อ.จุฬาฯ ชำแหละปมกกต.ร้องเอาผิดหมอเกศ ยันใครเซ็นรับรองให้สมัคร ต้องผิดด้วย
วันที่ 1 พฤษภาคม รศ.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี กกต.ส่งเรื่องศาลฎีกา เพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งพ.ญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ส.ส. จากกรณีกระทำการหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณตามมาตรา 77(4) ของกฎหมายเดียวกัน จากเหตุแจ้งว่ามีคุณสมบัติ “ดอกเตอร์” จาก California University ในการยื่นสมัคร ส.ว.
โดยระบุว่า เคสหมอเกศนั้นตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. ถือเป็น “เคสการทุจริตการเลือกตั้ง สว. ส่งผลให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม” สามารถอธิบายให้เข้าใจได้อย่างง่ายๆ คือ กกต. เห็นว่าหมอเกศมีลักษณะของการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณเพื่อให้เลือกตนเองเป็น สว. (ม.77 (4)) จึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา (ม.62) ซึ่งผลในทางกฎหมายใน 3 กรณีด้วยกันดังนี้
1. ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่และตำแหน่ง สว. : เมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา หมอเกศต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ผิดก็กลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ แต่หากศาลมีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดจริง หมอเกศต้องพ้นสมาชิกภาพความเป็น สว.
2. ส่งผลต่อการรับผิดทางกฎหมาย : เมื่อศาลฎีกาพิจารณาแล้วว่าการกระทำของหมอเกศเป็นความผิดจริง ศาลจะพิจารณาลงโทษให้หมอเกศต้องรับผิดทางอาญาด้วยการจำคุกได้ตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ส่งผลต่อสิทธิทางการเมือง: เมื่อศาลฎีกาพิจารณาลงโทษทางอาญาหมอเกศตามข้อ 2. แล้ว ศาลฎีกาจะสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหมอเกศ 20 ปี นั่นหมายความว่าหมอเกศจะไม่สามารถสมัครเป็น สว. ได้ในอนาคตด้วย
ปล. มีข้อน่าพิจารณาต่อไปว่า ตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. ระบุไว้ว่า กรณีมีผู้รับรองหรือเป็นพยานซึ่งลงลายมือชื่อรับรองเอกสารหรือหลักฐานที่ใช้ประกอบการสมัครเป็นเท็จ มีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5 ปี เคสหมอเกศนี้ใครจะเข้าข่ายความผิดนี้ ต้องติดตามครับ

