เลือกตั้งเทศบาล – ถ้าลองเทียบประเด็นความสนใจระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นในระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อสักสองเดือนที่แล้ว กับการเลือกตั้งเทศบาล (เกือบ) ทั่วประเทศที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ ก็คงจะได้เห็นว่าความสนใจที่คนกรุงเทพฯสนใจต่อเรื่องนี้นั้นมีน้อยนิด
ที่น่ากังวลคือ สนใจแบบไม่รู้ทิศรู้ทางว่าควรจะสนใจเรื่องอะไรด้วยซ้ำ
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าในกรุงเทพฯไม่มีหน่วยการปกครองที่เรียกว่าเทศบาล
อีกส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าในการให้ฉายานายกเทศมนตรี เราจะเรียกว่า “นายกเล็ก” ก็เลยดูไม่น่าสนใจ
แต่ในโค้งสุดท้ายนี้ผมคิดว่าความน่าสนใจในเรื่องของการเลือกตั้ง ทั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาล จะมีความน่าสนใจมากขึ้น เมื่อคุณทักษิณกำลัง “กลับบ้าน” ไปที่เชียงใหม่ และมีผลไม่มากก็น้อยทำให้เกิดความสนใจในการเลือกตั้งโค้งสุดท้ายในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่นั่นแหละครับ
แต่ที่กล่าวไว้ในตอนแรกก็คือ ความสนใจในเรื่องของการปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะในส่วนของการเลือกตั้งท้องถิ่นในมุมมองของคนที่ส่วนกลาง หรือคนในเขตกรุงเทพฯ ก็มักจะมีความสนใจในมุมของเขา ซึ่งไม่ค่อยตรงกับเรื่องราวที่เกิดจริงในพื้นที่เสียทั้งหมด
อย่างในกรณีของ อบจ.ความสนใจไปอยู่ที่เรื่องของความสนใจใน 3 ส่วน คือ ตระกูลการเมืองจะรักษาแชมป์ได้ไหม พรรคการเมืองจากส่วนกลางจะเชื่อมต่อฐานคะแนนเสียงกับตระกูลการเมืองได้ไหม และพรรคประชาชนจะยึดฐานจังหวัดได้มากแค่ไหน
ไม่ใช่เรื่องเหล่านี้ไม่สำคัญ แต่มันเป็นความสนใจที่มีที่มาที่ไปว่าทำไมการเลือกตั้งนายก อบจ.ในวันนี้จึงมีความสนใจมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะพรรคการเมืองหลักในประเทศหลายพรรคเริ่มคิดว่าจำเป็นต้องลงไปเชื่อมต่อกับท้องถิ่นมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ามันถึงยุคที่ไม่มีพรรคไหนสามารถเอาชนะแล้วได้เสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยเฉพาะผ่าน “ฐานนโยบาย” ในแบบเมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมา
แต่ความสนใจในแง่นี้ก็ชี้ว่าการเลือกตั้ง อบจ.ครั้งที่ผ่านมาไม่ได้มีพรรคการเมืองไหนที่โตมาจากท้องถิ่นได้เลย ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองส่วนกลาง กับการเมืองส่วนท้องถิ่นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในเชิงยุทธศาสตร์ความร่วมมือของชนชั้นนำในสองระดับ มากกว่าจะเข้าใจว่าประชาชนในท้องถิ่นเขาต้องการอะไร และภูมิหลังและความสัมพันธ์ของผู้สมัคร ส.อบจ.ที่มาลงสมัครในการบริหาร อบจ.นั้นเป็นใคร ทำงานไปกับนายก อบจ.ได้ หรือเข้าไปมีความขัดแย้งกับนายก อบจ.ในพื้นที่
มาในกรณีของการเลือกตั้งในระดับเทศบาลที่กำลังจะมาถึง ผมเห็นว่าสื่อที่มีฐานที่ส่วนกลางไม่รู้ทิศรู้ทางว่าจะสนใจและรายงานข่าวอะไรในการเลือกตั้งเทศบาลได้เลย
ทั้งที่คนน่าจะเกือบครึ่งประเทศล้วนอยู่ในพื้นที่เทศบาล และมีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้
อธิบายง่ายๆ ก็คือ คนที่ไม่ได้มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ และไม่ได้มีทะเบียนบ้านในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเมืองพัทยา
อธิบายง่ายๆ ก็คือคนที่อยู่ใน “พื้นที่เมืองนอกกรุงเทพฯ” และเขตพัทยา
พวกเขาคือ “คนเมือง” อีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง และอย่างเป็นระบบ
นี่คือความเป็นจริงที่น่าตกใจยิ่ง
ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยพบว่า เรามีเทศบาลทั้งหมด 2,472 แห่ง หมายถึงว่า เรามีพื้นที่เมืองนอกกรุงเทพฯ-พัทยา ถึง 2,472 เมือง (และมี อบต. 5,300 แห่ง ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นชนบท และเมืองซ่อนรูปที่ยังไม่ยกฐานะเป็นเทศบาล)
และในรอบนี้จะมีการจัดการเลือกตั้งรวมทั้งหมด 2,469 แห่ง โดยเลือกทั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลพร้อมกัน 2,121 แห่ง และเลือกเฉพาะสมาชิกสภาเทศบาล 348 แห่ง เพราะนายกเทศมนตรีหลายคนชิงลาออกก่อนครบวาระไปแล้ว
โดยภาพรวมแล้ว เทศบาลหรือพื้นที่เมืองมีการปกครองท้องถิ่นลักษณะที่เลือกนายกเทศมนตรีกับสภาเทศบาลแยกกัน และแบ่งย่อยออกเป็น 3 แบบ ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรและรายได้ของเทศบาล
1.เทศบาลตำบล (ทต.) ได้แก่ ท้องถิ่นซึ่งมีประกาศกระทรวงมหาดไทยยกฐานะเป็นเทศบาลตำบล มีรายได้พอควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด ปัจจุบันมี 2,247 แห่ง
2.เทศบาลเมือง (ทม.) ได้แก่ ท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัด หรือท้องถิ่นที่มีประชากรตั้งแต่ 10,000 คนขึ้นไป มีรายได้พอควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด และซึ่งมีประกาศกระทรวงมหาดไทยยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง ปัจจุบันมี 195 แห่ง
3.เทศบาลนคร (ทน.) ได้แก่ ท้องถิ่นที่มีประชากรตั้งแต่ 50,000 คนขึ้นไป มีรายได้พอควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและซึ่งมีประกาศกระทรวงมหาดไทยยกฐานะเป็นเทศบาลนคร ปัจจุบันมี 30 แห่ง (ซึ่งแปลว่าไม่ได้มีในทุกจังหวัด)
จะเห็นว่าจำนวนหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่เรียกว่าเทศบาลมีจำนวนมาก แต่ภาพความเข้าใจในเรื่องการเมืองเทศบาลในมุมของส่วนกลางแทบจะไม่มี
พอๆ กับความเข้าใจเรื่องความท้าทายในการบริหารเมืองนอกกรุงเทพมหานคร ที่อย่างมากก็มีสกู๊ปข่าวประเภทเมืองไหนมีโครงการได้รางวัลก็แจกรางวัลกับทำสารคดีในหน้าข่าวเล็กๆ น้อยๆ หลังจากนั้นก็เงียบหายไป
นอกเหนือจากเรื่องของการท่องเที่ยวตามเทศกาล คนกรุงเทพฯเองก็ไม่ได้สนใจอะไรกับเมืองนอกกรุงเทพฯอย่างจริงๆ จังๆ ทั้งที่คนในกรุงเทพฯจำนวนมากก็เป็นประชากรแฝงที่เชื่อมโยงกับเขตเทศบาลเหล่านี้ไม่มากก็น้อย
เมื่อพื้นที่เมืองกระจัดกระจายและกระจุกเชื่อมต่อกันในหลายพื้นที่นอกกรุงเทพฯและพื้นที่เมือง ความเป็นเมืองและกระบวนการกลายเป็นเมือง (urbanization) กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะทั้งในระดับประเทศและในระดับโลก โดยเฉพาะในระดับโลกนั้นประชากรในโลกปัจจุบันอยู่ในพื้นที่เมืองมากกว่าในชนบทแล้ว (กรณีประเทศไทยก็น่าจะเช่นเดียวกัน เพียงแต่การวัดพื้นที่เมืองว่าเทียบเท่ากับเขตเทศบาลยังเป็นวิธีที่เชยและไม่ทรงประสิทธิภาพ เพราะมีเมืองซ่อนรูปอีกมาก และยังไม่ได้คำนึงถึงอิทธิพลของความเป็นเมืองในพื้นที่ที่อยู่นอกเทศบาล เช่น เมืองขยายตัวไปนอกเทศบาลแล้วเมื่อดูจากแผนที่การใช้ที่ดินจริง แต่การยกระดับ อบจ.เป็นเขตเทศบาลยังเต็มไปด้วยความยุ่งยาก)
เมื่อพิจารณาเรื่องของการเมืองในระดับเทศบาล โดยเฉพาะในมิติของพลวัตการเลือกตั้ง เราก็มักจะวิเคราะห์กันในเรื่องของโครงสร้างอำนาจและการช่วงชิงอำนาจในพื้นที่โดยอาจจะมีได้ 4 แบบ
หนึ่งคือ ตระกูลการเมืองจะรักษาฐานอำนาจได้มากน้อยแค่ไหน มีคู่แข่งที่สลับกันไปมาได้แค่ไหน และมีการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายของตัวเองอย่างไร บางทีลูกน้องก็มารับช่วงต่อ หรือลูกน้องก็แตกตัวมาแข่งด้วย
สองคือ ความเชื่อมโยงของตระกูลการเมืองกับพรรคการเมือง ซึ่งอาจมีในลักษณะของซุ้ม หรือมุ้งก่อนที่จะไปเป็นพรรค ถ้าเทียบกับระดับ อบจ.แล้ว การเมืองระดับเทศบาลอาจจะไม่ได้เชื่อมตรงกับพรรค แต่เชื่อมโยงผ่านเครือข่ายของซุ้ม หรือมุ้งในพรรค และทำให้เกิดการต่อรอง (leverage) กับขุมกำลังต่างๆ ของพรรค มากกว่าการยิงตรงกับพรรคเลย เหมือนกรณีมุ้งของเก้าอี้ ส.ส.ระดับชาติ หรือกรณีนายก อบจ.ที่มีสายสัมพันธ์ตรงในตระกูลการเมืองระดับชาติมากกว่า
สามคือ เทศบาลที่มาจากการสร้างตัวของเครือข่ายนักธุรกิจมากกว่าตระกูลแนวบ้าน หรือแนวดิ่ง แต่เป็นเครือข่ายแนวราบของนักธุรกิจในพื้นที่ หรือเป็นรายใหม่ที่รวมตัวกัน
สี่คือ การพยายามสอดแทรกเข้ามาของพรรคประชาชนร่วมกับเครือข่ายก้าวหน้าที่ถูกห้ามมีบทบาททางการเมือง (ระดับชาติ) แต่กรณีนี้อาจไม่ได้เป็นการจัดแบ่งที่ง่ายมาก เพราะมีทั้งการ “สวมเสื้อส้ม” ของนักการเมืองเก่า ตระกูลการเมืองเก่าในพื้นที่ และกรณี “ส้มปลอม” ที่ทำสีสันป้ายหาเสียงให้คนเลือกเข้าใจผิดว่าเป็นตัวแทนของพรรคประชาชน
แต่กระนั้นตามที่พยายามจะย้ำให้เห็นก็คือ เรายังไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองในระดับเทศบาลอย่างเป็นระบบ และเห็นภาพใหญ่จริงๆ ของทิศทางการเมืองเทศบาลในประเทศไทย ทั้งที่ทุกคนก็เข้าใจตรงกันว่าเทศบาลคือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบที่คงทนยาวนานที่สุดในประเทศไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 (2476 เป็นต้นมา) และชนชั้นนำในระบบทั้งเก่าและใหม่ก็มีความเห็นสอดคล้องกันในระดับหนึ่งว่าเป็นแนวทางการปกครองตัวเองในมิติของประชาธิปไตยที่ประชาชนพร้อมที่สุด
แต่เอาเข้าจริงเรายังจับต้องประเด็นการเมืองระดับเทศบาลได้ไม่จริงจังมากนัก เป็นข่าวกระจัดกระจายตามจินตนาการของการเมืองส่วนกลางที่เห็นแต่สีสันของความเชื่อมโยงกับส่วนกลางและภาพของบ้านใหญ่
มากกว่าเข้าอกเข้าใจถึงปัญหาและข้อจำกัดในการบริหารจัดการท้องถิ่น โดยเฉพาะปัญหาการบริหารจัดการเมืองในแง่ของอำนาจในการจัดการเมือง
ขนาดกรุงเทพฯ เองยังอยากจัด พ.ร.บ.ใหม่ เพราะทำงานแล้วติดขัดไปหมด ไม่ต้องนึกถึงระดับเทศบาลหรอกครับ พวกเขาก็เผชิญปัญหาอยู่ไม่น้อย
เต็มที่ในตอนนี้เราก็อาจจะเห็นพรรคบางพรรคพยายามขายแพคเกจว่าจะแก้ปัญหาเทศบาลยังไงบ้างที่มีปัญหาร่วม
แต่มุมมองจากนักวิชาการและสื่อยังไม่ได้ถอดบทเรียนมาเลยว่าการบริหารเทศบาลในแต่ละที่ แต่ละขนาด ประสบปัญหาอะไร และในรอบนี้การเลือกตั้งเทศบาลจะสะท้อนจินตนาการในการเปลี่ยนแปลงเมืองของผู้คนในพื้นที่เทศบาลอย่างไร
รวมไปถึงผู้สมัคร ส.ท.ในแต่ละพื้นที่พวกเขาเป็นใคร
ช้าไปแล้วครับที่จะคิดจะสนใจเรื่องแบบนี้ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเทศบาลในรอบนี้ ในสังคมที่มีกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง และมองการเมืองแต่เรื่องของศึกเลือกตั้งมากกว่าประเด็นเลือกตั้ง และผลงานที่ผ่านมา
ทั้งที่ในความไม่สนใจเรื่องราวอีกมากมายในการเลือกตั้งเทศบาลในรอบนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งดังที่ผมได้เรียนมาในสัปดาห์นี้

