⦁…หลังสงกรานต์ทุกอย่างแม้แค่เนื่องต่อ แต่จะเหมือน “เริ่มต้นใหม่” ด้วยทุกคนต่างรู้ดีว่าสถานการณ์ “งวด” เข้ามาแล้ว “การเนื่องต่อของรัฐบาลข้ามขั้ว” ที่ต้องเป็น “ความหวังที่ไม่ผิดพลาดในการเลือกตั้งใหญ่ 2570” ที่ ทักษิณ ชินวัตร ต้องรับภาระ “นำสู่ความสำเร็จ” แม้จะเริ่มอย่างมั่นใจ และได้รับการสนับสนุนไม่น้อยจากเครือข่ายอำนาจ แต่ถึงวันนี้หากมองไปที่ “ผลงาน” หากข้าม “รูทีน” ที่เป็นไปตามปกติ “การปฏิบัติราชการ” ที่ “โดดเด่นระดับประทับใจประชาชน” เหมือนที่เคยทำได้ในอดีต “ไม่มีให้เห็น” กระทั่งคล้ายก่อความไม่มั่นใจของ “เครือข่ายอำนาจ” จนสะท้อนให้เห็น “การถอนความสนับสนุนในหลายเรื่อง” บางเรื่อง “ความไม่เชื่อมั่น” จนต้องสร้าง “ขบวนการต่อต้าน” ขึ้นมาขัดขวางเสียด้วยซ้ำ
⦁…เรื่องใหญ่สุด เพราะผลกระทบหนักหน่วงต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ “การรับมือกับสงครามครั้งใหญ่สุดที่โลกเคยประสบ” ข้อต่อรองที่เตรียมให้ พิชัย ชุณหวชิร นำทีมไปเสนอด้วยหวังการตอบรับที่ดีจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสำเร็จกับล้มเหลว จะส่งผลต่างกันเยอะกับแรงกดดันต่อรัฐบาล “นิวเคลียร์จากภาษีศุลกากรอเมริกา” หากป้องกันไม่ได้ จะทำให้ “ทุกอุตสาหกรรม” ระเนระนาด แน่นอนว่า “วิกฤตที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ” จะทำให้ “รายได้จากการท่องเที่ยวหล่นวูบ” การทำโครงการเพื่อหาเงินไม่ได้เลย จะทำให้ต้องทบทวน “การลงทุนภาครัฐ” แล้วจะเหลืออะไรประคอง “กำลังซื้อ” ให้ผู้คน “อ้าปากแล้วมีอาหารให้ได้กลืนถึงท้องได้”
⦁…เรื่องต่อมาที่ต้องตอบข้อข้องใจเรื่อง “ทุจริตตึก สตง.” ที่ถล่มลงมา แล้วสร้างผลกระทบกว้างขวาง ลึกซึ้ง ต่อ “มาตรฐานการสร้างตึกราชการ” เมื่อ “คอร์รัปชั่น” ถูกเรียกขานเป็น “มะเร็งร้าย ทำลายการพัฒนาประเทศมายาวนาน” และครั้งนี้สภาพ “ฝีแตก” ตำตาประชาชนครั้งใหญ่อีกหน “การมองไม่เห็นความเอาจริงเอาจังที่จัดการอย่างกล้าหาญของผู้มีอำนาจ” จะส่งผลให้เกิด “ความเสื่อมศรัทธาต่อระบบการเมือง” ในทาง “ไร้น้ำยาที่จะดูแลประเทศ” เมื่อถูกซ้ำด้วยวิกฤตรอบด้าน ย่อมนึกไม่ยากว่า “อะไรจะเกิดขึ้น”
⦁…การชะงักงันของ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ที่รัฐบาลตั้งใจให้เกิดขึ้นอย่างรีบเร่ง ส่งผลต่อ “ความเชื่อมั่นในการลงทุนประเทศนี้” ประเด็นอยู่ที่แม้จะมีการตกลงอย่างมั่นเหมาะกับ “องค์กรและบุคคล” ที่เชื่อว่ามี “อำนาจตัดสินใจ”แต่ถึงที่สุดแล้วเป็นไปได้เสมอที่จะต้องรับรู้ว่า “อำนาจนั้นไม่มีอยู่จริง” ที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงไปมากกว่านั้นคือ ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีทาง “เชื่อถือ” ได้เลยว่า “อำนาจที่แท้จริง ที่ตัดสินใจได้” อยู่ที่ไหน “มีอยู่หรือไม่ในประเทศนี้”
⦁…ชัดเจนว่า “จีนและสิงคโปร์” เป็นตัวอย่างประเทศที่รับมือจาก “วิกฤตโลกที่สหรัฐเจตนาสร้างขึ้นได้ดี” ทั้งสองเป็นประเทศที่ “ผู้นำมีอำนาจทางการเมืองที่มั่นคง รัฐบาลหนักแน่นในเสถียรภาพ” กลับมามองประเทศไทย เราใช้รัฐบาลบริหารประเทศ มี “ผู้นำที่ถูกเลือกให้ต้องรับภาระ” แต่นับวันยิ่งชัดเจนว่า “ถูกจัดวางให้เป็นผู้นำที่มีอำนาจแท้จริง” ทุกการตัดสินใจถูกตรวจสอบและพร้อมใช้ “อำนาจที่เหนือกว่า” ขัดขวางไปเสียหมด สำหรับ “เสถียรภาพรัฐบาล” ที่จำเป็นสำหรับสร้างความเชื่อมั่นการบริหาร เกมที่ “ภูมิใจไทย” และ “รวมไทยสร้างชาติ” ถูกวางให้เล่น หากถามว่าเป็นประโยชน์อะไรบ้างกับ “การร่วมสร้างศรัทธาให้ประเทศ” จะตอบกันอย่างไร
⦁…ยุคสมัยวิกฤตระดับ “หายนะจ่อคอหอย” เช่นนี้ มีความจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน กระทั่ง อนุทิน ชาญวีรกูล-เนวิน ชิดชอบ-พีระพันธุ์สาลีรัฐวิภาค ก็ยกเว้นให้ไม่ได้ จริงอยู่ที่ในภาคบังคับของข้อตกลง “ครอบครัวชินวัตร” มีต้นทุนต้องแบกรับ แต่ในสถานการณ์ที่บีบคั้นให้คาดเดาได้ถึง “ความเดือดร้อนสาหัสต่อประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นเหยื่อของความเหลื่อมล้ำ”ย่อมเป็นธรรมดาที่ “วิญญูชน” จะเรียกหา “จิตสำนึก” ของนักการเมือง ที่เอ่ยอ้างประชาชน “ไต่เต้าขึ้นมาสู่อำนาจ” ตลอดมา
⦁…ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหากการจัดการประเทศทำได้ง่าย เหมือนที่เคยเป็นมา แพทองธาร ชินวัตร นั่งหัวโต๊ะ ครม.รับมือไหว แต่ในวันที่ปัญหาใหญ่ซ้อนเข้ามาทุกสารทิศ มองที่ประโยชน์ของประเทศ การได้ ทักษิณ ชินวัตร มาร่วมเป็นหูเป็นตาเป็นสมอง และอาจจะเลยถึง “เป็นมือเป็นไม้” ให้ในบางเรื่อง น่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ หากย้อนถามว่า “ไม่ทำแล้วจะให้ใครทำ” ใน “โครงสร้างอำนาจ” ที่รุงรังด้วย “ผู้กำหนดเกมแต่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผล” แสดงอิทธิฤทธิ์กันครึกโครมเช่นนี้







