เมื่อวันที่ 29 เมษายน เวลา 13.00 น. ที่ห้อง Salon B ชั้น 2 โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานแถลง “เปิดตัวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567/68 ภายใต้ชื่อ ”เสียงและความจริงมนุษย์”
โดยรายงานฉบับดังกล่าว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รวบรวมเรื่องราวรอบโลกในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นปีที่โลกต้องเผชิญ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ทั้งสงครามฉนวนกาซา การรัฐประหารเมียนมา การสังหารนักปกป้องสิทธิ การเซ็นเซอร์และจำกัดเสรีภาพที่ถูกพรากไปในลาว เวียดนาม กัมพูชา
สำหรับ ประเทศไทย ใจความของรายงานดังกล่าว บ่งชี้ว่ามีหลายประเด็นที่น่าห่วงใย อาทิ สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การสมาคม และการชุมนุม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน การสังหารโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การลอยนวลพ้นผิด การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย สิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย รวมถึงสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง เป็นต้น
ในตอนหนึ่ง นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยระดับภูมิภาคประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเอเชีย-แปซิฟิก สถานการณ์ในลาว เวียดนาม และกัมพูชา
โดยหยิบยกสำนวนฝรั่งที่บอกว่า Taking two steps forward and three steps backwards เดินหน้า 2 ก้าว ถอยหลัง 3 ก้าว แต่สถานการณ์ในเอเชียแปซิฟิก เรียกว่า ก้าว 2 ถอย 10 เลยก็ว่าได้ เนื่องจากยังคงมีข้อท้าทายใหม่และเก่า รวมถึงการละเมิดสิทธิยังมีเป็นจำนวนมาก
นายชนาธิปกล่าวว่า ขอเริ่มจาก ‘ข่าวดี’ ที่ก้าวหน้าหลายด้านของภูมิภาคนี้ เช่น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการไม่เลือกปฏิบัติ อย่างเช่น ไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ศาลสูงญี่ปุ่น ตัดสินว่า การห้ามเพศเดียวกันแต่งงานนั้น ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรืออย่าง เนปาล ที่สามารถเลือกคำนำหน้านาม ในเอกสารราชการได้
กรณี ‘สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง’ อย่างเช่น ไต้หวัน พบว่ามีความก้าวหน้า รัฐบาลยอมรับและอนุญาตให้ชนเผ่าพื้นเมือง ใช้ชื่อดั้งเดิมได้ แทนที่จะต้องเปลี่ยนเป็นภาษาจีนกลาง
นายชนาธิปกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังมีปัญหาหลายส่วน เช่น ในประเด็น ‘ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้หญิง กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง’ ที่ยังมีปัญหาหลายส่วน
“ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น อัฟกานิสถาน มีสิ่งที่เรียกว่า การประหัตประหารทางเพศ มีการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงเป็นวงกว้าง ดำเนินคดี เพียงแค่แต่งตัวผิดกฎ หรือมีสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ก็มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต”
“เกาหลีใต้ มีการใช้เทคโนโลยีดีฟเฟค ตัดต่อรูปผู้หญิง จำนวนมาก ใช้ในการแบล็กเมล ทำให้อับอาย ซึ่งยังถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินในเกาหลีใต้”
นายชนาธิประบุว่า ในเรื่องสิทธิชุมชน มีหลายประเทศที่เงินทุนไหลเข้าไปในการลงทุน เช่น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, มองโลเกีย และเวียดนาม แต่กลับมีการไล่รื้อกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นเพียวตัวอย่างยังมีข้อท้าทายอีกจำนวนมาก
นายชนาธิปชี้ว่า ภูมิภาคของเรามีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ รัฐบาลจำนวนมากมีความเป็น ‘อำนาจนิยม’ มีการจำกัดพื้นที่และสิทธิการแสดงออกชุมนุม ทั้งที่เป็นสิทธิที่พลเมืองทำได้ มีการออกกฎหมาย พ.ร.บ.ความปลอดภัยในโลกออนไลน์ ของศรีลังกา แม้ว่าชื่อจะดูดี แต่ถูกใช้ในการควบคุมพลเมืองในโลกออกไลน์ หรือแม้แต่รัฐบาลจีน พยายามออกมาตรการใหม่ ตรววจับการใช้คำแสลง การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรืออย่างอินโดนีเซีย และไทย ที่มีการใช้สปายแวร์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมี ‘การกดปราบข้ามพรมแดน’ มีการติดตามสอดส่อง ให้หยุดวิพากษ์รัฐบาลจีน แม้นักกิจกรรมจะลี้ภัยไปอยู่อีกประเทศก็ตาม
ในส่วนของพัฒนาการที่น่าสนใจ เช่น เกาหลีใต้ มีการประกาศกฎอัยการศึก ระงับให้คนไม่ชุมนุมประท้วง แต่ก็โชคดีที่เกิดการระงับการใช้กฎอัยการศึกนั้นได้
จากนั้น นายชนาธิป กล่าวถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยปีนี้มีหลายประเทศที่ยังใช้ ‘มาตรการขังลืม’ กับผู้ลี้ภัยที่เข้าไปในประเทศตัวเอง เช่น ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไทย มาเลเซีย ก็ติดโผเช่นกัน โดยใช้วิธีการนี้เพื่อพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ที่เกี่ยวกับการแสวงหาที่ลี้ภัย ซึ่งนอกจากขังลืม ยังมีการส่งตัวกลับด้วย
รวมถึงยังมีปัญหา ‘สถานการณ์การค้ามนุษย์’ ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
นายชนาธิปกล่าวว่า เราได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง สุดโต่ง ฮีทเวฟ มลพิษทางอากาศ ที่ส่งผลถึงชีวิต
อินเดีย เนปาล ปากีสถาน น้ำท่วมร้ายแรง แม้สภาพอากาศแปรปรวนถูกทำลายแค่ไหน แต่ยังคงประหาร ตามล่านักกิจกรรมที่เคลื่อนไหว ในด้านสิ่งแวดล้อม
นายชนาธิปยังกล่าวถึง ‘แนวโน้มภาพรวมของ ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ลาว เวียดนาม กัมพูชา’ ซึ่งมีจุดร่วมที่น่าสนใจ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ล่าอาณานิคม เป็นประเทศที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ มีเงินหลั่งไหลจำนวนมาก แต่ยังขาดธรรมาภิบาล การจัดการที่ไม่ละเมิดสิทธิจากการลงทุน หากแต่รัฐบาลยังอ่อนไหวต่อการวิพากษ์วิจารณ์โครงการฯ การลงทุนเหล่านี้

“อย่าง กัมพูชา ในปีที่ผ่านมา มีนายกคนใหม่ฮุน มาเนต ลูกชายขอสมเด็จฮุน เซน โดยมี 3 ประเด็นที่น่าสนใจ”
1. เสรีภาพการแสดงออก และชุมนุม พบว่ามีการติดตาม นักกิจกรรมที่วิพากษ์โครงการและนโยบายรัฐบาลในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม
“อย่างปีที่ผ่านมามี 94 คนถูกจับข้อหาวิพากษ์วิจารณ์โครงการในพื้นที่สามเหลี่ยมพัฒนาลาว กัมพูชา เวียดนาม มี 21 คนถูกตั้งข้อหายุยงปั่น 32 คนตั้งข้อหาวางแผนต่อต้านรัฐ ซึ่งโทษคุกส่งถึง 10 ปี
กลุ่มเยาวชนที่เคลื่อนไหว เรื่องมลพิษในแม่น้ำ เมื่อออกมารณรงค์ สุดท้ายกลับถูกพิพากษาจำคุก 10 ปี มฝในข้อหา วางแผนต่อต้านและดูหมิ่นกษัตริย์ โดยที่อัยการไม่ได้ให้เหตุผลว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร” นายชนาธิปเผย
ประเด็นที่ 2 การไล่รื้อที่ในพื้นที่เขตนครวัด โดยไม่มีมาตรการเยียวยาอย่างเหมาะสม มีการข่มขู่ ให้ยินยอมย้ายออกไป สถานที่ใหม่ไม่มีกระทั่งน้ำสะอาด ไม่มีถนน สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จนต้องไปกู้
ประเด็นที่ 3 การค้ามนุษย์และใช้แรงงาน ที่มีความเชื่อมโยงในภูมิภาคนี้ รัฐบาลเซนซิทีฟในการวิเคราะห์ มีนักข่าว ‘เมฆ ดารา’ ถูกจับ ยุงยุงปลุกปั่น แค่เพียงรายงานข่าว ศูนย์หลอกลวงทางไซเบอร์ที่กัมพูชา
จากนั้น นายชนาธิปกล่าวถึงสถานการณ์ ‘เวียดนาม’ ที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนประธานาธิบดีถึง 4 คน เวียดนามถูกจัดว่า เป็นประเทศที่มีการปิดกั้นพื้นที่สิทธิพลเมืองใน 3 ประเด็นหลัก คือ
1.เสรีภาพในการแสดงออก ถูกจับดำเนินคดี ที่ใช้เยอะเป็นพิเศษ คือ 117 การโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านรัฐบาล (คล้ายที่ไทยมักใช้ ม.116 กับนักกิจกรรม )
2.สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ชาวมองตานญาด
3.ยังคงมีการใช้โทษประหารชีวิตอย่างต่อเนื่อง

นายชนาธิปกล่าวต่อว่า สุดท้าย สถานการณ์ของ ‘ประเทศลาว’ น่าเสียดาย ลาวเป็นประเทศที่มีปัญหาสิทธิร้ายแรงไม่แพ้ประเทศอื่น แต่การปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร ทำให้มีข้อมูลออกมาจากประเทศน้อยมาก รัฐบาลไม่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์
ลาวจึงเผชิญ 2 วิกฤตสำคัญ คือ 1.วิกฤตสิทธิมนุษยชน และ 2.วิกฤตเศรษฐกิจ
“สถานการณ์การค้ามนุษย์ในลาว ค่อนข้างร้ายแรง เพราะไม่ต่างจากกัมพูชา มีแหล่งสแกมอยู่ ซึ่งในแหล่งเหล่านี้ มีการค้ามนุษย์ และกิจกรรมที่เกี่ยวการค้ามนุษย์ทางเพศ”
“ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า รัฐบาลในภูมิภาคเรา รวมใจกันละเมิดสิทธิมนุษยชน บ้างก็ทำเอง บ้างก็ร่วมมือกัน
ข้อเรียกร้องของแอมเนสตี้ฯ เราจึงขอให้ยุติการร่วมมือละเมิดสิทธิมนุษยชน การกดปราบข้ามพรมแดน การร่วมมือกันในระดับภูมิภาค ควรจะมุ่งเน้น จะเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนไม่ใช่มุ่งเน้นทำลาย
เราจะเห็นว่ามีปัญหามากมายที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อปรับปรุง ที่ควรเน้นไปในด้านการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนมากกว่า” นายชนาธิปกล่าว

