หน้าแรก การเมือง ศิริกัญญา บี้...

ศิริกัญญา บี้รบ.เปิดแผน 5 แสนล้าน กระตุ้นวิกฤตทรัมป์ รับได้ให้กู้ แต่ขอรู้ก่อน เอาไปทำอะไร

24.04.25 | 17:34 น.

‘ศิริกัญญา’ จี้ ‘รัฐบาล’ เปิดแผนกู้เงินแก้วิกฤตทรัมป์ บอก หากรื้องบ 69 ให้ดีอาจไม่ต้องกู้เพิ่ม ลั่น ไร้ทางเลือกต้องพึ่ง รบ.เพื่อไทยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่ 24 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลเตรียมกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาสู้กำแพงภาษีของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ว่า จริงๆ รัฐบาลน่าจะยังไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของเงิน 5 แสนล้านบาท ที่ชัดเจนว่าจะมาจากการกู้หรือไม่ เพราะหลังจากที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาพูดเรื่องตัวเลข 5 แสนล้านบาท ที่จะเป็นแพคเกจในการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนก็มีความเห็นจาก นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ว่าอาจจะมีการใช้เม็ดเงินที่อยู่ในปีงบประมาณ 2568 ที่เตรียมไว้สำหรับทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1.5 แสนล้านบาทด้วย ซึ่งอาจทำให้หากต้องมีการกู้จริงๆ กู้น้อยลง หรือในความเป็นจริงอาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องกู้เลย เพราะเรามีเม็ดเงินเหลือจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอยู่

อย่างไรก็ตาม หากมีการจัดงบในปี 2568 ใหม่อีกสักรอบก็อาจจะได้มาสัก 5 หมื่นล้าน-1 แสนล้านบาท แต่งบประมาณก้อนใหญ่ที่จะสามารถจัดใหม่ได้เลยตอนนี้ คืองบประมาณปี 2569 และเตรียมเม็ดเงินที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะถดถอย และชะลอตัวในช่วงสงครามทางการค้า ทั้งนี้ หากสามารถจัดใหม่ก็จะได้เพิ่มประมาณ 3 แสนล้านบาท ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการกู้ แต่แม้จะได้ไม่ถึง เราก็ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเอางบประมาณปี 2569 กลับไปปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป หากจะต้องเอาเข้าสู่การพิจารณาของสภาช้าไปอีกสักเล็กน้อย 1-2 สัปดาห์ก็คิดว่าทางสภาไม่มีปัญหาที่จะต้องใช้เวลาลดลงในการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ

เมื่อถามว่า เงินจำนวน 5 แสนล้านบาทที่รัฐบาลจะกู้นั้น มองว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ยากที่จะบอก เพราะเขายังไม่ได้ระบุรายละเอียดอะไรเลย เช่น จะนำไปใช้ทำอะไร ที่ต้องบอกเช่นนี้เพราะเรามีประสบการณ์มาแล้ว หากเลือกวิธีการกระตุ้นผิด ผลก็จะไม่เกิด เช่น กรณีการแจกเงินหมื่นครั้งแรกที่ใช้เม็ดเงิน 1.45 แสนล้านบาท แต่เราก็ไม่เห็นว่าจะทำให้จีดีพีนั้นโตขึ้นตามที่รัฐบาลเคยให้สัญญาเอาไว้

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ดังนั้น วิธีการจึงสำคัญมากกว่าเงินจำนวน 5 แสนล้านบาทนั้น จะไปทำอะไร ด้วยวิธีการไหน จะกระตุ้นด้วยวิธีการใด ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และรัฐบาลยังบอกด้วยว่าอยากกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับไปเป็นตามเป้าคือ 3% ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก จากที่ไอเอ็มเอฟประเมินว่าอยู่ที่ 1.8% แล้วจะให้ขึ้นไปเป็น 3% มันต้องใช้เม็ดเงินมากกว่า 5 แสนล้านบาท แต่หากจะประคองไม่ให้ตกมากเกินไปอยู่ที่ 2% นิดๆ ตนคิดว่า 5 แสนล้านบาทนั้นสามารถทำได้แน่นอน

Advertisement

เมื่อถามว่า คนไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะกู้มาแจก เราจะเชื่อมือรัฐบาลได้อย่างไรว่าการกู้มาจะมีประสิทธิภาพ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า “เชื่อไม่ได้ เราไม่สามารถที่จะเชื่อใจรัฐบาลได้เลยว่า หากกู้มาแล้วจะไม่นำมาแจกเหมือนเดิมหรือไม่ ต้องใช้พลังจากประชาชน และฝ่ายค้านที่จะกระตุ้นเตือนรัฐบาลว่า ก่อนที่จะคิดกู้เงินใหม่ หรือขยายเพดานหนี้สาธารณะนั้น ช่วยประกาศแผนที่ชัดเจนกับพวกเราก่อนว่า ตอนนี้รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินในเรื่องใด แล้วจะทำไปใช้อะไรบ้าง หากเป็นเรื่องของการเยียวยาจะเยียวยาใครบ้าง ด้วยวิธีการใดหรือหากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจะกระตุ้นประเด็นใด จะกระตุ้นการบริโภคหรือการลงทุน และด้วยวิธีการใด

“สุดท้ายเราเชียร์เต็มที่หากรัฐบาลอยากได้งบประมาณไปใช้ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันเราก็อยากได้แผนว่า รัฐบาลมีแผนในใจอย่างไร ต้องทำเช่นนี้เท่านั้น เราจึงจะไว้วางใจรัฐบาลให้กู้เงินเพิ่ม หรือขยายเพดานหนี้สาธารณะ“ น.ส.ศิริกัญญากล่าว

เมื่อถามถึง กระแสข่าวการเลื่อนเจรจาภาษีกับทรัมป์ของรัฐบาล ฝ่ายค้านมีข้อสังเกตอย่างไรบ้าง น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เราได้ติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นกัน รวมถึงได้ติดตามความคืบหน้าในการเจรจาของหลายประเทศ แต่เมื่อมาดูของไทยเราก็พบว่ายังมีความสับสนอยู่ตลอดเวลา ในเรื่องของกำหนดการที่จะไปเจรจา แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือการที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังพูดขัดกันเอง เพราะนายกรัฐมนตรีระบุว่าที่ต้องเลื่อนเจรจาเป็นเพราะมีเอกสารข้อมูลบางอย่างที่ต้องเตรียมเพิ่มเติม แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่าเราไม่รีบ เราจะรอเป็นคิวกลางๆ เพื่อที่จะดูการต่อรองของการเจรจาของประเทศอื่นก่อน ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีไม่พูดอะไรก่อนหน้านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดคนเดียว เราก็อาจจะเชื่อว่าการเจรจามีการวางยุทธศาสตร์เช่นนั้นจริงๆ และจะเชื่อมากกว่านี้จริงๆ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกมาเลยว่าจะเจรจาวันไหน อาจจะเป็นเดือนพฤษภาคม หรือเดือนมิถุนายนก็ได้ แต่ขอให้บอกมาเลยว่ามีการวางแผนไว้แล้วจริงๆ หรือรอดูท่าทีของประเทศอื่นก่อน

“เมื่อนายกฯพูดอย่าง รัฐมนตรีคลังพูดอย่าง และยังไม่มีการกำหนดแผนที่ชัดเจนออกมา ดิฉันก็มั่นใจแล้วว่าเอาเข้าจริงแล้วรัฐบาลยังไม่ได้มีการคอนเฟิร์มวันนัดกับทางสหรัฐ และเมื่อนัดไปแล้วแต่เขายังไม่ตอบรับ เมื่อใกล้วันแล้วจึงจำเป็นที่จะต้องเลื่อนกำหนดการออกไปจนกว่าสหรัฐจะตอบกลับมาอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลสื่อสารกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่าจริงๆ แล้วติดปัญหาอะไรว่าทำไมสหรัฐจึงยังไม่ตอบรับเราเพราะประเทศรอบบ้านเราก็ไปเจรจากันหมดแล้ว ได้คุยหมดแล้ว บางเจ้าก็ได้เจรจาเข้ารอบ 2 ไปแล้ว เราไม่ได้บอกว่าต้องรีบ เรายังเชื่อกลยุทธ์ของรัฐบาล เพียงแค่ต้องทำให้เรามั่นใจว่าอะไรที่ติดขัดจะสามารถแก้ไขได้ และสามารถยืนยันกับเราได้ว่าสรุปแล้วกำหนดการที่แท้จริงควรจะเป็นเมื่อไรกันแน่ สหรัฐมีปัญหาอะไรกับเราหรือไม่ เพื่อทำให้เราสามารถเข้าสู่การเจรจาได้อย่างราบรื่น” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

ต่อข้อถามว่า มีนักวิชาการประเมินว่าการที่สหรัฐไม่ยอมตอบรับเป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง เช่น กรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน หรือการจับกุมนักวิชาการชาวสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีการชี้แจงเรื่องนี้อย่างชัดเจน น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งที่นักวิชาการคาดการณ์ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ที่ทำให้สหรัฐมีท่าทีกับเราเช่นนี้ เพราะอย่าลืมว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็มีผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจได้เช่นกัน เพราะมีรัฐมนตรีของสหรัฐหลายคนแสดงท่าทีไม่พอใจหลังการส่งชาวอุยกูร์กลับจีน จึงคิดว่านี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สหรัฐยังไม่เดินหน้าเจรจากับเรา จนกว่าจะได้รับคำอธิบายจากประเทศไทยก่อน

เมื่อถามว่า สังคมจะยังมีความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอยู่หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เมื่อบอกว่ายอมให้รัฐบาลกู้เงิน ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจและความเชื่อมือว่าปล่อยให้รัฐบาลทำแล้วจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่อยากได้ ทั้งนี้ได้แต่ปลอบใจตนเองว่าไม่มีทางเลือกมากนัก แม้จะคิดอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ยุบสภา แต่เชื่อว่านายกรัฐมนตรี คงไม่ประกาศยุบสภาเร็วๆ นี้และไม่ทำแน่นอนเพราะระดับความนิยมยังต่ำ และแม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่คงไม่เกิดขึ้นง่าย ดังนั้น ทางเลือกมีน้อย จึงจำเป็นต้องพึ่งพารัฐบาลปัจจุบันให้แก้ปัญหาให้ได้

“พยายามเปิดใจให้กว้าง เปิดทางให้รัฐบาลทำงานได้ และฝ่ายค้านให้ความเห็นที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤต โดยจะให้ความร่วมมือเต็มที่หากอยากได้ความเห็น หรือความร่วมมือในสภา ฝ่ายค้านพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ขณะเดียวกันฝ่าค้านจะต้องตรวจสอบเต็มที่เมื่อให้รัฐบาลกู้เงิน ทั้งนี้ต้องให้รัฐบาลนี้ทำงานเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจเรื้อรังที่แก้ไม่ได้ง่าย” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่รัฐบาลมีภาพการทำงานไม่เป็นทีมเวิร์กและเหมือนกับรอฟังคำสั่งจากผู้มากบารมีเท่านั้น น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันบริหารเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยาก การประสานงานกันเอง แม้เป็นรัฐมนตรีจากพรรคเดียวกันยังมีปัญหาติดขัด ดังนั้น บทบาทของฝ่ายค้านช่วงนี้ไม่ใช่การสู้กันแบบค้านหัวชนฝา แต่เปิดทางให้รัฐบาลมีทางเลือกให้มากที่สุด โดยฝ่ายค้านจะไม่เป็นก้างขวางคอทุกเรื่อง แต่ยังคงตรวจสอบเข้มข้น และให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์