญ่ ไปถึงระดับนักการเมือง ก็ต้องไปพึ่งพา จีน อเมริกา ซึ่งการจะช่วยสร้างความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งได้ (Active Citizen) ผมขอฝากว่า ต้องทำให้คนจน มีอำนาจในการจัดการจริงๆ แล้วจะนำไปสู่การไขปัญหาในทุกเรื่อง” นายบารมีกล่าว

ด้าน นายจำนงค์ ที่ปรึกษา P-Move กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่สร้างการมีส่ววนรวมของคนทุกกลุ่ม ทุกวันนี้กลายป็นสังคมสูงวัยแล้ว แต่พี่น้องยังยากจนอยู่ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับปัจจัย 4 ที่เข้าไม่ถึง

“มองง่ายๆ น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีครบทั้งประเทศหรือยัง”

“ตราบใดที่ดินกลายเป็นสินค้า ความยากจนก็ยังไม่หายไป ความเหลื่อมล้ำตรงนี้ต้องถูกขจัดไปด้วย ยืนยันว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ยังมีความสำคัญ การเข้าถึงที่ดิน น้ำ อากาศ สาธารณูปโภค ต้องเท่ากัน คนจนจึงจะลืมตาอ้าปากได้” นายจำนงค์กล่าว

นายจำนงค์กล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าคนจนไม่ใช่คนขี้เกียจ พวกเขาขยันมากกว่าคนรวยด้วยซ้ำ แต่เขาเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้ พี่น้องสลัม หลายคนถูกมองว่าเป็นแหล่งอบายมุข เขาจึงถูกมองข้าม

“ผมเองก็ยังอยู่ในสลัมตอนนี้ ยืนยันว่า สลัมไม่ใช่แหล่งอบายมุขอย่างที่สังคมประณาม เรื่องยาเสพติดก็เป็นปัญหาในสังคม แต่รัฐบาลต้องจริงจัง ไม่อย่างนั้นประเทศจะอยู่อย่างไร ขอฝากไว้เพียงเท่านี้”

นายจำนงค์กล่าวด้วยว่า อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ยังแก้ไมได้ คือคนจนไม่สามาถติดต่อราชการคนเดียวได้ ต้องรวมตัวไปจึงจะได้รับการตอบรับจากระบบราชการ

“ต้องปฏิรูประบบราชการ ให้คนจนเข้าถึงได้ง่าย และฟังเสียงคนจน ไม่ใช่ต้องอาศัยผู้นำท้องถิ่นจึงจะฟังเสียง บอกกล่าวร้องทุกข์ เข้าถึงระบการแก้ปัญหาได้ เหมือนสมัยสุโขทัย เคาะระฆัง แล้วเจ้าเมืองก็มาแก้ปัญหา โดยไม่ต้องรวมกลุ่ม” นายจำนงค์กล่าว