อ.จุฬาฯ เชื่อวาทะ ‘โจรสยาม-เคลมโบเดีย’ ไม่ลุกลาม แนะปล่อยวิพากษ์ ชวนสร้างปวศ.ใหม่
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ห้องอดุล วิเชียรเจริญ ( ศศ. 201 ) สาขาเอเชียคะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จัดเสวนา “โจรสยาม VS เคลมโบเดีย: ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายวิชา อศ. 454 สัมมนาหัวข้อเฉพาะด้านสังคมและวัฒนธรรม สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
โดยก่อนเริ่มการเสวนา นายสุจิตต์ วงษ์เทศ นักหนังสือพิมพ์ในเครือมติชน ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ‘ไทย-เขมร ทับซ้อน ความเป็นมา “คนละคนเดียวกัน’ ท่ามกลางนักศึกษาและประชาชนที่สนใจร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง
เวลา 14.20 น. เข้าสู่การเสวนา ‘โจรสยาม VS เคลมโบเดีย: ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ” โดย รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ยิ่งยศ บุญจันทร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ดำเนินรายการโดย นายสฏฐภูมิ บุญมา

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.ธิบดี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์กัมพูชา กล่าวว่า ตนมักจะไม่ค่อยถูกหูในบางเรื่อง ซึ่งมีหลายเรื่องที่นายสุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวถึงแล้ว ตนไม่ ‘ซื้อ’ รวมถึงการใช้คำว่า ‘เคลมโบเดีย’ โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบคำนี้เท่าใดนัก
“ผมเข้าใจว่า ในระยะกว่าทศวรรษที่ล่วงมาของ ศตรวรรษที่ 21 ที่การเคลมแหลกของชาวเน็ตกัมพูชา ทำให้เกิดสิ่งที่ชาวเน็ตไทยเรียกว่า ‘เคลมโบเดีย’ และกลายเป็นภาพความรับรู้หลักที่มีต่อกัน แต่ในความเข้าใจของผม ซึ่งเกิดในช่วงศตวรรษที่ 20 มองว่า ‘เคลมโบเดีย’ แยกออกไม่ได้กับคำว่า ‘เขมรเนรคุณ’ ซึ่งตนก็ไม่ค่อยชอบคำนี้นักเช่นกัน ซึ่งเป็นไอเดียที่เกิดขึ้นหลายอายุคนมาแล้ว เรื่องที่ผมเตรียมมาในวันนี้ ‘เรื่องขุดอดีตของ เขมรเนรคุณ’ ซึ่งจะขอตัดความส่วนหนึ่งจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เคยทำไว้เมื่อนานมาแล้ว มาเล่าให้ฟัง” ผศ.ดร.ธิบดีเผย
ผศ.ดร.ธิบดีกล่าวว่า เริ่มที่ปี พ.ศ.2502 จากที่ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ กล่าวถึงกรณีปราสาทพระวิหาร ในปลายปีนั้นไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากที่กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลก กรณีปราสาทพระวิหาร ก็ปรากฎกลอนบทหนึ่งของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่แต่งไว้ใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ (18 ตุลาคม 2502) ความตอนหนึ่งว่า
“สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่ ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงกันมานาน ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน
กะลาครอบมานานโบราณว่า พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป
อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม เห็นใครหย่อนอ่อนความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย ด้วยเห็นใจว่ายังเยาว์เบาความคิด
เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอนทูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี
ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดื้อ เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนน้องพี่
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน….’

ผศ.ดร.ธิบดีกล่าวต่อว่า สิ่งนี้ กลับไปที่นายสุจิตต์พูดถึง ‘ลิ้นสองแฉก’ ซึ่งโดยส่วนตัวเรียกทรรศนะแบบนี้ว่า ‘เขมร หรือขอมแปรพักตร์ ’ซึ่งนอกจากกลอนชิ้นนี้แล้ว ในปีเดียวกัน พ.ศ.2502 รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้แสดงทรรศนะในทำนองเดียวกัน ด้วยการพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง “Relations Between Thailand and Cambodia” ซึ่งตามที่มาในเอกสารนั้น รัฐบาลไทยบอกว่า ไทยมีส่วนช่วยกัมพูชา ประสบความสำเร็จในการเรียกร้องเอกราช จากฝรั่งเศส
ในเอกสารบอกว่า ‘พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงสำนึกในความจริงใจ รวมถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่มีต่อกัมพูชาของรัฐบาลไทย ในการที่กัมพูชาเรียกร้องเอกราช จึงทำให้สมเด็จฯสีหนุ เสด็จฯเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พ.ศ.2497 แต่หลังจากนั้นไม่นาน 4-5 ปีให้หลัง กัมพูชาก็เริ่มต้นการทวงสิทธิเหนือปราสาทพระวิหาร
ผศ.ดร.ธิบดีกล่าวต่อว่า ในงานวิจัยของตนเขียนไว้ว่า หากปะติดปะต่อความนั้นเข้าด้วยกัน พูดอีกอย่างคือ รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ อาจไม่ได้เขียนอย่างนั้น แต่ตนอ่านว่าอย่างนั้น ซึ่งถ้าอ่านผิดก็ถือเป็นความผิดของตน
“ผมอ่านแล้วสรุปได้ว่า ‘สมเด็จฯ สีหนุ ไม่สำนึกว่า ไทยเคยช่วยกัมพูชาในการต่อสู้เพื่อเอกราช’ ถ้าพูดอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ คือเนรคุณ ซึ่งผมพูดอีกมุมหนึ่ง แต่ข้อใหญ่ใจความไม่ต่างกัน ซึ่งในรายละเอียดก็สำคัญ แต่ยังไม่ขอกล่าวถึง ซึ่งความต่างข้อหนึ่งคือ ‘ขอมแปรพักตร์’ มีในพระราชพงศาวดารอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งชำระสมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว รศ.ดร. รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ก็พาเราไปถึงปลายอยุธยา ซึ่งผมเองไม่แน่ใจแต่ก็สามารถกเถียงกันได้ แต่ชำระสมัยรัชกาลที่ 1 เขียนไว้ว่า ‘ทรงพระกรุณาตรัสว่า ‘ขอมแปรพักตร์’ จะให้ออกไปกระทำเสียให้ได้ความ ต้องแปรคำว่า ขอมแปรพักตร์ว่า ‘ขอมกระด้างกระเดื่อง’ ขอมเอาใจออกห่าง จึงต้องไปกระทำเสีย’ ” ผศ.ดร.ธิบดีกล่าว และว่า ถ้าถามว่ากระทำอย่างไร คือ ‘ออกไปตีเสีย’

ในขณะที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา อีกฉบับคือ จุลยุทธการวงศ์ สมัย ร.1 กล่าวถึง ‘ขอมแปรพักตร์’ ในอีกความหมายว่า เขียนเป็นภาษาบาลี ซึ่งเขาแปลให้เราฟังว่า ‘เมืองเขมรแปรพักตร์’
“รัชกาลที่ 4 ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง ‘แผ่นดินเขมรเป็น 4 ภาค’ ภาคหนึ่งก็เรียกว่า ‘เขมรแปรพักตร์’ ซึ่งเป็นพื้นที่ทางตะวันตกของกัมพูชา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เขมร-ไทย พูดอย่างนี้ผมกำลังจะบอกว่า คำว่า ‘เขมรแปรพักตร์’ หรือ ‘ขอมแปรพักตร์’ อย่างน้อยที่สุดในช่วงต้นกรุงเทพฯ มี 2 ความหมายคือ 1.เขมรเอาใจออก 2.พื้นที่ทางตะวันตกกัมพูชา หรือทางตะวันออกของไทย แถบพระตะบองเสียมราฐ
มีงานจำนวนหนึ่ง ซึ่ง รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ พูดเมื่อสักครู่ว่า เรามีงานเขียนที่เขียนกันแทบเป็นแทบตายแล้วไม่อ่านกัน บอกว่า ‘เหตุการณ์ตีกัมพูชา สมัยพระเจ้าอู่ทอง ไม่เคยเกิดขึ้น’ ตนขอไม่พูดในรายละเอียด แต่ประเด็นคือมันมีการพูด มีการเสนออะไรแบบนั้น
“ถ้าเรารับข้อเสนอนั้น เท่ากับว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘เขมรแปรพักตร์’ เป็นการแปรความจงรักภักดี นั้น ไม่เคยเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา หรือพูดอีกอย่าง คือมันเป็นของที่เราให้ความหมาย หรืออธิบายในช่วงต้นกรุงเทพฯ
ซึ่งนอกจากเรื่องนี้ ยังมีเรื่องอื่นอีกที่คุณสุจิตต์กล่าวถึงไว้ อย่าง ‘ปฐมกรรม’ ผมจะขอข้ามส่วนนี้ไป แต่ประเด็นคือ ความเข้าใจ แม้ว่าจะมีการอธิบายอย่างมีเหตุผลเป็นหลักเป็นการ และเราไม่เคยเถียงได้ว่าสิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
แต่เราก็อธิบายกันว่า ‘ขอมแปรภักดิ์’ หมายถึงการทรยศ ซึ่งไม่ได้ปรากฏเฉพาะแต่ในพงศาวดาร แต่ยังปรากฏในรูปแบบอื่นด้วย หนึ่งในนั้นคือ ‘แบบเรียน’ ซึ่งนัยยะจากเอกสารนั้นยังคงถูกหยิบยืมกล่าวถึงอยู่ ประเด็นคือเรายังเข้าใจอย่างนั้นว่า ‘เขมรทรยศ’” ผศ.ดร.ธิบดีระบุ

ผศ.ดร.ธิบดีกล่าวช่วงหนึ่งว่า ตนอยากเสนอว่า เวลาเราบอกว่า ‘กัมพูชาเคลม หรือก็อปปี้ของไทย’ มันจึงไม่ใช่แต่เพียงการกล่าวว่าก๊อปปี้ไทยเท่านั้น แต่เป็นการ ‘เคลม หรือก๊อปปี้ไทย ซึ่งมีบุญคุณอันใหญ่หลวง’
“ผมพูดเรื่องนี้ เพื่อจะบอกว่าประวัติศาสตร์นั้นสำคัญ สำคัญอันดับหนึ่งคือเป็นวิชาทำมาหากินของผม สำคัญอันดับที่สอง คือมันทำให้เราเห็นถึงที่มาส่วนหนึ่งซึ่งยังมีเหตุผลอีกหลายอย่าง เราจะทำอย่างไรถ้าเห็นว่ามันเป็นปัญหา โดยส่วนตัวมองว่ามีปัญหา
อย่างหนึ่งที่ทำได้ ทำอย่างที่คุณสุจิตต์บอก คือ ‘ประวัติศาสตร์เครือญาติ’ แต่อย่าลืมว่า ‘พี่น้องมักจะทะเลากันฉิบหาย’ พี่น้องคือศัตรูที่เราเลือกไม่ได้ ผมไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ไม่ขัดข้องและไม่เห็นดีเห็นงามด้วย แต่ไม่คิดว่าทำแค่นั้นพอ แต่อย่างหนึ่งที่เราควรจะต้องทำ คือทำในสิ่งที่ ศ.พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เรียกว่า ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’ ผมคิดว่า เราควรจะพูดถึงเรื่องนี้เยอะๆ ไม่ควรกลบเกลื่อนด้วยเรื่องอื่นๆ ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เราคงได้คุยกันหลังจากนี้ รวมถึงประเด็น เคลมโบเดีย” ผศ.ดร.ธิบดีกล่าว
ในช่วงท้าย ผศ.ดร.ธิบดีกล่าวด้วยว่า แม้จะไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าประเด็นนี้ ‘โจรสยามและเคลมโบเดีย’ จะไม่ลุกลาม ไม่กลายเป็นความขัดแย้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ การตอบโต้ไป-มาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรก เข้ามาฉวย-ใช้ หรือกระตุ้นให้มันกลายเป็นความขัดแย้ง
“ผมมองว่า ก็ปล่อยให้วิพากษ์กันไป แต่ถ้าเรามองนอกเหนือจากการเถียงกันว่า ‘อันนั้นของฉัน อันนี้ของเธอ’ ผมยังเห็นว่า เราควรจะต้องกลับมาทบทวน ทำความเข้าใจ กลับมาเขียนและสร้างสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์กันใหม่ ไม่ใช่เพื่อตอบคำถาม หรือลดความขัดแย้งลง แต่ทำเพื่อ ‘ชีวประวัติของชาติ’
ปกติถ้าเราไปอ่านหนังสืองานศพ ทั้งที่ผู้วายชนม์หรือคนอื่นเขียน เราจะเห็นความดีงามในชีวิตของเขาตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีอะไรด่างพร้อยเลย แต่ชาติไม่ใช่คน ชาติตายไม่ได้ ชาติมีชีวิตอันเป็นอมตะ ดังนั้นเราควรกลับมาทบทวนสิ่งที่มีการเขียนถึง ว่าเราอยากจะพูดถึงตัวเองอย่างไร อยากบอกกับคนอื่นว่าเราเป็นอย่างไร” ผศ.ดร.ธิบดีชี้
ผศ.ดร.ธิบดีกล่าวต่อว่า โดยปริยาย ผลพวงของการที่เราบอกว่า ‘เราเป็นคนดีที่หนึ่ง คนนี้เนรคุณกับเรา’ มันทำให้เกิดปัญหา เราจึงควรกลับมาทบทวน ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหานี้ แต่เพื่อลุกขึ้นมาบอกว่า ‘เราคือใคร สัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไร’ มีที่มาที่ไปอย่างไร
“เราควรจะต้องทำ แต่คงไม่ใช่การทำแบบที่ สพฐ. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา แล้วแก้นู่นี่นั่น ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลหรือใคร แต่เป็นเรื่องที่เราควรจะคิดกัน” ผศ.ดร.ธิบดีชี้
เมื่อมีผู้สอบถามว่า คิดเห็นอย่างไรต่อการเคลมของกัมพูชา สิ่งที่เขาเคลมมาถูกต้องแล้วหรือไม่ เมื่อเคลมทุกอย่างแต่ทำออกมาแล้วไม่ถูกระเบียบแบบแผน แล้วมันจะจบสิ้นอย่างไร เหตุใดจึงไม่ยอมรับว่า ‘รับมาจากไทย’ ?
ผศ.ดร.ธิบดีกล่าวว่า ตนเห็นว่าการเคลม ในหลายเรื่อง ไม่ถูก เพราะทุกอย่างเคยมีมาแล้วในแผ่นดินนี้ ตั้งแต่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 อาจจะลองกลับไปดูภาพสลักที่ปราสาทต่างๆ ส่วนตัวจึงไม่เห็นว่ามันถูก
แต่ตนก็ไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องไปนั่งลงมือ แก้นู่นนี่นั่น เพื่อให้การถกเถียงหายไป แต่เราอาจจะต้องลงมือแก้เพื่อเรื่องอื่นมากกว่า ซึ่งโดยปริยายมันจะทำให้การถกเถียงนี้หายไป ถ้าใช้คำอย่างที่ อาจารย์ธำรงศักดิ์ ว่า ‘ถ้าเราโตมากขึ้น’
“ประการแรก ผมมองว่า กัมพูชาในรอบ 30 ปี เติบโตอย่างมาก เมื่อผ่านไปสิ่งนี้น่าจะน้อยลง แต่ในทางตรงกันข้าม ผมไม่คิดว่ามันจะน้อยลง เชื่อว่าการมองเห็นอนาคตที่สดใสของกัมพูชานั้น ทำให้เกิดการพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น เพราะไม่มีสิ่งที่จะต้องกังวลถึงเรื่องปากท้อง ความมั่นคงในชีวิต เสถียรภาพทางการเมือง แต่มีสิ่งอื่นที่ต้องทำให้มั่นคงมากขึ้น สิ่งนั้นคือ ‘การอธิบายถึงตัวเอง’” ผศ.ดร.ธิบดีกล่าว และว่า
อย่างน้อยที่สุดคือ ความภาคภูมิใจที่ ‘มรดกทางวัฒนธรรม’ เป็นที่ยอมรับในระดับโลก อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเคลมมีมากขึ้น ซึ่งยังไม่รวมเงื่อนไขแพลตฟอร์มที่เอื้อให้เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วง

