มุมมอง…นักวิชาการ ส่งสัญญาณปรับครม.

27.04.25 | 13:00 น.

มุมมอง…นักวิชาการ ส่งสัญญาณปรับครม.

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการภายหลังมีกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในต้นเดือน พ.ค.นี้ โดยจะเป็นการปรับโดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทย (พท.) ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ หากต้องการจะปรับสามารถแจ้งชื่อมาได้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์
และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ในการปรับ ครม.ขณะนี้ควรจะมีการปรับได้แล้ว เพราะเห็นเป็นรูปธรรมว่ารัฐมนตรีคนใดมีผลงานอย่างไร ได้ผลหรือไม่ได้ผล ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมไม่มีเอกภาพ หากมีการปรับ ครม.จะทำให้ 1.ภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของรัฐบาลกลับมาได้บ้าง เพราะที่ผ่านมาภาพลักษณ์ของรัฐบาลตกต่ำ 2.ทำให้รัฐบาลกระชับอำนาจขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง 3.เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลที่มีปัญหา อาจกลับมาดีขึ้นบ้าง แต่การปรับ ครม.จะต้องไม่ไปกระทบกับพรรคการเมืองที่อำนาจการต่อรองสูงเช่น พรรคภูมิใจไทย

Advertisement

การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง ไม่ว่าตำแหน่งของทุกอย่าง ฉะนั้นเราก็ทำใจให้นิ่งไว้” ผมมองว่า นายกฯอาจชื่นชมและชอบในความหมายนี้ แต่สิ่งที่นายกฯสื่อสาร จะต้องตีความทางการเมืองด้วย อาจจะบอกกับรัฐมนตรีทุกคน อาจจะมีปรับเข้าปรับออก นี่เป็นธรรมดาของโลก ความหมายความไม่แน่นอนเป็นเรื่องปกติ ดีไม่ดีนายกฯอาจจะส่งสัญญาณให้รู้ด้วยว่าตัวนายกฯเอง ตำแหน่งนี้ก็ไม่แน่นอนเหมือนกัน เพราะดูการขยับขับเคลื่อนฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาล มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ ทักษิณ ชินวัตร เองก็ไม่สามารถทำให้อำนาจเก่าเห็นฝีไม้ลายมือพอที่จะมากำจัดพรรคส้มหรือพรรคประชาชน นอกจากนี้ ทักษิณ ชินวัตร ถูกระแวงจากอำนาจเก่าว่ามีการรวมหัวกับพรรคส้มฮั้วกันเพื่อกำจัดฝ่ายอำนาจเก่า ทำให้ทุกอย่างเห็นว่าไม่แน่นอนจริงๆ

ภาพที่ออกมาขณะนี้เห็นได้ว่า ทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถออกนอกประเทศได้ ยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้กลับประเทศ คดีความต่างๆ เริ่มขยับเข้ามา ทำให้เห็นว่าตำแหน่งของแพทองธารอาจจะมีไม่ได้ด้วยเช่นกัน ส่วนการที่ทักษิณ ชินวัตร เงียบผิดปกติ หากเดาใจคงจะมีความกังวลไม่น้อย สัญญาณมันผิดปกติไปหมดเลย แม้กระทั่งทักษิณ ชินวัตร ยังไม่สามารถทำอะไรเสร็จสักเรื่องหนึ่งที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่กลัวหลายคนมองว่า ทักษิณ ชินวัตรกับพรรคประชาชนมีดีลลับอีกชั้นหนึ่งเพื่อหลอกฝ่ายอำนาจเก่า ทำให้เกิดการไหวตัวและต้องการกำจัดทักษิณ ส่งผลทำให้ทักษิณเกิดภาวะตึงเครียดทางการเมือง และส่งผลกระทบไปถึงแพทองธารด้วย

หากให้มองการปรับ ครม.ก่อนหรือหลังการพิจารณางบประมาณปี’69 มองไปแล้วนักการเมืองจะไม่ทำร้ายในเรื่องการพิจารณางบประมาณ ถ้าหากให้ดีควรจะปรับ ครม.ก่อนพิจารณางบประมาณ เพราะภาพรัฐบาลตกต่ำมาก เหมือนที่กล่าวไป หากปรับ ครม.อาจทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้น คะแนนนิยมสูงขึ้น มีความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากขึ้น ปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจให้ลงตัว เพื่อเตรียมทำงานซีกหลักของรัฐบาล

ส่วนความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้มองว่า การเมืองในเรื่องความเห็นต่างในเรื่องนโยบาย อาทิ ความเห็นต่างของพรรคภูมิใจไทยในเรื่องกาสิโน ระหว่างแกนนำพรรคกับ ส.ส.ภายในพรรคปีกอนุรักษนิยม ทุกคนอาจจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสนับสนุน แต่ยังมีความเห็นต่างในพรรคร่วมรัฐบาลแทบทั้งหมด จะเป็นประเด็นสำคัญนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการขัดกันในเรื่องผลประโยชน์ที่ตกลงกันไม่ลงตัว

กระแสข่าวการปรับ ครม.ของพรรคเพื่อไทยมีรายชื่อออกมาตามสื่อมวลชน ผมดูรายชื่อแล้วตามโผที่ออกมา ดูไปแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น หลายคนยังมีฝีไม้ลายมือ และมีคะแนนนิยม แต่รัฐมนตรีที่เหลือดูไปแล้วยังแย่ อย่างนั้นอย่าปรับ ครม.จะดีกว่า เพราะรัฐมนตรีหลายคนยังเป็นนักการเมืองไม่ใช่นักบริหาร ท่าทีในทางการเมืองยังสร้างภาพลบกับพรรคอย่างมาก

การที่จะปรับ ครม.ในส่วนของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ความโดดเด่น ผมมองว่าคงปรับยาก เพราะว่ารัฐบาลเพื่อไทยชุดนี้ไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจเต็ม เพราะอำนาจยังอยู่ในพรรคร่วมด้วย ประกอบกับเป็นการแบ่งอำนาจในการแต่งตั้งรัฐมนตรี คิดจากจำนวน ส.ส.มาแลกกัน ทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถเข้าไปแทรกแซง อาทิ กระทรวงใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย มองไปแล้วสมควรปรับในหลักการ แต่จะไปปรับในโควต้าของพรรคภูมิใจไทยได้หรือไม่ ก็ตอบได้ว่า ไม่ได้ ดังนั้นการปรับ ครม.จะต้องปรับในส่วนของพรรคเพื่อไทยเอง

การปรับ ครม.ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ หากมองไปแล้วในพรรคมีการแบ่งออกเป็น 2 สาย กลุ่มหนึ่งอาจจะไม่ต้องการเข้าร่วมรัฐบาล เพราะกลัวจุดยืนทางการเมืองที่สัญญาไว้กับประชาชน แต่มั่นใจว่ามี ส.ส.ส่วนหนึ่งอยากเข้าร่วมรัฐบาล ส่วนการจะปรับข้ามขั้วก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน หากบีบกันมากๆ อาจจะมี ส.ส.ส่วนหนึ่งย้ายไปพรรคกล้าธรรม เพราะขณะนี้ภายในพรรคพลังประชารัฐแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ฝ่ายธรรมนัส กับฝ่ายลุงป้อม จึงมองว่าพรรคพลังประชารัฐไม่เป็นเอกภาพ การปรับย้ายขั้วทำยาก

ส่วนรัฐบาลจะรอดไหมในปี 2568 ในเรื่องนี้ผมมองว่ารัฐบาลเหนื่อยมาก เพราะผลงานไม่เป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งความขัดแย้งกันในพรรคร่วมรัฐบาล ภาวะผู้นำของแพทองธารก็มีปัญหา ถ้าไม่มีอำนาจพิเศษคงไปต่อค่อนข้างยาก ทำให้โอกาสยุบสภาเกิดขึ้นสูง แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลก็จะต้องพอตั้งหลักได้บ้าง หากยุบสภาพรรคเพื่อไทยมีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

หากต้องการใช้กลุ่มบ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัดช่วยเหลือ เชื่อว่าอำนาจคงไม่พอ เพราะที่ผ่านมาจะเห็นว่าหลายจังหวัด ทั้งที่มีฐานการเมืองท้องถิ่นที่แน่น แต่การเมืองระดับชาติยังมีภาพของพรรค คะแนนนิยมของพรรค นโยบายของพรรค จุดยืนของพรรคในการเรียกคะแนนเสียง และกลุ่มบ้านใหญ่เอง หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ก็ไม่อยากเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก

การที่พรรคเพื่อไทยหากต้องการที่จะเดินการเมืองต่อไปคือ ต้องให้ทักษิณ ชินวัตร ลดบทบาทลงในทางการเมืองให้มากที่สุด ทำให้อำนาจเก่าไว้ใจทักษิณ ชินวัตร มากกว่านี้ อย่าทำให้เกิดความหวาดระแวงมากกว่านี้ และอีกแนวทางหนึ่งโดยเปิดสงครามกับกลุ่มอำนาจเก่า โดยจับมือกับพรรคประชาชน ซึ่งจะทำให้กระแสพรรคเพื่อไทยฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง แต่เป็นเกมที่เสี่ยงมากสำหรับทักษิณ ชินวัตร

เพราะว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ได้กลับบ้าน คดี ม.112 ยังอยู่ คดีชั้น 14 กำลังจะตามมา หากทักษิณ ชินวัตร กล้าตัดสินใจเล่นเกมเสี่ยงแบบนี้ เพื่อยึดครองอำนาจรัฐให้ได้ หลังจากจับมือกับพรรคประชาชนได้แล้ว ต้องจัดการ ส.ว.และให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.ใหม่เพื่อให้ได้คนของตัวเอง รวมทั้งออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อเปิดทางให้ยิ่งลักษณ์กลับบ้าน รวมทั้งให้ตัวเองรอดพ้นจาก ม.112 ถือว่าเป็นเกมที่ทักษิณ ชินวัตร จะต้องคิดหนักเหมือนกัน

 

นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

กล่าวถึงคำพูดของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่เอ่ยคำว่า “ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง” นั้นแสดงให้เห็นว่าทุกอย่างนั้นอาจจะไม่แน่นอน จนทำให้เชื่อได้ว่าจะเกิดการปรับ ครม.อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทย

เป็นการปรับเพื่อให้การเมืองเดินได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ และได้ทราบว่ามีการไปทาบทามรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแล้ว จึงเชื่อว่าจะมีการปรับในส่วนของเพื่อไทยแน่นอน สำหรับในส่วนของพรรคร่วมอื่นในเรื่องเกี่ยวกับการดีลกระทรวง หรือแลกกระทรวงกันนั้น มันเกิดขึ้นแน่นอน แต่ก็ต้องดูว่าจะดีลกันลงตัวหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะรัฐมนตรีบางรายในสายตาชาวบ้านคืองานไม่ออก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ เมื่อเดินทางไปยังที่ใดก็ตาม จะพบกับผู้คนที่จะบ่นกันในทุกหย่อมหญ้าว่าเศรษฐกิจของไทยตอนนี้เงินไม่หมุน ของก็แพง จึงมองว่าจะต้องปรับแน่นอนในส่วนของพรรคเพื่อไทย

ส่วนการจะเปลี่ยนสลับขั้วกับพรรคร่วมหรือไม่นั้น มองว่าต่อให้สลับก็ไม่อาจจะปรับกระทรวงใหญ่ เช่น ที่มีกระแสข่าวว่าจะขอแลกกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย โดยที่อนุทิน ชาญวีรกูล ได้พูดออกมาแล้วว่า “จะเขย่าเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยนี่ ต้องเขย่าแรงหน่อยนะ” ฉะนั้นแล้วถ้าไม่มี “บิ๊กดีล”กระทรวงใหญ่ๆ จริงๆ นั้น เชื่อว่าการแลกกระทรวงก็อาจจะยังไม่เกิดขึ้นกับพรรคร่วมรัฐบาล

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับ ครม.นั้น ในความเห็นส่วนตัวนั้นอยากจะบอกว่าหากคิดอะไรแล้วก็ต้องทำเลย โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เขาจะเข้ามาทำงานใหม่นั้น เขาต้องจับงานตั้งแต่ตอนพิจารณางบประมาณแล้ว ว่างบประมาณของกระทรวงเขาจะใช้อะไรไปบ้าง ไม่ใช่งบประมาณรายจ่ายประจำปีผ่านวาระที่ 1 ไปแล้วจึงค่อยมาปรับ จึงมองว่าหากให้คนมาทำงานก็ต้องให้เวลาเขาเห็นตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งแต่การตั้งคำของบประมาณ และมองว่านายกรัฐมนตรีไม่มีเวลาฮันนีมูนไม่มีเวลาคิดแล้ว

หากจะพูดกันแบบเจ็บๆ ก็คือ เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ต้องปรับเลยถ้าจะทำ เพราะมองว่ามันไม่มีเวลาแล้ว คิดช้าทำช้ามันไปไม่ได้ ในวันนี้ถ้าไม่ขยับมันไม่เดินหน้าโดยเฉพาะเรื่องปากเรื่องท้อง จึงมองว่ายากถ้าหากยังจะคิดช้าอยู่ และไม่เหมาะสมถ้าหากจะปรับก็ต้องปรับเลย เพื่อให้รัฐมนตรีใหม่เขาได้มาทำงานตั้งแต่ชั้นพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ตั้งแต่วาระแรก เพื่อเขาจะได้เตรียมตัวว่าเขาจะมาทำงานอะไร

ถ้าไปปรับหลังงบประมาณรายจ่ายผ่านไปแล้ว เขาเข้ามานั่งแต่งบประมาณมันถูกล็อกเอาไว้แล้ว จึงมองว่าเงื่อนเวลาการปรับ ครม.นั้นอาจจะไม่เหมาะสม ถ้าจะปรับก็ต้องปรับเลยทันทีจะเหมาะสมกว่า ช้าไม่ได้จะทำอะไรก็ทำเลย โย้เย้ไม่ได้ เมื่อนายกฯเป็นคนเจนวายเมื่อคิดแล้วก็ต้องทำเลย อันนี้เตือนด้วยความหวังดี ในฐานะที่เป็นนักวิชาการอยู่ในท้องถิ่นและอยู่กับชาวบ้าน ถ้าผลงานไม่ออกจริงๆ เพื่อไทยสมัยหน้านั้นมองว่าเหนื่อย

แต่ถ้าจะให้ผลงานออกก็ต้องทำเลย โดยเฉพาะในเรื่อง “เศรษฐกิจและสังคม” ที่จะต้องขอขีดเส้นใต้เอาไว้ และจะเห็นได้ว่ามีคนออกมาเตือนว่าคนไทยต้องระวังนะในปี 2568 ช่วงหลังจะลำบากมากกว่าเดิม ไม่ต้องนักเศรษฐศาสตร์มาพยากรณ์หรอกแม้แต่ชาวบ้านก็รู้กัน ในส่วนที่ 2 ปัญหาสังคมทั้งเรื่องยาเสพติดอาชญากรรมยังท่วมประเทศไทยอยู่ สรุปคือ คิดแล้วต้องทำเลยในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีเจนวาย

การปรับ ครม.ครั้งนี้จะปรับเอาพรรคภูมิใจไทยออกนั้น ตนไม่เชื่อเพราะอย่างไรพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยนั้นมันเหมือนกับถูกคลุมถุงชนกันมาตั้งแต่ต้น ต่อให้ในวันนี้ความสัมพันธ์แบบลึกๆ จะยิ่งกว่าร้าว แต่ก็ต้องอยู่ด้วยกันจะดีดพรรคภูมิใจไทยออก หรือบางคนไปคิดไกลถึงเรื่อง 44 ส.ส.พรรคประชาชน มองว่าเขาคิดมากกันเกินไป อย่างไรพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยจะไม่แยกออกจากกันแน่นอน เพราะจะมีผลตามมาหลายอย่าง เช่น รัฐบาลจะเสียงปริ่มน้ำทำงานไม่ได้ และความสัมพันธ์อันดีระหว่าง ส.ว.กลุ่มใหญ่กับพรรคภูมิใจไทยยังมองว่ามีอยู่ จึงไม่มีทางที่จะดีดพรรคภูมิใจไทยออกไปได้ ย้ำไว้เลยว่าอย่างไรก็ยังอยู่ แต่อาจจะมีดีลแลกกระทรวงกันหรือไม่ และยังต้องออกแรงเขย่าเยอะหน่อย โดยจะต้องมีกระทรวงระดับบิ๊กเอไปแลกกับเขามาจึงจะลงตัว ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกันแน่นอน แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สุดท้ายขอฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดนี้ว่า ในวันนี้ผลงานรัฐบาลยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จะปรับให้เดินหน้าอย่างไรก็ต้องทำ เพราะความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่คนไทยในช่วงนี้อยู่ในภาวะลำบากต่อเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 ฉะนั้นแล้วอยากให้รัฐบาลได้ตั้งใจทำงาน ทำให้ดีที่สุดทั้งศึกในและศึกนอกที่เกี่ยวกับนโยบายของทรัมป์ด้วย จึงอยากให้ทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประชาชนอย่างที่ได้พูดไว้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง