หน้าแรก การเมือง ล่าหมื่นรายชื...

ล่าหมื่นรายชื่อ ดัน กม.เชียงใหม่มหานคร ชงเลือกตั้งผู้ว่าฯ-จัดเก็บภาษี บริหารจัดการได้เอง

19.04.25 | 16:04 น.

ล่าหมื่นรายชื่อ ดัน กม.เชียงใหม่มหานคร ชงเลือกตั้งผู้ว่าฯ-จัดเก็บภาษี บริหารจัดการได้เอง

เมื่อวันที่ 19 เมษายน นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ สภาพลเมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เครือข่ายภาคประชาชนใน จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมกัน ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร มานานกว่า 10 ปีแล้ว ในนามคณะกรรมการรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าเชียงใหม่ และเคยนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่สภา พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุน 10,000 รายชื่อเมื่อเดือนตุลาคม 2556 แต่เกิดรัฐประหารขึ้นทำให้ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานครถูกปัดตกไป

กระทั่งเครือข่ายภาคประชาชนกลับมาเริ่มต้นผลักดันเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง โดยได้เสนอเรื่องให้ทางสภาทราบ และสภาได้ทำหนังสือตอบกลับมาว่า ได้ตรวจสอบ ร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่แล้วไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญสามารถรณรงค์ได้ จึงเดินหน้ารณรงค์เพื่อล่ารายชื่อให้ครบ 10,000 รายชื่อภายใน 2 เดือน จากนั้นจะนำเสนอสภาพพิจารณา รวมทั้งจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้สาธารณชนรับทราบ ล่าสุดมีผู้สนใจร่วมลงชื่อสนับสนุนแล้วประมาณ 5,000 คน ช่วงนี้จึงเร่งรณรงค์เข้มข้นมากขึ้น โดยทางไอลอว์ได้เข้ามาสนับสนุน เพื่อให้ได้รายชื่อผู้สนับสนุนครบ 10,000 รายชื่อภายใน 2 เดือนนี้

นายชัชวาลย์ กล่าวว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร เล็กน้อย แต่เนื้อหาหลักๆยังเหมือนเดิม โดยส่วนที่ปรับเปลี่ยน คือ การจับเก็บภาษี ที่มีเป้าหมายให้จังหวัดจัดเก็บภาษีเอง และเก็บไว้บริหารจัดการเอง 70% อีก 30% ส่งให้ส่วนกลาง แต่มีการท้วงติงว่าภาษีที่จัดเก็บไว้เองเยอะไป จึงปรับลดเหลือ 50 : 50 ซึ่งแต่ละปีเชียงใหม่จัดเก็บภาษีได้ 12,000 ล้านบาท หากได้เงินภาษีส่วนนี้ประมาณ 6,000 – 7,000 ล้านบาท มาบริหารจัดการ เชื่อว่าจะสามารถทำอะไรได้อีกมาก

“นอกจากเปลี่ยนชื่อ จ.เชียงใหม่ เป็นเชียงใหม่มหานครตามกฎหมาย มีการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง และปรับเทศบาล อบต. ยกระดับเป็นเทศบาลทั้งหมด มีสภาพลเมืองทั้งในระดับเทศบาล และระดับจังหวัดเพื่อทำงานคู่กันระหว่างตัวแทนและภาคพลเมือง ซึ่งเชียงใหม่มีความพร้อมอยู่แล้ว เพราะเราเรียกร้องเรื่องนี้มายาวนานกว่า 30 – 40 ปี จนถึงตอนนี้เชื่อว่าทุกภาคส่วนมีความพร้อมเพื่อให้เรื่องนี้มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในแง่ทรัพยากร ภาษีที่จัดเก็บได้ และจีดีพีที่ค่อนข้างสูง” นายชัชวาล กล่าว

Advertisement

นอกจากนี้เชียงใหม่ยังมีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่พื้นที่ถึง 10 แห่ง รวมทั้ง มีองค์กร และหน่วยงานภาคประชาสังคม สภาองค์กรชุมชน ที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อน เพื่อการแก้ไขปัญหาให้กับเมืองจำนวนมาก จึงมั่นใจว่าเชียงใหม่มีความพร้อมแล้วที่จะบริหารจัดการตัวเอง และมีการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง

ด้านนางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ กล่าวว่า เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร เพราะที่ผ่านมาผู้ว่าราชการมาจากการแต่งตั้งของส่วนกลาง ไม่เข้าใจบริบทของเมืองและคนในชุมชน ยกตัวอย่างกรณีการพัฒนาทัณฑสถานหญิงเก่ากลางเมืองเชียงใหม่ ให้เป็นข่วงหลวงเวียงแก้ว มีผู้ว่าหมุนเวียนมารับตำแหน่ง 8 – 9 คน แต่ละครั้งชุมชนต้องเข้าไปพูดคุยกับผู้ว่าคนใหม่ทุกคนในเรื่องเดิม เพื่อให้เข้าใจในบริบทที่ชุมชนต้องการ แต่ถ้าผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้งโดยตรง อย่างน้อยคนในพื้นที่ก็รู้เรื่องพื้นที่ดีกว่า

ส่วนข้อกังวลเกรงว่าจะได้นักการเมืองหน้าเก่า หรือตระกูลการเมืองเข้ามาบริหาร นางเสาวคนธ์ มองว่า ทุกอย่างน่าจะขยับดีขึ้นเรื่อยๆ และได้คนใหม่ๆที่มีความคิดใหม่เลื่อนระดับขึ้นมา กระทั้งผลักให้การเลือกตั้งผู้ว่าราชการโปร่งใสชัดเจนมากขึ้น เรื่องการกระจายอำนาจเราต้องค่อยๆปูทาง หากเชียงใหม่สามารถจัดการตัวเองได้ เรื่องการบริหารจัดการงบประมาณของท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาต่างๆก็จะรวดเร็วขึ้น เช่น การแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า ปัจจุบันต้องรอส่วนกลางสั่งการลงมา บางครั้งก็ไม่เข้าใจวิธีการบริหารจัดการไฟของท้องถิ่นหรือชุมชนอย่างแท้จริง

นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ประธานกองอำนวยการเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการระดมคนออกไปให้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร ให้ประชาชนใน 25 อำเภอรับทราบข้อมูล แต่กระแสตอบรับยังอยู่ในระดับหนึ่งไม่เป็นปรากฏการณ์ ทางไอลอว์จึงเข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์อีกช่องทางหนึ่ง คาดว่าน่าจะได้รายชื่อผู้สนับสนุนตามเป้าหมายเร็วขึ้น

นายพันธุ์อาจ กล่าวอีกว่า ส่วนตนและพรรคประชาชน สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร โดยในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง นายก อบจ.เชียงใหม่ที่ตนเองลงสมัครเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเด็นหลักข้อแรก คือ ร่าง พ.ร.บ.มหานครเชียงใหม่ จะช่วยเปลี่ยนแปลงการพัฒนาเชียงใหม่ได้ จุดแรกที่ชัดเจน คือการเลือกตั้งผู้ว่าโดยตรง ซึ่งอาจไม่เหมือนกับผู้ว่ากรุงเทพฯ เพราะเชียงใหม่มี 25 อำเภอ มีทั้งพื้นที่เขตเมืองพื้นราบ และพื้นที่ป่าเขาที่ต้องดูแล

นอกจากนี้ยังมีโซนมหานคร หรือในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ที่มีพื้นที่กว่า 40 ตร.กม.ล้อมรอบด้วยเทศบาลที่มีนายกเล็กดูแล 40 – 50 คน มีภาพไม่ต่างจากกรุงเทพฯ ฉะนั้นเมืองมหานครเชียงใหม่จุดนี้จึงต้องการผู้นำด้วย 1 คน หากเชียงใหม่มหานครทำได้ จะเป็นสิ่งที่ดี แต่มีการแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ได้ผู้ว่าดูแลคนทั้ง 25 อำเภอ และคนที่ดูแลเขตมหานคร ที่มีคนอาศัยอยู่กว่า 1 ล้านคน

นายพันธุ์อาจ กล่าวอีกว่า เชียงใหม่จะไม่เหมือนกรุงเทพฯ เพราะเราเป็นจังหวัดใหญ่ที่สุดในประเทศ มีพื้นที่ราบที่อยู่ในพื้นที่สูงใหญ่ที่สุดในภาคเหนือตอนบน เป็นเมืองมหานครที่ใหญ่มาก หากถามถึงความพร้อม มองว่าชาวเชียงใหม่มีศักยภาพหากวัดจากการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง แม้ว่าคนเชียงใหม่จะอยู่ในพื้นที่ชนบทแต่มีความคิดเหมือนคนอยู่ในเขตเมือง คนเชียงใหม่จึงถูกมองเป็นคนกลุ่มพิเศษ ที่มีองค์ความรู้ เป็นกลุ่มชนชั้นกลางรุ่นใหม่ เราจึงมีความพร้อมแต่ขึ้นกับว่ากระบวนการเหล่านี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

“รากเหง้าของปัญหาที่นำไปสู่การเรียกร้องให้เชียงใหม่จัดการตัวเอง คือ สัดส่วนงบประมาณที่ได้รับ อำนาจการบริหารจัดการงบประมาณ อำนาจการแก้ปัญหาและการพัฒนา ให้ลงสู่จังหวัดมากขึ้นไม่รวมศูนย์ที่ส่วนกลาง สิ่งที่ได้ คือเรามีคนดูแลในพื้นที่ซึ่งไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความคล่องตัว และมีทรัพยากรในการบริหารโครงการใหญ่ๆมากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างแบบดังเดิมที่มีการรวมศูนย์” นายพันธุ์อาจ กล่าว

นายพันธุ์อาจ ยังมองว่า คนเชียงใหม่มีส่วนร่วมทางการเมืองสูงมาก ไล่ๆกับ จ.ลำพูน และคนก็ต้องการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และทำนโยบายสาธารณะเยอะมาก การมีระบบแบบนี้จะช่วยทำให้เกิดการเมืองแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งยังเป็นการสร้างโหมดความเจริญนอกกรุงเทพฯ และโซนอีสเทิร์น ซีบอร์ด เพราะพื้นที่ที่ไม่มีการพัฒนาโอกาสจะน้อยกว่า ประเทศไทยมีการรวมศูนย์หมดการกระจายโอกาสสู่พื้นที่มีศักยภาพและมีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่จำนวนมากจึงหายไป