หน้าแรก การเมือง วิโรจน์ โรยเก...

วิโรจน์ โรยเกลือ บุกสรรพากร ขอคำวินิจฉัย ตั๋ว P/N นายกฯ ชี้ ถ้าทำถูก กระทบการเก็บรายได้แผ่นดินแน่

28.03.25 | 11:26 น.

“วิโรจน์” บุกสรรพากรยื่นหนังสือจี้วินิจฉัยกรณี ตั๋ว P/N นายกฯเป็นลายลักษณ์อักษร หวั่นสร้างบรรทัดฐานใช้เครื่องมือการเงินเลี่ยงภาษี บุกต่อกรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดิน “เทมส์วัลเลย์”

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อกรมสรรพากรให้วินิจฉัยการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (ตั๋ว P/N) ในการซื้อหุ้น จากกรณีที่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าได้ใช้ตั๋ว P/N เข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลบเลี่ยง หรือหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่

นายวิโรจน์ กล่าวว่ากรณีการซื้อหุ้นของนายกรัฐมนตรี ต้องมีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ และเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพรางหรือไม่ เจตนาที่แท้จริงคือการรับให้หุ้นจากบุคคลในครอบครัว แต่ใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อทำนิติกรรมอำพราง เปลี่ยนเจตนาที่แท้จริงคือการรับให้ เป็นการซื้อขายเพียงแค่รูปแบบ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ 5% ใช่หรือไม่ ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะแพทองธารไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นผู้นำประเทศที่ถืออำนาจรัฐ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ประมุขฝ่ายบริหาร และประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐโดยตำแหน่งด้วย ซึ่งถือว่ามีส่วนได้ส่วนเสียต่อสาธารณะในเรื่องวินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน

ส่วนกรณีที่ นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาชี้แจงก็เป็นการชี้แจงในลักษณะที่เป็นการปักใจเชื่อไปแล้วว่านี่เป็นการทำธุรกรรมซื้อขายกันจริงๆ แต่ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยเลยว่าเป็นนิติกรรมอำพราง อธิบดีชี้แจงในลักษณะที่ว่าถ้ามีการชำระเงินตามตั๋ว P/N ทางผู้ขายซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว หากมีกำไรจากการขายหุ้น ก็ต้องไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภงด.90/91 มาตรา 40 (4 ช)

Advertisement

นายวิโรจน์กล่าวต่อไปว่า แต่นั่นไม่ได้เป็นประเด็นข้อสงสัยของสาธารณะ ที่สาธารณะสงสัยคือนี่ไม่ใช่การซื้อขายกันจริงๆ ใช่หรือไม่ เป็นเพียงการทำธุรกรรมซื้อขายเพียงแค่รูปแบบเพื่อบดบังเจตนาที่แท้จริง คือการรับให้หุ้นจากครอบครัว หรือได้หุ้นมาจากการให้ของพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ โดยหากเป็นการรับให้ ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทจากแม่ก็ต้องเสียภาษี 5% ส่วนที่เกิน 10 ล้านจากบาทพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ ก็ต้องเสียภาษีในอัตรา 5%

ดังนั้น การวินิจฉัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นทางการจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะประชาชนโดยทั่วไปก็มีความสงสัยว่าถ้าเกิดประชาชนทำตามนายกรัฐมนตรีเหมือนกันบ้าง เช่น เจ้าของกิจการกำลังจะโอนหุ้นให้ลูกมูลค่าเกิน 20 ล้านบาท ถ้าเกิดแต่เดิมเคยตัดสินใจว่าจะโอนให้เลย เปลี่ยนใจไม่โอนหุ้นให้ลูกแล้ว แต่ให้ลูกออกตั๋ว P/N หรือการทำสัญญาเงินกู้อื่นใดแลกกลับมาโดยไม่มีกำหนดว่าจะจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นกันเมื่อไหร่ และไม่มีอัตราดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกับแพทองธารบ้างจะทำได้หรือไม่ กรมสรรพากรจะไม่เลือกปฏิบัติกับเขาใช่หรือไม่ จะไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปเรียกเก็บภาษีการรับให้ กับประชาชนรายนั้นใช่หรือไม่

นายวิโรจน์กล่าวต่อไปว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องชี้แจงต่อสาธารณะ ถ้านางสาวแพทองธารทำได้ประชาชนทั่วไปก็ต้องทำได้ ไม่ใช่แค่การโอนหุ้นอย่างเดียว ทรัพย์สินอื่นใดโดยเฉพาะที่มีการจดทะเบียนอย่างเช่นที่ดิน ถ้าโอนให้ลูก หากเกิน 20 ล้านบาท นอกจากค่าโอนแล้วลูกก็อาจต้องจ่ายภาษีการรับให้ด้วย แต่ถ้าทำแบบคุณแพทองธารก็ไม่ต้องไปชำระภาษีการรับให้แล้ว ก็เอาตั๋ว P/N หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่มีกำหนดชำระเงิน ไม่มีอัตราดอกเบี้ยมาแลกกับคุณพ่อ ก็จะเปลี่ยนจากการรับให้เป็นการซื้อขายที่ดินกันไปแล้วโดยใช้ตั๋ว P/N ใช่หรือไม่

วันนี้ตนจึงมาทำหนังสือเพื่อขอให้อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการตาม มาตรา 13 สัตต (3) ของประมวลรัษฎากร ขอความเห็นไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร วินิจฉัยกรณีของแพทองธารออกมาอย่างเป็นทางการและเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อจะได้เป็นแนวปฏิบัติของประชาชนทั่วไปต่อไป

ผมตั้งคำถามกลับว่า ถ้าเราคิดว่ากรณีของคุณแพทองธารทำได้ถูกต้องแล้ว ทุกคนทั้งประเทศที่มีความมั่งมีทำแบบคุณแพทองธารทั้งหมด สาธารณะได้ประโยชน์อะไร สังคมได้ประโยชน์อะไร รัฐได้ประโยชน์อะไร สุดท้ายมันจะเป็นผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน” นายวิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ยังกล่าวต่อไปว่า ตั๋ว P/N โดยตัวมันเองเป็นเครื่องมือทางการเงินในการให้เครดิตกันระยะสั้น ไม่ได้ผิดอะไร ปัญหาหรือประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ กรณีนี้เจตนาที่แท้จริงเป็นการซื้อขายจริงหรือไม่ หรือเป็นการซื้อขายเพียงรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้หรือไม่ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องตั๋ว P/N แต่คือพฤติกรรมการดำเนินการในกรณีนี้ของนายกรัฐมนตรี ถ้าเจตนาที่แท้จริงเป็นการซื้อขายและทำธุรกรรมการซื้อขายกันจริงๆ ก็ไม่ผิด แต่หากเจตนาที่แท้จริง คือการจงใจทำนิติกรรมอำพราง สร้างรูปแบบการซื้อขายขึ้นมา ทั้งที่เจตนาที่แท้จริงคือการรับให้หุ้น ถ้าเจตนาเป็นนิติกรรมอำพรางตนยืนยันว่าผิด

ดังนั้น คนที่จะสืบสวนในเรื่องนี้และมีคำวินิจฉัยออกมาว่าเงื่อนไขและองค์ประกอบแห่งพฤติการณ์ อะไรที่เข้าข่ายการทำนิติกรรมอำพรางที่สร้างการซื้อขายเพียงรูปแบบเพื่อเปลี่ยนจากการให้เป็นการซื้อขาย ก็คือคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร กรณีนี้จะดูแค่ปลายทางไม่ได้ ต้องดูถึงพฤติกรรมและอาจต้องย้อนดูไปถึงการยักย้ายถ่ายเทหุ้นของแพทองธารกับบุคคลอื่นๆ ด้วย จะได้ดูว่าพฤติการณ์ในลักษณะนี้เป็นการซื้อขายกันจริงๆ หรือไม่

จากนั้น นายวิโรจน์ พร้อมด้วย นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน และ นายเลาฟั้ง บัณฑิต เทอดสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางต่อไปยังกรมที่ดิน เพื่อยื่นหนังสือขอให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม เทมส์วัลเลย์ เขาใหญ่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ธีรัจชัย ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่ามีการประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นที่ต้นน้ำหรือไม่