หน้าแรก การเมือง ศาลพิษณุโลกไม...

ศาลพิษณุโลกไม่อนุญาต ดร.พอล ถอดกำไล EM ชี้ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์

29.04.25 | 13:02 น.
แฟ้มภาพ

ศาลพิษณุโลกไม่อนุญาต พอล แชมเบอร์ส ถอดกำไล EM ชี้ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข เจ้าตัวเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานความคืบหน้าคดีของ ดร.พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการสัญชาติอเมริกัน ซึ่งประจำอยู่ที่สถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่มีการยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกวานนี้ (28 เมษายน) ขอถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ที่ข้อเท้า

ศูนย์ทนายความฯระบุว่า เวลา 15.40 น. วานนี้ (28 เม.ย.) ที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก ดร.พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส (Dr.Paul Wesley Chambers) นักวิชาการชาวอเมริกัน ยื่นคำร้องต่อศาลขอถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ที่ติดข้อเท้ามาตั้งแต่ 10 เม.ย.2568

หลังจากศาลใช้เวลาพิจารณาราว 1 ชั่วโมง ต่อมาเวลา 16.40 น. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัว ระบุเหตุผล “กรณีไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งอนุญาตของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ยกคำร้อง” ด้าน ดร.พอล เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาต่อไป

เหตุการณ์สืบเนื่องจากคดีที่ ดร.พอล ถูก แม่ทัพภาค 3 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 3 มอบอำนาจให้นายทหารไปกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเหตุมีการเผยแพร่คำโปรยหรือข้อความแนะนำงานเสวนาวิชาการในเว็บไซต์ของสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการของสิงคโปร์

Advertisement

ย้อนกลับไปเมื่อ 8 เม.ย.2568 หลังจาก ดร.พอล ทราบว่าถูกศาลออกหมายจับก็เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา แต่พนักงานสอบสวนนำตัวไปฝากขังต่อศาล โดยศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้ง 2 ครั้ง ในวันเดียวกัน จึงได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 9 เม.ย.2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน โดยกำหนดเงื่อนไขให้วางหนังสือเดินทาง (Passport) ไว้ที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น แต่งตั้งผู้กำกับดูแลระหว่างปล่อยชั่วคราว และกำหนดให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) โดยติดตั้งไว้ที่ข้อเท้าเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2568 ที่ผ่านมา

เปิดเหตุผลคำร้อง : ทำไม ดร.พอล จึงร้องขอปลด EM

1.ดร.พอล ไม่ใช่ผู้เขียนและโพสต์ข้อความในเว็บ ISEAS โดยผู้กล่าวหานำมาจากเฟซบุ๊กบุคคลที่มีลักษณะโจมตีทางการเมือง

คดีนี้กองทัพภาค 3 เป็นผู้กล่าวหา ดร.พอล โดยนำเอกสารเพียง 1 แผ่น จากเว็บไซต์ของประเทศสิงคโปร์ สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) เอกสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำโปรย หรือคำเชิญชวนให้เข้าร่วมงานเสวนาออนไลน์ (Webinar) หัวข้อ Thai military and police reshuffles ที่เชิญ ดร.พอล มาเป็นวิทยากร มิใช่สรุปงานเสวนาที่ ดร.พอล พูดไปแล้ว

หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากเอกสารดังกล่าวจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ดร.พอล มิใช่ผู้เขียนและโพสต์ ซึ่งในชั้นสอบสวน ดร.พอล ก็ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่าไม่ใช่ผู้เขียนและไม่ใช่ผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว และไม่ได้เป็นแอดมิน หรือผู้ดูแลเว็บไซต์ของสถาบันดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2568 ผู้อำนวยการกองการข่าว กอ.รมน.ภาค 3 ชี้แจงแทนกองทัพภาคที่ 3 ผู้กล่าวหาในคดีนี้ให้ข้อเท็จจริงต่อกรรมาธิการทหารของสภาผู้แทนราษฎรว่า ตรวจพบข้อมูลจากเฟซบุ๊กของ “อัษฎางค์ ยมนาค” เรื่อง “มหาวิทยาลัยนเรศวรจ้าง ‘พอล แชมเบอร์ส’ มาบั่นทอนสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออย่างไร?” ที่มีการแปลข้อความคำโปรยดังกล่าวในเฟซบุ๊ก จึงได้แจ้งความดำเนินคดีต่อ ดร.พอล เป็นคดีนี้

เห็นได้ว่าการนำข้อความดังกล่าวมาจากเฟซบุ๊กบุคคลที่มีการโจมตีทางการเมือง ส่งผลให้มีการดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรงโดยที่ ดร.พอล มิใช่ผู้กระทำความผิด การกล่าวหานี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพของ ดร.พอล อย่างหนัก และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้

2.ดร.พอล ยืนยันไม่ได้หลบหนี โดยเงื่อนไขอื่นของศาล-ตม. ก็เพียงพอต่อการติดตามตัวแล้ว

ดร.พอล ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจและยืนยันเจตนาจะต่อสู้คดีภายในราชอาณาจักรไทยอย่างเปิดเผย โดยการวางหนังสือเดินทาง (Passport) ไว้ต่อศาลชั้นต้นแล้ว เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าจะไม่หลบหนีหรือเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จึงไม่มีเหตุจำเป็นในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว รวมทั้งมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ติดตามตัวได้ไม่เป็นการยาก

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2568 สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองแจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร โดย ดร.พอล ได้รับการประกันตัวให้อยู่ในราชอาณาจักรชั่วคราวระหว่างต่อสู้คดี และอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว โดยวางหลักประกันที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพิษณุโลกอีกจำนวน 300,000 บาท และจะต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีกเดือนละ 1 ครั้งตลอดระยะเวลาที่อยู่ในราชอาณาจักร ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีกด้วย ซึ่งมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดและเพียงพอต่อการติดตามตัวอยู่แล้ว

ตลอดระยะเวลาที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฝากขัง ดร.พอล ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโดยรายงานตัวต่อศาลและต่อผู้กำกับดูแลทุกครั้ง ไม่เคยผิดเงื่อนไข

3.การติด EM ไม่ใช่แค่พันธนาการร่างกาย แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน สร้างความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน

ดร.พอล เป็นนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับในประเทศและระดับสากล ดำรงตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยมาเป็นเวลายาวนาน และก่อนถูกดำเนินคดีนี้เป็นอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษของคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร การที่มีอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ติดไว้ที่ข้อเท้าย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือหรือไว้วางใจต่อบรรดาบุคคลภายนอก และย่อมส่งผลต่อความมั่นใจในการพบปะกับบุคคลอื่น

การที่ผู้ต้องหาถูกสังคมพิจารณาว่าเป็นผู้กระทำความผิดเนื่องจากมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) แม้จะยังไม่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดว่าผู้ต้องหามีความผิด ย่อมส่งผลกระทบด้านจิตใจ สังคม และขัดต่อสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญด้วย

นอกจากนี้ ดร.พอล อายุ 58 ปี และมีรูปร่างใหญ่ ทำให้ยากต่อการก้มไปที่ข้อเท้าเพื่อดูแลรักษาเครื่องอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยในการชาร์ตแบตเตอรี่ทุก 4-5 ชั่วโมง การดูปริมาณแบตเตอรี่ รวมทั้งการดูแลความสะอาดบริเวณข้อเท้าเพื่อป้องกันความชื้นและการเป็นแผลจากการเสียดสี โดยไม่สามารถทำได้โดยตนเอง แต่ต้องมีบุคคลอื่นช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและบุคคลใกล้ชิด เนื่องจากจะต้องมีบุคคลอื่นอยู่ด้วยตลอดเวลาเพื่อดูแลเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวด้วย

การติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางในราชอาณาจักรเพื่อจัดการธุระส่วนตัว โดยเฉพาะการเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารที่สามารถไปถึงจุดหมายได้รวดเร็วกว่า และประหยัดมากกว่า ส่งผลให้จำเป็นต้องเดินทางโดยรถยนต์เท่านั้น กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเสรีภาพในการเดินทางเป็นอย่างมาก

อ่านรายงานทั้งหมด โดย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน