แรกที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ออกมาทำหนังสือยื่นถึงสนช.เมื่อวันที่ 27 มีนาคม
น้ำเสียงบ่งบอกชัดว่า “ถูกหลอก”
เพราะว่าในห้วงที่เป็น “นายกรัฐมนตรี” ไม่เคยมีคำว่า”บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” ในร่างพรบ.ปิโตรเลียม
”บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ”มาโผล่หลังเดือนสิงหาคม 2558
แม้จะรู้ว่า “ถูกหลอก” แต่ด้วยความที่มีมารยาท ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ใช้คำที่เบากว่านั้น
ว่า “ถูกซุก”เข้าไป
เป้าเฉพาะหน้าของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล จึงอยู่ที่คณะกรรมาธิการจำนวน 6 คนที่มีบทบาทเป็นอย่างสูง
และเป็น”ทหาร”
แต่เมื่อมีการประชุมใหญ่สนช.เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายและตัดมาตรา 10/1 ออกไปอยู่เป็น”ข้อสังเกต” คำถามที่ตามมาก็คือ
ตกลง “ใคร” กันแน่ที่ “ถูกหลอก”
หากศึกษาจาก “ถ้อยคำ” อันมาจากบรรดา “คณะกรรมาธิการ” ประสานกับท่าทีของ “บางสื่อ”
ที่ระบุว่า “บางสื่อ” เน้นตรงๆไปยังที่เป็น”กองเชียร์”
น้ำเสียงอันมาจาก พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะ กรรมาธิการ ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
”ภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหว คนเหล่านี้เชียร์ทหารให้ปฏิวัติ เป็นเพื่อนกับเรา”
ความหมายตรงหมายความถึง”คปพ.”
ขณะที่พาดหัว”ตัวไม้”ของ “บางสื่อ” ที่ยืนเรียงเคียงข้ามกับ”คสช.”แนบแน่นฟันธง
เป็นเรื่องของ “การประชด”
มติของที่ประชุมใหญ่ของสนช.ที่ออกมาเด่นชัดอย่างยิ่งว่า “คสช.”ตัดสินใจอย่างไร
ใครกันแน่ที่ “ถูกหลอก” เป็นกลุ่มของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือว่าเป็นภาคประชา ชนอย่างที่เรียกว่า “คปพ.”
เรื่องอย่างนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อ่านออก
เรื่องอย่างนี้ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ย่อม “อ่านแตก”

