พี่ พอล แชมเบอร์ส เขียนบทความ ชี้ ไทยไม่อาจเริ่มเจรจาภาษีสหรัฐ หากไม่แก้ปัญหาน้องถูกจับกุมโดยไม่เป็นธรรม
สืบเนื่องจากกรณี ดร.พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการสัญชาติอเมริกัน ถูกออกหมายจับ คดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เมื่อวันที่ 10 เมษายน มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว และปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำ โดยเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล ยึดหนังสือเดินทาง และติดกำไลEM
วันที่ 21 เมษายน คิต แชมเบอร์ส พี่ชายดร.พอล คอมลัมนิสต์รับเชิญ เผยแพร่บทความลงใน เว็บไซต์ oklahoman ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ใหญ่ที่สุดในโอคลาโฮมาของสหรัฐ และเป็นรายใหญ่อันดับที่ 59 ของประเทศ ระบุว่า จากกรณีรัฐบาลสหรัฐ มีแผนหารือเรื่องภาษีนำเข้ากับทีมเจรจาประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา มีประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่ควรมองข้าม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับภาษีนำเข้า แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ
พอล แชมเบอร์ส น้องชายของฉัน ถูกคุมขังในประเทศไทยอย่างไม่ชอบธรรม ในฐานะพลเมืองอเมริกัน และชาวโอคลาโฮมา (Oklahoma) หากพูดถึงเรื่องภาษี เราจะไม่สามารถเริ่มพูดคุยได้เลย จนกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไข และเป็นเรื่องที่พูดคุยได้อย่างง่าย คือการให้น้องชายของฉัน พอล แชมเบอร์ กลับบ้านที่โอคลาโฮมา หรือจะดั้นด้นเผชิญหน้ากับภาษีนำเข้าที่สูงลิ่ว
หากใครไม่เคยรู้จักชื่อเขามาก่อน ฉันจะขออธิบายความเป็นพอล แชมเบอร์ส และความทุกข์ยากที่เขามี พอลเกิด และโตที่โอคลาโฮมา พอล เคยเป็นอดีตศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังเป็นผู้รอบรู้เกี่ยวกับกองทัพไทย

ในปี 1993 พอลเคยเป็นอาสาสมัครของกองกำลังสันติภาพ ในที่สุดเขาย้ายมาอยู่เมืองไทย และแต่งงานกับเพื่อนร่วมงานที่มหาวิทยาลัย แต่พอลยังคงยึดมั่นในรากเหง้าของโอคลาโฮมา และรักอเมริกา ความจริงแล้ว เขาพยายามหามหาวิทยาลัยพอดีกับความเชี่ยวชาญพิเศษที่เขามี
พอล ได้รับความเคารพอย่างกว้างขวาง ในแวดวงการเมืองและกองทัพไทย ข้อมูลเชิงลึกของเขา มักได้รับการยอมรับทั้งในประเทศ และในหมู่ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐ น่าเสียดายที่ไม่นานนี้ กองทัพไทยตัดสินว่า มุมมองแบบอเมริกันของพอล เริ่มกลายเป็นสิ่งคุกคามพวกเขา โดยงานวิจัยและเอกสารต่างๆของพอลที่ยึดตามหลักรัฐธรรมนูญอเมริกันของเขากำลังเป็นที่รู้จักมากเกินไป

เขาถูกกล่าวหาเท็จในข้อหา ละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้ว่าแนวคิดนี้จะขัดแย้งกับแนวทางการวิพากษ์วิจารณ์แบบอเมริกัน แต่ในประเทศไทย การวิจารณ์สมาชิกราชวงศ์ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และผู้ฝ่าฝืนอาจถูกลงโทษจำคุก 15 ปี พอลรู้กฎดี เขาอยู่ในไทยมานาน 3 ทศวรรษ เขาเคารพวัฒนธรรมไทยและไม่มีทางดูหมิ่นสถาบันเด็ดขาด
ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคม 2024 ได้รับเชิญให้เป็นผู้บรรยายในงานประชุมที่จัดโดยสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของสิงคโปร์ แต่มีบางคนในกองทัพไทยอ่านคำอธิบายจากหัวข้อของเขา และใช้เป็นข้ออ้างตั้งข้อหาทางอาญา ช่วงต้นเดือนเมษายน 2568
อย่างไรก็ตาม พอลไม่ได้เขียนคำอธิบายนั้นและไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ ในการร่างเนื้อหา หน่วยงานจากสิงคโปร์ที่เป็นผู้จัดงาน เป็นคนเขียนคำอธิบายดังกล่าวขึ้น โดยไม่คำนึงถึงว่า สิ่งนี้จะถูกใช้ เพื่อก่อให้เกิดการ ตั้งข้อหานักวิชาการ ทำให้พอลถูกควบคุมตัวชั่วคราวในเรือนจำมีสภาพย่ำแย่ ปัจจุบันถูกกักตัวในไทย และต้องสวมกำไลข้อเท้า ไม่มีหนังสือเดินทางและวีซ่าทำงาน รวมถึงถูกห้ามออกจากประเทศ

กฎเกณฑ์ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อต้องการให้พอลออกจากประเทศไทยที่นับเป็นบ้านหลังที่ 2 ในช่วงเวลา 3 ทศวรรษของเขา และต้องกลับไปโอคลาโฮมา คุณคงคิดว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นข่าวปลอม แต่ไม่ใช่เลย
ณ ตอนนี้ รัฐบาลไทยกำลังส่งคณะเจรจาเพื่อหารือกับสหรัฐ โดยหวังว่าจะมีทางออกที่ดีในเรื่องการค้า ในช่วงเวลากับที่พวกเขานั่งหารือกันอยู่ ยังมีชาวอเมริกันที่กำลังเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาเป็นเท็จ และอาจสูญเสียอิสรภาพจากรัฐบาลไทย
ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ต้องการให้ชาวอเมริกันที่ถูกคุมขังแบบผิดๆ ในต่างประเทศ ได้กลับบ้านที่สหรัฐฯ รัฐบาลไทยไม่ควรท้าทายทรัมป์ในเรื่องภาษีศุลกากร
สำคัญกว่านั้น พวกเขาไม่ควรท้าทายเขา ในเรื่องการกักตัวชาวอเมริกันไว้เป็นตัวประกัน สำหรับเพื่อนร่วมงานของเราที่ยึดมั่นในนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน ซึ่งกำลังเตรียมการเจรจาภาษีศุลกากรกับรัฐบาลไทย ซึ่งคำพูดแรกที่ตัวแทนจากไทย ควรกล่าวคือ “ขณะนี้ ดร.แชมเบอร์สกำลังเดินทางกลับบ้านแล้ว”

