หน้าแรก การเมือง แอมเนสตี้ฯ ชี...

แอมเนสตี้ฯ ชี้ ‘ส่งกลับชาวอุยกูร์’ น่าห่วงที่สุด – ยื่นรายงานสิทธิฯ จี้ รบ.ไทยเร่งแก้วิกฤต

29.04.25 | 16:42 น.

แอมเนสตี้ฯ ชี้ ส่งกลับชาวอุยกูร์ ไฮไลต์ที่น่าห่วง – ยื่นรายงานสิทธิฯปีนี้ จี้รัฐบาลไทยเร่งฟื้นฟูวิกฤตรอบด้าน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน เวลา 13.00 น. ที่ห้อง Salon B ชั้น 2 โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานแถลง “เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567/68 ภายใต้ชื่อ ”เสียงและความจริงมนุษย์”

โดยรายงานฉบับดังกล่าว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รวบรวมเรื่องราวรอบโลกในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นปีที่โลกต้องเผชิญ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ทั้งสงครามฉนวนกาซา การรัฐประหารเมียนมา การสังหารนักปกป้องสิทธิ การเซ็นเซอร์และจำกัดเสรีภาพที่ถูกพรากไปในลาว เวียดนาม กัมพูชา

สำหรับ ประเทศไทย ใจความของรายงานดังกล่าว บ่งชี้ว่ามีหลายประเด็นที่น่าห่วงใย อาทิ สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน การสังหารโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การลอยนวลพ้นผิด การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย สิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย รวมถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง เป็นต้น

Advertisement

ในตอนหนึ่ง นายบัญชา ลีลาเกื้อกูล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย กล่าวว่า ในส่วนของ ไทยมีความท้ายทายด้านการพัฒนาสิทธิมนุษยชน เราจะต้องเผชิญเรื่องโครงสร้างทางการเมือง ภาคประชาสังคม ยังไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ ในการร้องเรียน เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

เราเห็นแนวโน้มของไทย ที่ยังมี ‘การส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์’ รวม 43 คน เป็นไฮไลท์ที่เห็นในปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดการวิจารณ์อย่างกว้างขวางในการส่งกลับ ว่าเหมาะสม ถูกต้องในระดับนโยบาย กฎหมายระหว่างมีประเทศมากน้อยแค่ไหน

รวมถึงการให้การต้อนรับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมา ทำให้ถูกมองว่าเป็นการฟอกขาว และทำลายภาพพจน์ของไทยในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ หรือไม่

นายบัญชากล่าวต่อว่า การออกหมายจับนักกิจกรรมเร็วๆ นี้ สะท้อนการใช้มาตรา 112 ที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนในการใช้กฎหมายนี้ กับนักกิจกรรมมากน้อยแค่ไหน

“ข่าวดีคือ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ผ่านกฎหมายสมรมเท่าเทียม เป็นประเทศที่ 38 ของโลก แม้จะสำเร็จในการร่างกฎหมาย แต่ยังมีความท้าทาย และเราไม่สามารถหยุดพูดถึงการปกป้องสิทธิเหล่านี้ได้ เพราะเมื่อนั้นจะเกิดการละเมิดขึ้น”

“เรากำลังเผชิญกับความท้ายในเรื่องการสอดแนม การใช้สปายแวร์ การสร้างภาพ ด้อยค่า รวมถึงใช้ปฏิบัติการ IO ในการคุกคามผู้มีความหลากหลายทางเพศ และสตรี ที่ยังต้องหาแนวทางในการปกป้องต่อไป”

นายบัญชาเผยว่า ตามรายงานของผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ พบว่า กอ.รมน. ยังมีความพยายามในการสอดแนม โดยเฉพาะการสอดแนว คุณอังคณา นีละไพจิตร ที่รณรงค์ไม่ให้เกิดการอุ้มหาย เพื่อทำลายชื่อเสียงขององค์กรภาคประชาสังคม

‘การจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม’ ยังคงมีอยู่ และมีผู้ถูกดำเนินคดี รวมแล้วมากถึง 1,960 คน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 33 คนของจำนวนนี้ยังถูกควบคุมตัวอยู่ และอีก 22 คนถูกรื้อมาพิจารณาคดีทั้งใหม่และเก่า

จากข้อสังเกตข้อนักวิเคราะห์ของแอมเนสตี้ พบว่ามีการใช้ ม.112 กับนักเคลื่อนไหวการเมือง สูงถึง 30 คนในปีนี้ เป็นข้อห่วงกังวล นอกจากกรณีของ นายบัสบาส มงคล ที่ถูกจำคุกกว่า 54 ปี และอานนท์ นำภา กว่า 20 ปี ยังรวมถึงกรณีวันที่ 14 พ.ค.2567 น.สเนติธร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง เสียชีวิตในเรือนจำ ด้วยวัย 28 หลังถูกคุมขังด้วยข้อหาคดี 112 และ 116

นายบัญชากล่าวว่า กรณีข่าวการเสียชีวิตของ นายรอนิง ดอเลาะ อาสาสมัครทำงานต่อต้านการซ้อมทรมานวัย 45 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตหน้าบ้านพักในจังหวัดปัตตานีนั้น เป็นการสังการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

“มีอาสาสมัคร ที่ต่อต้านการซ้อมทรมาน กลายเป็นเหยื่อ ถูกปลิดชีพ ซึ่งยังไม่ได้รับความยุติธรรม การที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายใน จ.ปัตตานี เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น” นายบัญชาเผย

นายบัญชากล่าวต่อว่า การส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ ยังไม่ได้รับการรับรองว่า ประเทศต้นทางที่ส่งกลับนั้น จะรับรองกฎหมายระหว่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงที่เขาจะได้รับการทรมานต่อไป

ส่วนการ ไม่สามารถนำคนผิด ‘กรณีตากใบ’ มาลงโทษได้ จากปัญหาอายุความหมดลง สะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.บ.ต่อต้านการซ้อมทรมานฯ ยังมีส่วนที่ขาด ไม่สอดคล้องกฎหมายสากล กระบวนการเยียวยา และ ยังไม่ตอบโจทย์การสูญเสียที่เกิดขึ้น

กรณีการชุมนุมโดยสงบ นายพายุ ที่สูญเสียดวงตา จากการถูกกระสุนยาง จากการสลายการชุมนุม ซึ่งควรจะมีพื้นที่ในการแสดงออก และการสลายชุมนุมควรทำในกรอบที่เป็นมาตรฐาน

จากนั้นกล่าวถึง ผู้ลี้ภัยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเรายังไม่มีระบบรองรับสิทธิและสถานภาพของผู้ลี้ภัย ได้อย่างมีมาตรฐาน

ส่วนในกรณี ‘สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง’ เกิดแนวโน้มใหม่ในภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มขยับขยายตามเทรนด์เศรษฐกิจโลก ที่เริ่มเข้าไปทับซ้อนพื้นที่อยู่อาศัยมาก่อน พ.ร.บ.ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ในด้านวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพในพื้นที่ทำกิน รวมถึงที่อาศัยมาก่อนมีกฎหมาย รวมถึงมีความพยายามเปลี่ยนชื่อ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ให้เหลือเพียงคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ เป็นกระบวนการต้องทำงานต่อไป ให้ได้กระบวนการ หรือนโยบายให้ชนเหล่านี้ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคมมากขึ้น

ในช่วงท้าย นายบัญชา ยังกล่าวถึงข้อแนะนำของแอมเนสตี้ ต่อรัฐบาลไทย ได้แก่

ขอให้ผ่านกฎหมายคุ้มครองสิทธิการไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ และ ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี, รวมถึงขอให้ปฏิรูปนโยบายทางการศึกษา โดยแนะนำให้แก้ไข พ.ร.บ.ความเท่าเทียมทางเพศ, ยกเลิกข้อยกเว้นทางศาสนาและเหตุผลทางความมั่นคง

ในส่วน ‘เสรีภาพการแสดงออก’ คือ หยุดใช้กฎหมายปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างสันติ รวมถึงการใช้ชุดกฎหมาย ม.112 ม.116 พ.ร.บ.ชุมนุม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงยกเลิกข้อหาที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองและเยียวยา, ดำเนินการสอบสวน ตรวจสอบการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร หรือ บุ้ง อย่างอิสระและโปร่งใส ปรับเปลี่ยนแนวทางประกันตัวใหม่ และหยุดคุกคามทางดิจิทัล, สอบสวนและห้ามการใช้สปายแวร์ สอดแนมบุคคล

เสนอให้ ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธินักปกป้องสิทธิ ต่อต้านการใช้กฎหมาย SLAPP เพื่อฟ้องกลับ

รวมถึงข้อเสนอ ‘การสังหารโดยมิชอบ’ ให้ดำเนินการสอบสวนทุกกรณี การลอยนวลพ้นผิด ยกเลิกอายุความคดี ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายนานาชาติ เยียวยาผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ตากใบทั้งหมด และแก้ไขกฎหมายความมั่นคง ในส่วน ‘การทรมาน’ เพิ่มบทบัญญัติให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ ปรับนิยามให้ครอบคลุมประเด็นที่มีความซับซ้อน

สอบสวนการใช้กำลังต่อต้านผู้ชุมนุม และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และขอให้รัฐบาลให้สัตยาบัน พิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (OPCAT) และจัดตั้งกลไกระดับชาติ

ในส่วนของ ‘ผู้ลี้ภัย’ เปิดให้เข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นธรรม ไม่ควบคุมตัวโดยพลการ หรือส่งกลับให้เผชิญความเสี่ยง สอบสวนกรณีส่งกลับชาวอุยกูร์ รวมถึงแก้กฎหมายคนเข้าเมือง เป็นต้น

ในส่วนของ ‘สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง’ ขอให้ยุติร่างกฎหมาย สภาพภูมิอากาศ ที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิต เปิดให้มีส่วนร่วมในนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม จัดให้มีการทบทวนคดีที่เกิดจากนโยบายทวงคืนผืนป่า

“ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ฟื้นฟู คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และรับฟังเสียงอันหลากหลายของประชาชนทุกกลุ่มทุกพื้นที่อย่างแท้จริง” นายบัญชากล่าว ทิ้งท้าย

จากนั้นเวลา 15.15 น. นายบัญชา ผอ.แอมเนสตี้ฯ เป็นตัวแทนส่งมอบรายงานของแอมเนสตี้ฯ ให้แก่ตัวแทนรัฐบาล