หน้าแรก การเมือง ทีดีอาร์ไอ-ส....

ทีดีอาร์ไอ-ส.อ.ท.หนุน 5 แสนล้าน บูสต์ศก.ไทย-ฝ่าวิกฤตซับซ้อน

26.04.25 | 12:16 น.

ทีดีอาร์ไอ-ส.อ.ท.หนุนกู้5แสนล.
บูสต์ศก.ไทย-ฝ่าวิกฤตซับซ้อน

หมายเหตุนักวิชาการและภาคเอกชนสะท้อนถึงกรณีที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุมีแผนจัดหาวงเงิน 5 แสนล้านบาท สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ รับมือนโยบายภาษีทรัมป์ 2.0 และพยุงจีดีพี

อภิชิต ประสพรัตน์
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

แผนของรัฐบาลที่จะวางแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เข้าใจว่าเป็นการวางแผนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเป็นการรับมือผล กระทบจากภาษีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อประคองระดับจีดีพีไทยให้เติบโตในระดับเดิมตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าปี 2568 จีดีพีต้องไม่ต่ำกว่า 3% รวมถึงวงเงินนี้จะเป็นการนำมาลงทุนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเช่นกัน อย่างไรก็ดี คำว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตนไม่แน่ใจว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตยังคงอยู่ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ แต่ขณะนี้ตนยังไม่เห็นแผนจากรัฐบาล นอกจากการแจกเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คงต้องติดตามความชัดเจนแผนนโยบายจากทางรัฐบาลอีกครั้ง

เบื้องต้นที่รัฐบาลจะเน้นใช้วงเงินไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาทใน 3 ส่วน คือ การกระตุ้นการบริโภค การลงทุนในประเทศ และการออกซอฟต์โลนนั้น หากพูดถึงการกระตุ้นการบริโภค คือการกระตุ้นใช้จ่ายของประชาชนเป็นหลัก ตรงนี้ตนเห็นด้วยหากรัฐบาลจะใช้วงเงินนี้มากระตุ้น เพราะการกระตุ้นการ บริโภคของประชาชนในประเทศคือสิ่งที่จำเป็นที่รัฐต้องทำ รวมถึงการออกซอฟต์โลนสำหรับผู้ประกอบการก็จำเป็น เนื่องจากผู้ประกอบการจะได้รับผล กระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์แน่นอน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เศรษฐกิจจะชะลอตัว กำลังซื้อจะหดหายไปมาก การหาตลาดใหม่ๆ ก็เป็นอุปสรรค เนื่องจากทุกๆ ประเทศทั่วโลกจะคิดเหมือนกันว่า จะต้องหาตลาดใหม่ๆ เพราะได้รับผลกระทบจากพิษภาษีทั้งหมด

Advertisement

แน่นอนว่าการที่รัฐบาลจะวางแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท จะส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น รวมถึงกระทบต่อระบบการเงินและการคลังของประเทศไทย แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องมีการคำนึงถึงผลกระทบ มีการคำนวณกันภายในอย่างรอบคอบแล้ว รวมถึงต้องมีการชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียของมาตรการนี้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง จะกลับมาที่การวางแผนจัดการ หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพและไปในแนวทางยุทธศาสตร์ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ตรงจุดและแก้ได้จริง จึงมองว่าการที่รัฐบาลจะมีแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไม่ว่าจะจากผลกระทบจากภาษีทรัมป์ หรือการรักษาจีดีพี ถือว่ามีประโยชน์ แต่ถ้าหากรัฐบาลอัดฉีด 5 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่มีการจัดการไม่ตรงจุด ไม่มีประสิทธิภาพ อาจส่งผล กระทบด้านลบมากกว่าก็ได้

ทั้งนี้การจะกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน นอกจากเรื่องสงครามการค้าแล้ว ต้องเน้นผู้ประกอบการภายในประเทศควบคู่ไปด้วย เนื่องจากสิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือ ผู้ประกอบการเดือดร้อนและขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจน้อยลง ถ้ารัฐบาลมีมาตรการหรือมีแผนเพื่อช่วยกระตุ้น ต้องทำให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการและขายสินค้าต่อไปได้ ถ้าผู้ประกอบการดำเนินกิจการต่อได้ จะส่งผลดีต่อการจ้างงานเพิ่มและจะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้

แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เน้นย้ำกับรัฐบาลเสมอ คือการช่วยสนับสนุนให้ประชาชนหันมาบริโภคสินค้า การบริการของผู้ประกอบการในประเทศมากขึ้น ปัจจุบันมีหลายประเทศที่เริ่มใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ อาทิ แคนาดา มีออกมาตรการที่ชื่อว่า บายโลคอล (by local) เปรียบเสมือนของไทยที่เรียกว่าเมดอินไทยแลนด์ หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนการลงทุนในประเทศที่เป็น 1 ในแผนของรัฐบาล การจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าหันมาสนับสนุน การลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการไทย หรือจัดซื้อสินค้าโลโก้เมดอินไทยแลนด์ในจำนวนเปอร์เซ็นต์ให้มากขึ้น จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินเข้าประเทศได้ และยังช่วยส่งเสริมงบประมาณของประเทศไม่ให้ไหลออกไปที่อื่น

อีกปัจจัยที่รัฐไม่ควรมองข้ามหากจะใช้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน ผู้คนหมกมุ่นหาสินค้าราคาถูกมากขึ้น การหาสินค้าถูกที่ผลิตในไทยตอนนี้ค่อนข้างยาก ประเทศจีนจึงใช้โอกาสนี้เข้ามาทำตลาดในไทยและนำเข้าสินค้าเข้ามาขายในราคาถูกที่ไทยเป็นจำนวนมาก หากรัฐเพิ่มสัดส่วนสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในไทย เชื่อว่างบประมาณที่รัฐมีจะไม่ไหลออกไปที่ประเทศอื่นแน่นอน

สำหรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติมนอกจากการกระตุ้น การบริโภค การลงทุนในประเทศ การออกซอฟต์โลนแล้ว ต้องให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการด้วย โดยเฉพาะแนวทาง ease of doing business หรือรายงานความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือการรายงานความยากง่ายในการที่จะดำเนินการธุรกิจใดๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นอุปสรรคอย่างมากที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ เพราะถือเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างหนึ่งต่อการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นๆ การประเมินระดับความสะดวกในการเข้าไปประกอบธุรกิจหรือการดำเนินธุรกิจในประเทศใด มักพิจารณาตั้งแต่ความสะดวกในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจ การดำเนินธุรกิจ และเมื่อเกิดปัญหาทางธุรกิจว่ามีขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการ การอำนวยความสะดวก ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และกฎระเบียบของภาครัฐที่สนับสนุนต่อการประกอบธุรกิจหรือไม่อย่างไร

ตรงนี้มองว่าทางรัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการประเมินผู้ประกอบการมากนัก หากรัฐบาลให้ความสำคัญและบริหารจัดการกับสิ่งนี้ได้ จะช่วยให้การกระตุ้นคุ้มค่าขึ้น รวมถึงการเอาเม็ดเงินจำนวนนี้มาใช้ในการออกมาตรการป้องกันสินค้าเถื่อนต่างๆ ถ้ารัฐบาลกู้เงินมาและออกมาตรการช่วยเหลือจะคุ้มค่าเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนกับเครื่องตรวจจับสินค้าที่ผ่านด่านศุลกากรเข้ามาในประเทศให้มีเทคโนโลยีที่ตรวจจับสินค้าให้มีประสิทธิภาพแม่นยำมากขึ้น การลงทุนตรงนี้เป็นประโยชน์ให้กับไทยได้ด้านความปลอดภัย การช่วยตรวจสอบและการคัดกรองสินค้าในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ

ขณะนี้จะต้องนึกถึงสถานการณ์หนี้สาธารณะของประเทศเป็นสำคัญ เนื่องจากหนี้สาธารณะของแต่ละประเทศเป็นเหมือนเครดิต เวลาจะกู้ยืมเงินจากบัตรเครดิต หรือกู้สินเชื่อในแต่ละครั้งจะเป็นเหมือนการยืมเงินในอนาคตมาใช้ผ่านเครดิตที่เรามี ทำให้สถานการณ์ในปัจจุบันของประเทศไทย พบว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มสูงขึ้นมาก จากเดิมที่เคยมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 45% ของจีดีพี ตอนหลังเรามาเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการกู้เงินมารับมือกับวิกฤต รวมถึงมีการกู้เงินของรัฐบาลปัจจุบันในการแจกเงินดิจิทัล ทำให้หนี้สาธารณะในอนาคตจะอยู่ที่ 70% ต่อจีดีพี ซึ่งหนี้สาธารณะระดับนี้น่ากังวลใจหรือไม่ต้องบอกว่า เป็นระดับที่ทำให้ประเทศไทยถูกเปลี่ยนสถานะจากที่เคยมองว่ามีศักยภาพในการกู้หนี้ยืมสินที่ดี กลายเป็นอยู่ในระดับกลางกลางแทน เพราะเดิมมองว่าเป็นประเทศที่เคยมีระดับหนี้สินหรือหนี้สาธารณะต่ำ แต่ตอนนี้ถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้ดีกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา หรือไม่ได้ดีกว่าประเทศในกลุ่มเอเชียเหมือนกัน

ถามว่าเมื่อเกิดภาพแบบนี้แล้วแย่หรือไม่ ต้องบอกว่าไม่ได้เป็นอันตรายมากขนาดนั้น แต่ต้องมีความเข้าใจก่อนว่า ประเด็นปัญหาในเรื่องของวิกฤตต่างๆ ในช่วงหลังแตกต่างจากเดิม เนื่องจากในช่วงสมัยก่อนวิกฤตที่จะเกิดขึ้น เราจะเจอเหตุการณ์วิกฤตเฉลี่ย 10 ปี 1 ครั้ง อย่างต้มยำกุ้งปี 2540 วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ปี 2550 จากนั้นก็มาโควิด-19 ปี 2563 แต่หลังจากโควิดเกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ภาวะวิกฤตเกิดขึ้นแบบซ้ำซ้อนมากกว่าเดิม เพราะตั้งแต่โควิดเป็นต้นมา ปัญหาหนี้สินที่เกิดขึ้นยังไม่ได้ถูกแก้ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ก็มาเจอกับสงครามจริงในตะวันออกกลางต่างๆ จนเกิดแผ่นดินไหวและการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐอีก ทำให้หากเรามีเบาะรองรับหรือว่ามีเครดิตไว้ มีหนี้ในระดับต่ำไว้ จะมีข้อดีคือเราจะสามารถกู้เงินมาใช้ในยามจำเป็นจริงๆ ได้

บวกกับหากหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ดอกเบี้ยในการผ่อนชำระจะมีเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ถือเป็นตัวจำกัดความสามารถของภาครัฐในการใช้จ่ายต่างๆ บริบทที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถามว่าแย่ขนาดนั้นหรือไม่ก็ไม่ใช่ แต่หากกู้เงินทั้งที่ยังไม่ได้จำเป็นมากนัก ก็จะมีความเสี่ยงว่าในอนาคต หากใช้เงินในภาวะที่มีความจำเป็นจริงๆ เราจะไม่สามารถกู้เงินได้แล้ว รวมถึงเราจะมีภาวะต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยสูง ถึงตอนนั้นจะทำให้การบริหารจัดการยากขึ้น เพราะมีรายได้น้อยแล้ว ยังมีภาระที่ต้องจ่ายหนี้ที่สูงขึ้นกว่าเดิมด้วย จึงเหลือเงินไปทำอะไรได้น้อยกว่าเดิม

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้รายงานข้อมูลว่า แม้สถานการณ์หนี้ของประเทศไทยจะอยู่ในระดับกลาง แต่หากสามารถหาโครงการที่มีความยั่งยืน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ไม่ใช่โครงการที่ฉาบฉวยอย่างการแจกเงิน หรือทำผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ หากมีมาตรการอะไรหลายมาตรการที่เป็นระยะยาว ทำให้เศรษฐกิจโตได้ผ่านการปรับโครงสร้าง ส่วนนี้ยังสามารถทำได้ การกู้เงินก้อน 5 แสนล้านบาท จึงต้องคำนึงถึงอนาคตมากที่สุด เพราะในอนาคตจะมีความเสี่ยงที่จะต้องเจอกับวิกฤตต่างๆ มากเต็มไปหมด หากรัฐบาลมั่นใจว่ามีโครงการที่มีมูลค่าจริงๆ ก็สามารถทำได้ เพราะระดับหนี้ของเรายังอันตราย แต่ต้องเน้นย้ำว่าเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์จริงๆ ไม่ได้เป็นโครงการฉาบฉวย หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบเดิมๆ

วิธีการเปรียบเทียบนโยบายของรัฐบาลว่าจะดีหรือไม่ดี มองได้ง่ายๆ คือหากภาครัฐเน้นการ กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการแจกเงินต่างๆ ถือเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม แต่หากเกิดผลจากการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เมื่อทำไปแล้วทำให้ความสามารถด้านการแข่งขันดีขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลงธุรกิจเอสเอ็มอีมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น การส่งออกเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในแต่ละส่วนที่ทำ หรือแม้แต่การท่องเที่ยวจะปรับดีขึ้น เนื่องจากการดำเนินโครงการที่รัฐบาลทำไปผ่านการกู้เงินก้อน 5 แสนล้านบาทนี้ หากทำแบบนี้ได้ถือว่าเห็นผลจริง

ความกังวลใจคือเราไม่สามารถรับประกันได้ว่า การดำเนินโครงการของรัฐบาลจะเกิดผลอย่างที่ทำการศึกษาไว้จริง เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำได้เก่งและทำมาตลอดคือ การแจกเงินในระยะสั้น ซึ่งถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เห็นผลในเชิงบวกอย่างที่คาดการณ์หรือประเมินไว้ ไม่สามารถกระตุ้นจีดีพีให้โต 4-5% ต่อปีได้จริงอย่างที่ประเมิน เพราะล่าสุดที่จีดีพีออกมาโตต่ำมาก ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ขึ้นภาษีสหรัฐ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2-2.5% เท่านั้น แต่เมื่อเกิดกรณีสหรัฐขึ้นภาษีกับไทยก็คาดการณ์ว่าจะโตต่ำลงกว่าเดิม เป็นการสะท้อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลดำเนินการมาว่าไม่ได้เวิร์กจริง หากจะทำแบบนี้ต่อไป ก็ไม่เห็นด้วยที่จะกู้เงินออกมา เพราะถือเป็นการกระทำที่สูญเปล่า

การป้องกันไม่ให้การกู้เงินมาแล้วเสียเปล่า จะต้องพยายามประเมินลักษณะโครงการที่จะดำเนินการออกมา ต้องมีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน สร้างความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ สนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยต้องสามารถวัดผลที่จะเกิดขึ้นจริงต่อเศรษฐกิจได้ด้วย หากสามารถทำได้ก็ไม่มีปัญหาในการกู้เงินออกมา แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ ว่ามีผลบวกจริงหรือไม่ หรือวางเป้าหมายไว้แบบลอยๆ แบบนี้ก็ไม่เหมาะสมที่จะกู้เงินมาเพิ่มอีก