หน้าแรก การเมือง อดีตทูตดีซี เ...

อดีตทูตดีซี เล่านิสัยทรัมป์ ฝันอยากได้โนเบล แนะใช้สัมพันธ์เกาหลีเหนือ ให้คิม จอง อึน เจอทรัมป์ที่ไทย

30.04.25 | 22:33 น.

อดีตทูต ชี้ 4 ปีไม่จบ ภาษีสหรัฐฯ แนะรบ.ทำเรื่องคู่ขนาน เปิดตลาดใหม่ เล่าทรัมป์อยากได้โนเบล แนะใช้สัมพันธ์เกาหลีเหนือ ให้คิม จอง อึน เจอทรัมป์ที่ไทย ช่วยปูทางทำตามฝัน  

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่โรงแรมโนโวเทล แพลทินัม ประตูน้ำ นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา กล่าวตอนหนึ่งในเวที Re-positioning Thailand : วางตำแหน่งใหม่เศรษฐกิจไทยในสงครามการค้า ว่า การเจรจาต่อรองเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ จะมี 75 ประเทศ เจรจากับสหรัฐฯประเทศเดียว ฉะนั้นเรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ จะมีการคุยต่อเนื่องไม่มีวันจบ ในช่วง 4 ปีข้างหน้านี้

นายพิศาล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 รับทราบว่า ทรัมป์เพิ่งลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเกี่ยวกับเรื่องการส่งออกอาหารทะเล และคาดว่า จะมีคำสั่งอื่นตามมาอีกเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยตามไม่ทัน และไม่อาจรับรู้ถึงผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม คนที่ติดตามเรื่องเหล่านี้มาก และรู้เรื่องดีที่สุดคือ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ตนยืนยันความสำคัญของตำแหน่งนี้ จีนกับสิงคโปร์ เขาทิ้งทูตไว้ 7-15 ปี แต่ประเทศไทยผลัดเปลี่ยนทูตหมุนเวียนบ่อยมาก หรือประมาณ 12-15 เดือนต่อเอกอัครราชทูต 1 คน โดยสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา เป็นต่อเนื่อง 8 ปี ไทยมีเอกอัครราชทูตหมุนเวียนมากถึง 6 คน ฉะนั้น จะไม่มีทางมีความต่อเนื่อง เข้มแข็ง หรือมีเครือข่ายที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ขณะเดียวกันไทยต้องอย่าหมกมุ่นกับการส่งคณะไปเจรจาแล้วจะจบ สิ่งสำคัญคือต้องทำเรื่องอื่นคู่ขนาน ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้าง ภาษี และงบประมาณ ฉะนั้นทั้งสื่อมวลชน กับภาคประชาชนต้องเรียกร้องรัฐบาลว่า ขณะนี้ไม่ได้ต้องการเพียงพลาสเตอร์ปิดแผลเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอีกมากที่รัฐบาลยังไม่มีสมาธิ หรือเริ่มทำ ถ้าไม่รู้จะทำอะไร ทีดีอาร์ไอมีผลศึกษาภารกิจยากมาก แทบจะทุกวงการ แล้วเรื่องนี้ สามารถบอกประชาชนได้ว่า ภายใน 4 ปีไม่จบ ต้องเลือกพรรคตัวเองต่อไปเป็นครั้งที่สอง 8 ปีถึงจะจบ ผมคิดว่าเรื่องนี้ ประชาชนพร้อมจะเข้าใจ” นายพิศาล กล่าว

Advertisement

นายพิศาล กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ต้องส่งสัญญาณให้องคาพยพ กระทรวง ผู้บริหารทุกกระทรวง ตระหนักชัดเจนว่า ไทยไม่ได้เลือกข้างจีน ไม่ได้เลือกข้างสหรัฐฯ และไม่ได้เลือกข้างสหภาพยุโรป แต่ไทยเลือกข้างผลประโยชน์ของประเทศไทย ฉะนั้นกระทรวง ทบวง กรม ตั้งแต่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กรมการค้าต่างประเทศ จะต้องมีความเข้าใจชัดเจนว่า ถ้าเรื่องไหนเป็นผลประโยชน์ประเทศไทย แต่เป็นความสัมพันธ์กับจีน ลงมือทำได้เต็มที่ อย่าเกรงใจ

“ผมคิดว่าถ้าสัญญานนี้ชัด ตม.จะต้องเลิกพูดว่า เห็นจีนเทาเดินเข้ามาแท้ๆ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร กรมการค้าต่างประเทศจะสามารถบอกว่า ถ้ามีอะไรผิดปกติในสินค้าจีนที่เข้ามา ก็พร้อมจะใช้กฎหมายต่อต้านการทุ่มตลาด หรือกระทรวงการต่างประเทศ ก็ยืนยันอย่างเสียงดังฟังชัดว่า ไม่ควรส่งอุยกูร์กลับไปยังจีน สัญญาณเหล่านี้ไทยสามารถพูดกับจีนในฐานะมิตรประเทศ และในฐานะประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ที่พร้อมจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา” นายพิศาล กล่าว

นายพิศาล กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ต้องลดโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาจีน ไม่ว่าโครงสร้างของผลไม้อย่างทุเรียน ลำไย สินค้าส่งออก และนักท่องเที่ยว ถ้าเราสื่อสารชัดเจนถึงสหรัฐฯว่า เราเลือกผลประโยชน์ของประเทศไทย เพราะต้องยอมรับว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า ไทยเป็นส่วนต่อของเศรษฐกิจจีน  และยังมีอีกหลายเรื่องที่ทำอย่างไม่ถูกจังหวะเวลา เช่น การส่งอุยกูร์กลับประเทศ หรือการจับชาวสหรัฐฯ ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้สหรัฐฯเข้าใจเราผิด

นายพิศาล กล่าวต่อว่า ไทยต้องเปิดตลาดใหม่ๆ ขยายจากสหรัฐฯ จีน และยุโรป โดยแนะนำให้เปิดตลาดแอฟริกา อิหร่าน และตุรกี โดยเห็นว่า ภาคเอกชนที่เก่งจริงๆ จะสามารถไปลงทุน ค้าขาย และช่วยส่งสินค้าจากเมืองรองให้ไปถึงได้ อย่าง ตูรกี แม้จะเป็นประเทศที่น่าสนใจ ที่แม้สหภาพยุโรปจะไม่ยอมรับ เพราะเป็นประเทศมุสลิม แต่ตุรกีถือเป็นมุสลิมหัวก้าวหน้า และมีอิทธิพลในตะวันออกกลางสูง

นายพิศาล ยังกล่าวถึงการล็อบบี้ทรัมป์ว่า ทรัมป์เป็นโรคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Narcissistic Personality Disorder (NPD) คือมีลักษณะอาการหลงตัวเอง อยากให้คนมาอวย สามารถให้คณะรัฐมนตรีมานั่งอวยทีละคนและสลับกันอวยได้ ซึ่งขัดกับลักษณะของ ‘ฝรั่ง’ คนอื่นๆ และปกติมีแต่ประเทศล้าหลังเท่านั้นที่ผู้นำมีลักษณะนี้ คนเป็นโรคนี้จะไม่มีน้ำจิตน้ำใจเห็นหัวอกคนอื่น ถ้าเข้าใจเขาดี เราต้องเอาใจเขาในเวลาที่ถูกต้อง เขาอยากได้รางวัลโนเบลมาก เราสามารถพาเขาไปสู่รางวัลนั้นได้ ด้วยความสัมพันธ์ของเรากับเกาหลีเหนือดีมาก เขาเจอคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ มาแล้ว 3 ครั้ง ไม่สำเร็จ ตนมั่นใจว่า เขาอยากเจออีก เขาอยากได้รางวัลนี้

“ถ้าเขามาไทย โดยคิม จองอึน บอกกับทรัมป์ ซึ่งคนของทรัมป์ชื่อ อเล็กซ์ หวอง เป็นมือขวาด้านเกาหลี บอกว่า พร้อมจะเจอทรัมป์ทุกแห่งในโลก ซึ่งมันมีเพียง 2 แห่ง ก็คือที่เกาหลีเหนือ และให้เขาพูดว่า พร้อมจะเจอทรัมป์ที่ประเทศไทย เราจะได้ทรัมป์มาอยู่ประเทศไทย เมื่อทรัมป์มาจะเป็นโอกาสโดยธรรมชาติ ที่เขาจะรักเรา และประทับใจประเทศไทย ถ้าเรารู้จักนิสัยเขาดี ฉะนั้น วิถีทางทางการทูต คนที่รู้จักทรัมป์ดี และเข้าถึงฝ่ายต่างๆได้ เรามีอยู่คือทูตของเรา ใช้ล็อบบี้ยิสต์เมื่อทูตของเราทำไม่ได้ ไม่ต้องกดดันรัฐบาลว่า มีล็อกบี้ยิสต์หรือยัง เสียเงินเปล่าๆ จะใช้ก็เป็นงานๆไป” นายพิศาล กล่าวทิ้งท้าย