ไม่จบแค่ซักฟอก! อรรถสิทธิ์ ชี้ 319 เสียงไม่คอนเฟิร์ม ‘อิ๊งค์’ อยู่ครบเทอม ต้องพิสูจน์ปม ‘หลักจริยธรรมร้ายแรง’ – มองฝ่ายค้านไม่มีอะไรใหม่ ยกเว้นเรื่องไอโอ ห่วงสังคมสนใจวาทะ มากกว่าเนื้อหา
สืบเนื่อง การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในญัตติ เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดย น.ส.แพทองธารได้รับเสียงไว้วางใจ 319 เสียง ไม่ไว้วางใจ 162 เสียง งดออกเสียง 7 เสียง จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป นั้น
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้ น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี จะสามารถตอบโต้หรือชี้แจงประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 24-25 มี.ค. ที่ผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสนามกอล์ฟอัลไพน์ กรณีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงภาษีจากตั๋วสัญญาการใช้เงิน (P/N) จำนวนเงิน 4,400 ล้านบาท รวมถึงกรณีอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ น.ส.แพทองธาร รอดพ้นจากการถูกเอาผิดทางกฎหมายได้ ทว่า ในมิติของศีลธรรมจรรยาและความผิดต่อหลักจริยธรรมร้ายแรงในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ยังไม่จบ นายกรัฐมนตรียังต้องต่อสู้และพิสูจน์ในเรื่องนี้ต่อไป แม้ว่าจะได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจถึง 319 เสียงก็ตาม
ส่วนตัวมองว่า นอกจากฝ่ายค้านแล้ว มีความเป็นไปได้ที่ภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อน เรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน รวมทั้งประเด็นทางสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ฟังการอภิปรายแล้วรู้สึกว่ายังไม่ได้รับคำตอบ หรือคำอธิบายที่กระจ่างเพียงพอจะเข้ามาร่วมผลักดันเรื่องนี้อีกแรงหนึ่ง
“แน่นอนว่าเรื่องจริยธรรม เป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดกว่าประชาชน ตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่นายกฯ จะต้องต่อสู้และต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อไปหลังจบศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ” รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

รศ.ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวว่า แม้ว่าผลการลงมติไว้วางใจ 319 เสียง จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วมรัฐบาล แต่หากถามต่อว่าคะแนนดังกล่าว สะท้อนว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพและจะสามารถอยู่ครบเทอมได้หรือไม่นั้น คงยังตอบไม่ได้ คะแนนนี้สะท้อนเพียงว่าปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีรอยร้าว แต่การอยู่ครบวาระหรือไม่นั้น ดูเฉพาะท่าทีของพรรคร่วมไม่ได้ เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยร่วม โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสียงสะท้อนจากประชาชน
“ในมุมของประชาชนที่รับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการสอบย่อย เชื่อว่าจะมีทั้งคงที่โหวตให้รัฐบาลสอบผ่านและสอบไม่ผ่าน ที่น่าสนใจคือถึงแม้ว่านายกฯ จะมีคำอธิบายต่อข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ เช่น ประเด็นเศรษฐกิจไม่ดี นายกฯ ก็ยอมรับว่า ใช่ ตอนนี้ยังไม่ดี แต่กำลังจะดีขึ้น ซึ่งจากคำพูดนี้ประชาชนก็จะจับตาต่อไปว่ามันจะดีขึ้นอย่างที่นายกฯ พูดจริงหรือไม่
เพราะถ้ารัฐบาลไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะอยู่ไม่ครบเทอม ประชาชนเองประเมินรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา และนั่นทำให้รัฐบาลก็ต้องประเมินตนเองเช่นกัน” รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของ ‘การทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน’ ส่วนตัวมองว่าประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาอภิปราย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่อยู่ในการรับรู้และความสนใจของประชาชนอยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้เป็นเรื่องที่ขาดความน่าสนใจและ ไม่ได้มีอะไรใหม่ ยกเว้นเพียงเรื่องขบวนการไอโอที่สามารถสร้างความเซอร์ไพรส์แก่ผู้รับฟังได้ จึงทำให้ทางรัฐบาลเตรียมข้อมูลในการชี้แจงหรือตอบคำถามได้ ซึ่งผลพวงจากประเด็นที่ส่วนมากไม่ได้ใหม่นั้น ทำให้ประชาชนมุ่งสนใจที่วาทะและการตอบโต้กันไปมา มากกว่าเนื้อหา เห็นได้จากการตัดต่อภาพหรือการทำมีมในสื่อสังคมออนไลน์ ตรงนี้ทำให้ความซีเรียสของเนื้อหาและความเข้มข้นของข้อมูลที่ควรจะเป็นสาระสำคัญอันดับต้นๆ ถูกฝังกลบและลดทอนลง
“ในส่วนของการวิพากษ์วิจารณ์ วิธีการตอบคำถามของนายกฯ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าสะท้อนถึงวุฒิภาวะหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าก็คงเป็นอย่างที่นายกฯ บอกว่าตัวเองเป็นนายกฯ เจนวาย จึงมีสไตล์การตอบคำถามที่มีความเป็นตัวเองสูง ซึ่งอาจผิดไปจากขนบของนักการเมืองในอดีต ที่เวลาตอบคำถามจะค่อนข้างระมัดระวัง
แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการประเมินจากผู้ฟังซึ่งก็คือประชาชน และนายกฯ ย่อมจะได้รับผลจากการตอบเช่นนั้น” รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว


