หน้าแรก การเมือง ผู้ว่าธปท.สแก...

ผู้ว่าธปท.สแกนศก.ไทย พายุกำลังมา-ชี้หนทางรับมือ

10.05.25 | 12:00 น.

ผู้ว่าธปท.สแกนศก.ไทย พายุกำลังมา-ชี้หนทางรับมือ

หมายเหตุนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงาน “ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press) ครั้งที่ 1/68” ณ หน้าห้องภัทรรวมใจ อาคาร 2 ชั้น 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม

สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง โดยมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และอีกหลายปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจน ในการแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุด ได้สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจปัจจุบัน เปรียบเสมือนพายุที่กำลังจะเข้ามา โดยเชื่อว่าจะใช้เวลานานและไม่จบเร็ว

แม้ว่าสหรัฐจะมีการเลื่อนเวลาการใช้มาตรการภาษีออกไป 90 วัน ก็คิดว่าจะไม่สามารถเคลียร์ทุกอย่างได้อย่างชัดเจนทั้งหมด เนื่องจากประเทศที่ต้องการเจรจามีจำนวนสูงมาก ดังนั้น การเจรจาคงจะไม่ง่าย และแม้ว่าจะมีการเจรจาแล้วก็อาจจะไม่จบ ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้มองว่าพายุลูกนี้อาจจะหนักมากขึ้น และต้องใช้เวลานานในการแก้ไข

สำหรับเศรษฐกิจไทยมีโอกาสจะเติบโตแบบวี (V) ขากว้าง ขณะที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง 2 ครั้งติดต่อกัน เชื่อว่าเพียงพอที่จะรองรับกับพายุที่กำลังจะเข้ามาเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายตามความเหมาะสม อย่างไรก็ดี สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เรียกว่าวิกฤต การขยายตัวของเศรษฐกิจอาจจะลดลง แต่ยังไม่ติดลบ เหมือนวิกฤตช่วงโควิด ปี 2563 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2551 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540

Advertisement

มองไปข้างหน้าพายุมาแน่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพราะมีการเร่งนำเข้าเร็วขึ้น แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2568 คือภาษีกำลังจะขึ้น แต่ก็มีบางอย่างเริ่มเห็น จากความไม่แน่นอนในเรื่องการลงทุนที่ชะงักไป แต่ถามว่าท้ายที่สุดพายุที่เข้ามาจะโดนเราจริงแค่ไหน ผลคงยังไม่เห็นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องดูการเจรจาที่กำลังเกิดขึ้นทั้งของไทยกับสหรัฐ และประเทศอื่นๆ ดังนั้น ผลหนักจริงคงเกิดในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งอาจจะเป็นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทย แต่คงไม่เร็วกว่านั้นอย่างแน่นอน และพายุรอบนี้จะใช้เวลานานและไม่จบเร็ว ขณะที่การปรับตัวต้องใช้เวลายาวนานเช่นกันโดยไม่ต่ำกว่าเป็นปี ยอมรับว่ากระสุนทั้งนโยบายการเงินและการคลังมีจำกัด จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ ซึ่งมองว่าบางมาตรการอาจไม่เหมาะสม เช่น เน้นเรื่องการกระตุ้นการบริโภค ผลต่อการช่วยมีแค่นี้ อาจไม่ตอบโจทย์ เพราะตอนนี้สิ่งที่กังวลคือสินค้าที่กำลังจะทะลักเข้ามาในไทย แต่ถ้ากระตุ้นการบริโภค อาจกลายเป็นกระตุ้นสินค้าต่างประเทศแทนที่จะกระตุ้นในไทย ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำ อาทิ แก้ไขกฎระเบียบ อุปสรรคการลงทุน เป็นต้น

สำหรับการทำโครงการกระตุ้นการบริโภคในบริบทของเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะดิจิทัลวอลเล็ตนั้น ธปท.ยังไม่เปลี่ยนความเห็นไปจากเดิมว่าการทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จะต้องดูความคุ้มค่าและประสิทธิผลให้ดี อย่างไรก็ดี ต้องขอบคุณรัฐบาลที่รับฟังความเห็น ธปท.ที่จะมีการทบทวนความเหมาะสมของโครงการนี้ ยิ่งยามนี้ที่สถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนไป ทั้งกรณีภาษีทรัมป์ บวกกับสินค้าจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในไทย ก็เป็นความเหมาะสมที่รัฐบาลจะทบทวน

ความเห็นเราคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยสื่อสาร คิดว่าโครงการนี้จะต้องดูในเรื่องความคุ้มค่า ประสิทธิผลให้ดี และยิ่งยามนี้ที่สถานการณ์เปลี่ยนไป มีทั้งเรื่องความท้าทายใหม่ๆ ที่มาบวกกับสินค้าจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามาในไทย

สำหรับพายุรอบนี้มองว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีของสหรัฐ ทั้งไฟฟ้า อาหารแปรรูป เครื่องจักร ซึ่งจะได้รับผลกระทบหลัก และอีกสิ่งที่เป็นห่วงเยอะ สินค้านำเข้าที่จะเข้ามาในไทย รวมถึงกลุ่มที่เชื่อมโยงกัน หรือซัพพลายเชน เช่น การส่งไปยังประเทศอื่นและส่งไปยังสหรัฐอีกทอดหนึ่ง

ฉะนั้นในแนวทางการรับมือของไทย โจทย์ใหญ่จากนี้คงไม่ใช่การออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการกระตุ้นการบริโภค โดยสิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องออกมาตรการให้ตรงจุด ทั้งนโยบายการเงินและการคลัง ผ่านการออกมาตรการที่มีความเหมาะสมกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ให้ช่วยปรับตัวอยู่รอดได้ โดยเฉพาะภาคผลิตที่ได้รับผลกระทบหนัก เช่น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารแปรรูป และเครื่องจักร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่ปรับตัวจะส่งผลให้เศรษฐกิจอาจโตได้ต่ำกว่าระดับที่เคยโตในอดีต แต่ทั้งนี้ หากใช้โอกาสนี้ในการปรับตัว จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะเติบโตในระดับสูงกว่าอดีตได้ โดยสิ่งแรกคือการขยายตลาดในสัดส่วนที่นอกเหนือจากสหรัฐ ยกระดับประสิทธิภาพภาคบริการให้สูงขึ้นให้มีมูลค่ามากขึ้น โดยการพึ่งพาแบบเดิมไม่ได้ จะทำให้เศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นได้ เนื่องจากไทยมีความแข็งแกร่งในภาคบริการเมื่อเทียบกับหลายประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ การดำเนินการบรรเทาผลกระทบผ่านมาตรการต่างๆ นั้น มองว่ามาตรการที่จะออกไม่ควรปูพรม เพราะผลกระทบที่มีจะแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับตรงไหน เช่น กลุ่มส่งออกไปสหรัฐ โดยกลุ่มส่งออกที่น่าจะได้รับผลกระทบ 5 กลุ่ม ก็จะมีความแตกต่างกัน เช่น กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนการส่งออก 71% บริษัทในกลุ่มนี้จะเป็นต่างชาติค่อนข้างเยอะ ส่งผลให้ผลกระทบอาจไม่เหมือนกับกลุ่มอื่น เพราะเป็นบริษัทข้ามชาติ และอาจทำให้เกิดการย้ายฐานได้ หากสุดท้ายการเจรจาแล้วภาษีของไทยยังสูงกว่าประเทศอื่น ดังนั้น มาตรการที่จะออกมาก็ควรจะแตกต่างกันออกไป

ขณะเดียวกัน กลุ่มอาหารแปรรูป มูลค่าเพิ่มต่อจีดีพีอยู่ที่ 0.7% สัดส่วนการผลิตส่งออก 76% แต่บริษัทส่วนใหญ่เป็นกลุ่มในประเทศสูง เป็นเอสเอ็มอีสูงกว่า 1.2 หมื่นราย ประกอบกับเชื่อมโยงกับเกษตรกร เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยระดับรากหญ้าสูง มีการจ้างงาน 3 แสนคนโดยอุตสาหกรรมนี้จะแตกต่างจากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะการปรับตัวยากโดยเฉพาะรายเล็ก การย้ายฐานการผลิตยาก ดังนั้น มาตรการที่จะช่วยก็จะต้องแตกต่างไป

ส่วนกลุ่มที่เป็นห่วงพิเศษคือ กลุ่มที่จะโดนสินค้าทะลักเข้ามาในไทย เพราะกลุ่มนี้จะมีความหลากหลาย มีหลายอุตสาหกรรมเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ มีการจ้างงานถึง 400,000 คน เป็นต้น สำหรับมาตรการที่จะเป็นการบรรเทาผลกระทบจากการที่สินค้านำเข้าทะลักเข้ามา เช่น มาตรการเชิงการค้า เช่น Anti-dumping หรือมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด รวมถึงการบังคับเกี่ยวกับมาตรฐานที่จะดูแลว่าสินค้าที่เข้ามาได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่หลายหมวดจะทะลักเข้ามาในไทย เพราะจะกระทบกับหลายเอสเอ็มอีในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

ด้านตลาดการเงิน ยอมรับว่ามีความผันผวนสูงมาก และ ธปท.ดูแลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการด้านการเงิน โดยมาตรการที่มีอยู่ ยังเป็นช่องทางที่ยังใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อเป็นธรรม การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ เป็นต้น ขณะเดียวกัน ธปท.พร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติม โดยดูและพิจารณาถึงความเหมาะสม

ขณะที่ควรทำมาตรกรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) หรือไม่นั้น มองว่ามาตรการสำหรับการดูแลผลกระทบในครั้งนี้ไม่ควรเป็นแบบปูพรม เพราะแต่ละภาคส่วนมีปัญหาที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น ควรที่จะมีมาตรการดูเฉพาะสำหรับกลุ่ม เฉพาะเซ็กเตอร์ ว่าแต่ละกลุ่มมีปัญหาอะไร จะได้แก้ให้ตรงจุด ทั้งนี้ ในช่วงโควิดที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท แต่ผลตอบรับมาตรการไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะเป็นการทำมาตรการแบบปูพรม ดังนั้น ถ้าจะทำซอฟต์โลนอีกในรอบนี้ก็ต้องทำให้เหมาะสมกับกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน การทำซอฟต์โลนในครั้งนั้นรัฐบาลใช้อำนาจพระราชกำหนดออกเงินกู้ ซึ่งในครั้งนี้ยังไม่เข้าขั้นวิกฤต ฉะนั้น ก็คงใช้แหล่งเงินแบบเดิมไม่ได้

ส่วนการดูแลภาคการท่องเที่ยวอาจจะต้องหันมาในเรื่องของการยกระดับ โดยสำหรับเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์นั้น มองว่าโจทย์ไม่ได้เป็นเรื่องแค่ดึงจำนวนคนอย่างเดียว แต่จะต้องได้มูลค่าเพิ่ม (Value Added) เช่น การดูแลผู้สูงวัย และไม่ได้มีตลาดเฉพาะแค่ไทย ซึ่งไทยมีโครงสร้างพื้นฐานรับนักท่องเที่ยว โดยสามารถปรับตัวในการยกระดับได้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่กังวลภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งในบริบทนี้ประเทศไทยจะต้องทำตัวให้ “ถูกต้องและขาวสะอาด” โดยกรณีที่มูดี้ส์มีการปรับมุมมอง (Outlook) ซึ่งมีการระบุถึงนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคงและรอบคอบ ความถูกต้องและทำตามกติกา กฎระเบียบ ซึ่งเรื่องของ “กาสิโน” มีความเสี่ยง หากทำให้ภาพของประเทศไทยมีความเป็นเทามากขึ้นในยามนี้จะเป็นความเสี่ยง

ดังนั้น หากเลือกระหว่าง “Entertainment Complex” และ “Wellness” อาจจะเลือก “Wellness” เพราะสร้างมูลค่าเพิ่มและมีผลต่อเศรษฐกิจสูง และความเสี่ยงน้อย

ช็อกที่เราเจอเหมือนพายุที่กำลังจะมา เรือจะแล่นในสปีดเดิมไม่ได้ โจทย์ของนโยบายตอนนี้ผมว่าไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้นเพื่อให้เรือวิ่งด้วยสปีดแบบเดิม เพราะเจอช็อกแบบนี้ยังไงการเติบโตต้องชะลอลง เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น
ดังนั้น โจทย์ขณะนี้คือการรับมือ ทำให้ช็อกเบาลง ผลกระทบไม่ลึกมาก และมาตรการที่ออกมาต้องเอื้อให้เกิดการปรับตัวเร็วขึ้น มาตรการที่ออกมาไม่ควรปูพรม เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นค่อนข้างแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม สุดท้าย เมื่อพายุผ่านพ้นไป สิ่งสำคัญของประเทศไทยคือ “ต้องปรับตัว” เพื่อการเติบโตใหม่หลังพายุ เพราะหากประเทศไทยไม่ปรับตัวมองว่าศักยภาพประเทศน่าจะยิ่งลดลงกว่าปัจจุบันที่มองว่าวันนี้อยู่เพียง 2% ปลายๆ เท่านั้น