ส่อง2คดีร้อนการเมือง
สั่นไหวเสถียรภาพรบ.
หมายเหตุ – นักวิชาการวิเคราะห์ประเด็นร้อนคณะกรรมการแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ 3 คน กรณีการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ และดีเอสไอออกหมายเรียก ส.ว.ล็อตแรก 54 ราย คดีฮั้วเลือก ส.ว.ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

การเมืองไทยหลังจากนี้ หากจับตามองการเมืองจะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยฟาดฟันกับพรรคภูมิใจไทยมากขึ้น ผมประเมินแล้วว่า นายทักษิณ ชินวัตร ตอนนี้อยู่ในภาวะที่เพลี่ยงพล้ำ และเป็นโอกาสสำคัญในทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องจัดการพรรคเพื่อไทยให้ได้ หากเป็นไปได้จะต้องเปลี่ยนรัฐบาล และทำให้บทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีมากขึ้น เพื่อรับใช้การเมือง และเป็นไปได้อาจถึงขั้นรัฐประหาร หรือจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศต่อไป ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูง
กรณีดีเอสไอเรียก 54 ส.ว.มาสอบสวน ผมมองว่าเป็นละคร หากพรรคภูมิใจไทยไม่หักพรรคเพื่อไทย การเมืองจะไปสู่การต่อรอง เพื่อตบตาประชาชน หากมีการดำเนินคดีกันอย่างจริงจังจะทำให้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทยไปด้วยกันไม่ได้ แต่สัญญาณตอนนี้มองว่าพรรคภูมิใจไทยได้เปรียบ เพราะนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกที่นั่งลำบากทางการเมือง หากไม่มีกรณีชั้น 14 เชื่อว่านายทักษิณจะใช้กรณีฮั้ว ส.ว.ตบตาหลอกประชาชนเพื่อต่อรอง ส.ว.สีน้ำเงิน
ส่วนปมชั้น 14 ต้องมองเกมนี้ให้ยาวๆ เพราะยังสรุปอะไรไม่ได้ เนื่องจากนายทักษิณยังมีความสำคัญกับกลุ่มอำนาจเก่า ต้องยอมรับว่าชั้นเชิงมันสมองของกลุ่มอำนาจเก่ายังสู้นายทักษิณไม่ได้ ประเมินไปแล้วกลุ่มอำนาจเก่าอาจจะบังคับให้มาอยู่ภายใต้ข้อตกลงกับกลุ่มอำนาจเก่าจากการทำดีลพิสดารกับนายทักษิณ ในขณะที่มันสมองของกลุ่มอำนาจเก่ายังสู้นายทักษิณไม่ได้ แต่ทำเกินอำนาจไปจึงต้องกระตุกกลับให้มาอยู่ในเงื่อนไข
หากจะกำจัดนายทักษิณไปเลยเชื่อว่ายังยาก เพราะกลุ่มอำนาจเก่าเดินเกมพลาด คิดว่านายทักษิณจะทำตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ทุกอย่าง ทำให้ต้องรอดูกันไปพลางๆ ก่อน ถึงแม้ว่าแพทยสภาจะมีการลงโทษผู้เกี่ยวข้องไปแล้วก็ตาม เชื่อว่าในส่วนการพิจารณาของ รมว.สาธารณสุข คงต้องมีการยื้อเวลาการพิจารณาออกไป
การที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเล่นเกมการเมืองแรง จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนขั้ว โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี ในเรื่องนี้หากต้องการเปลี่ยนขั้วจะต้องทำให้ตัวนายกรัฐมนตรีเดินต่อไปไม่ได้ อาทิ ไม่ผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ หรือไม่ผ่านนโยบายกาสิโน ตอนนี้เกิดประเด็นใหม่ขึ้นมาจากการที่นายกรัฐมนตรี บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย พยายามพูดว่านายทักษิณป่วยวิกฤตจริง แต่ผลการสอบสวนแพทยสภายืนยันไม่ได้ป่วยจริง ทำให้นายกรัฐมนตรีและแกนนำพูดไม่จริงกับสังคม ต้องมาพิจารณาว่านายกฯพูดไปนั้นมีผลหรือไม่ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หากมีผลจะเกิดการร้องเรียนไปถึงการกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงของนายกรัฐมนตรี ที่พูดความเท็จกับสังคม อาจจะถูกถอดถอนได้
ส่วนการผลักดันกาสิโนผมเชื่อว่ายังดำเนินการต่อไป เพราะนายทักษิณประเมินว่ายังมีอำนาจอยู่ และชั้น 14 ก็ยังสู้ต่อ และนายทักษิณถือว่าเกมยังอยู่ในมือเขา สำหรับการทำประชามตินั้นผมประเมินว่าไม่ทำ ซึ่งจะเกิดปมขัดแย้งอีก เนื่องจากนายทักษิณเล่นปมพิสดาร เพราะถือว่ามีอำนาจ ประกอบกับกลุ่มอำนาจเก่าไม่สามารถอยู่ในสนามอำนาจหากไม่มีนายทักษิณ เคยย้ำไปหลายครั้งแล้ว เพราะกลุ่มอำนาจเก่าพลาดไปทำดีลกับนายทักษิณ คิดว่าไม่มีพิษสงอะไร แต่ที่ไหนได้กลุ่มอำนาจเก่าเปรียบเสมือนคนใกล้ตาย แต่นายทักษิณมาต่อลมหายใจให้ ทำให้มองได้ว่ากลุ่มอำนาจเก่าต้องอาศัยนายทักษิณด้วยเหมือนกัน
กาสิโนจะเกิดหรือไม่นั้นยอมรับว่าประเมินยาก เพราะเกมนี้ต่างฝ่ายต้องอาศัยซึ่งกันและกัน และต่างฝ่ายพร้อมที่จะห้ำหั่นกัน ส่วนใครจะได้เสียนั้นมองว่ากลุ่มทุนผูกขาด เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล นักการเมือง พวกฟอกเงิน แก๊งมาเฟีย พ่อค้ายาเสพติด ข้าราชการ แต่คนทั่วไปไม่ได้ผลประโยชน์
การเล่มเกมการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทย มองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลย่ำแย่ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยจะขี่คอกดพรรคเพื่อไทยหนักเข้าไปอีก เพราะรู้ว่านายทักษิณอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ถึงแม้ว่าจะมีแผนซ้อนแผนก็ตาม แต่แรงกดดันของสังคมทำให้ภาพนายทักษิณยิ่งแย่ไปใหญ่
การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีมีโอกาสมากน้อยเพียงใดนั้น ผมมองว่าถ้าไม่เปลี่ยนขั้วนายกรัฐมนตรี คดีดีเอสไอจะไปไกลถึงแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาล อาจจะต้องประวิงเวลาและเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ปรับ ครม. เอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออก รวมทั้งดีเอสไอด้วย จะต้องทำทุกอย่างให้เห็นว่าเป็นเกมการเมืองของพรรคเพื่อไทยกระทำต่อพรรคร่วมรัฐบาล จึงมีความเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปิดเกมรัฐบาล ทำให้นายกรัฐมนตรีหลุดออกจากเก้าอี้ และอาจจะมีชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
หากนายอนุทินมาเป็นนายกรัฐมนตรีจริง การบริหารงานก็จะประคับประคองไปสู่การยุบสภา เพราะไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ รวมทั้งจะต้องจัดการพรรคประชาชนเพื่อให้ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมามีอำนาจอีกครั้ง หลังจากความผกผันทางการเมืองที่ทุกพรรคการเมืองถดถอย หากมองว่าฝั่งอนุรักษนิยมถดถอย แต่อย่าลืมว่าได้มีพรรคภูมิใจไทยมาแทนที่กลุ่มอนุรักษนิยมแล้ว
หากให้มองพรรคภูมิใจไทยสู้กับพรรคส้ม ตอนนี้จะเห็นว่าพรรคส้มก็แย่แล้ว เพราะคดียาบ้ามีข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมาย เนื่องจากการค้ายาบ้าเป็นการกระทำที่เป็นกระบวนการ เพียงคนคนเดียวถูกจับก็เสียหายไปเยอะแล้ว หากตั้งข้อสังเกตการค้ายาบ้าต้องทำเป็นกระบวนการ บวกกับการตัดสินใจผิดพลาดของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่น ไม่รักษาคำพูด ไม่มีสัจจะ เป็นต้นทุนที่ทำให้พรรคส้มทำลายตัวเองมาตลอด ยังไม่รวม 44 ส.ส.ที่จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง ยังไม่รวมกับการเล่นเกมการเมืองหลอกลวงประชาชนกับพรรคเพื่อไทย โดยมองจากอภิปรายพรรคเพื่อไทยแล้วไม่เล่นเกมต่อ ทำให้มองได้ว่ามีดีลลับซ้อนขึ้นมาอีก กลุ่มอนุรักษนิยมจึงมองว่าเป็นโอกาสของพวกเขาเหมือนกัน
หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยก็จะต้องอยู่ด้วยกันเป็นพรรคร่วม หากไม่อยู่ก็ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ถ้ามองไปแล้วเชื่อว่า ส.ส.ที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยก็ต้องกระโดดหนีหมด ถ้าไม่มีคนชื่อนายทักษิณ ซึ่งเป็นธรรมดาของการเมือง เมื่อผู้มากบารมีหมดอำนาจ
วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

สำหรับรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร รวมไปถึงนายทักษิณ ชินวัตร ต้องเผชิญกับวิบากกรรมทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้ เป็นประเด็นทางการเมืองที่เกิดขึ้น เรื่องแรกคือ การกลับมารับโทษของอดีตนายกฯทักษิณ ที่ได้ไปรับโทษในเรือนจำ และได้ไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจในชั้น 14 ซึ่งประเด็นนี้ถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 ที่คณะอนุกรรมการแพทยสภาได้ตอบข้อเท็จจริง มีการลงโทษคุณหมอ 3 ท่าน ปรากฏการณ์ตรงนี้บอกให้เห็นว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นำโดยนายกฯแพทองธารและ อดีตนายกฯทักษิณ ไม่ใช่รัฐบาลที่มีอิสระ เป็นรัฐบาลที่ต้องทำงานภายใต้ชนักที่ติดหลังอยู่ และชนักที่ติดหลังเป็นผลมาจากการจับมือจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วนั่นเอง เพราะฉะนั้นความไม่อิสระตรงนี้ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้
ถามว่าทำไมจึงมีประเด็นชั้น 14 มาตอนนี้ ทำให้เกิดประเด็นข้างเคียงอีกประเด็นหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือประเด็นเรื่องฮั้ว ส.ว. เราพบว่า ตอนนี้ ส.ว.เริ่มมีการจัดการอย่างจริงจังและมีการเอาหมายไปแปะที่บ้านแล้ว ประเด็นทาง ส.ว.เราพบว่านี่คือการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มสีแดงกับกลุ่มสีน้ำเงิน อันเนื่องมาจากกลุ่มสีแดงพลาดท่าในกระบวนการเลือก ส.ว. จนทำให้ไม่มีตัวแทนเข้ามาได้ ในขณะที่กลุ่มสีน้ำเงินจัดการได้ดีกว่าและเป็นระบบมากกว่า ทำให้ได้เสียงข้างมากในสภา เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรก็เลยเกิดกลไกกลุ่มสีแดงที่ใช้กลไกของฝ่ายบริหารเข้ามาตรวจสอบกลไกฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าเรามองในเชิงหลักการเป็นปัญหามาก เพราะว่าเมื่อไหร่ก็ตามเราปล่อยให้กลไกของฝ่ายบริหารอย่างดีเอสไอมาตรวจสอบที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติได้ แบบนี้ถ้าในอนาคตรัฐบาลเปลี่ยนมือ เปลี่ยนคน ก็สามารถที่จะตรวจสอบ ส.ว.แบบนี้ได้หรือ ผมมองว่าประเด็นเรื่องของ ส.ว.เกิดผิดฝาผิดตัวกัน เพราะคนที่ตรวจสอบจริงๆ ควรเป็น กกต. แต่ กกต.ไม่มาเล่นกับไฟในเวลานี้ แล้วปล่อยให้สีแดงกับสีน้ำเงินมาตีกัน
ประเด็นนี้ทำให้เราเห็นอะไร เห็นว่าผู้ปะทะกันหลักคือกลุ่มในพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งประเด็นของ ส.ว. รวมถึงประเด็นเรื่องอื่นๆ ที่เราเห็นอย่างเช่นในพรรคร่วมรัฐบาลอย่างกระทรวงมหาดไทยออกประกาศการตรวจสอบเรื่อง ส.ว.ต้องทำอย่างระมัดระวัง เวียนให้กับหน่วยงานฝ่ายปกครองทุกจังหวัด แบบนี้ความขัดแย้งระหว่างแดงกับน้ำเงินทำให้ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าผลลัพธ์จากความขัดแย้งตรงนี้ คนที่รับผลกรรมที่สุดคือประชาชน
เพราะความขัดแย้งตรงนี้ทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ ในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองทำให้เกิดการขวางนโยบายระหว่างกัน ฝั่งสีน้ำเงินมีนโยบาย ฝั่งสีแดงก็ขวาง ฝั่งสีแดงอยากจะแจกเงิน อยากจะทำเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ฝั่งสีน้ำเงินก็ขวาง เลยทำให้การพัฒนาประเทศ การส่งเสริมการลงทุน หรือแม้กระทั่งการแจกเงินหมื่นที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถทำได้อย่างราบรื่น ผลก็คือความขัดแย้งของนักการเมืองที่เป็นชนชั้นนำ แต่คนรับผลกรรมกลับกลายมาเป็นประชาชน
เป็นความน่าสงสารทางการเมืองไทยที่คนข้างบนเขาทะเลาะกัน แต่คนข้างล่างต้องได้รับความเดือดร้อน เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ การไม่มีนโยบายที่จริงจัง หรือเป็นรูปธรรมที่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งตรงนี้เราจะโทษพรรคเพื่อไทยพรรคเดียวไม่ได้หรอก เราจำเป็นจะต้องโทษองค์รวมทั้งหมดของรัฐบาล
ถ้าเราจะมองว่าปลายทางของความขัดแย้งจะเป็นอย่างไร ความขัดแย้งทางการเมืองไทย ต้องบอกไว้ก่อนไม่มีบทสรุป ในลักษณะที่ คนแพ้ 100% หรือชนะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ความขัดแย้งเป็นเพียงการเปิดไพ่ขึ้นมาเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองเจรจาลับหลัง เพราะฉะนั้นจนสุดท้ายเรามองรัฐบาลนี้ได้อย่างไร มองว่ารัฐบาลนี้เขาอยู่ด้วยกันได้ เขาสามารถที่จะ “เกี้ยเซี้ย” ประนีประนอมตกลงกันได้ แต่ภายใต้การตกลงกันได้ของเขา ประชาชนอาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไร
ในอนาคตทำให้คนไม่พอใจกับการเลือกตั้ง หรือเบื่อการเมืองไป เพราะเขาเลือกเพื่อหวังจะมีประเทศที่ดีขึ้น หวังว่าชีวิตเขาจะดีขึ้น แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นไปตามคาด หรือแย่ลง แบบนี้อาจทำให้คนหันไปหาทางออกอื่น ซึ่งอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยได้ ผมไม่อยากให้พาสังคมการเมืองไทยย้อนกลับไปสู่จุดนั้นอีกแล้ว อย่างน้อยที่สุดอยากจะให้รัฐบาลรีบจัดการความขัดแย้งนี้ให้เร็วที่สุด ถ้ามีนโยบายอะไรที่อยากทำก็ทำไปเลย แล้วสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องมีความรับผิดชอบทางการเมืองต่อสิ่งที่ตนเองตัดสินใจ

