จากซัพพอร์ตเตอร์ สู่แนวหน้า ทนายชวนจับตา 20-21 ส.ค.ไต่สวนการตาย ‘บุ้ง เนติพร’ ลุ้นผลยื่นประกัน 12 ชีวิต
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจัดงาน “บุ้ง เนติพร” วันที่เธอหายไป Remembering Her, Remember Us รำลึกและยืนหยัดเจตนารมณ์สุดท้าย ครบรอบ 1 ปีการจากไปของบุ้ง เนติพร อิสรภาพที่ไม่ได้รับจากกระบวนการยุติธรรม
บรรยากาศเวลา 11.00 น. ภายหลังจบพิธีสงฆ์ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ น.ส.เนติพร เข้าสู่ช่วง ‘ฟังเสียงจากคนที่รักบุ้ง

โดย น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า สำหรับทนายความแล้ว บุ้งเป็นน้องที่เราได้ทำความรู้จักในช่วงปี 2563 จากการที่เยาวชนกลุ่มนักเรียนเลวและกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทออกมาเรียกร้อง โดยมีน้องๆ 3 คนไปชุมนุมแยกราชประสงค์ กับกลุ่มนักศึกษาและประชาชนในช่วงเวลานั้น แล้วถูกดำเนินคดี ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
“บุ้งเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัว คอยประสานงานน้องๆ ในการพบพนักงานสอบสวน อัยการ นัดพี่ทนายให้น้องๆ รวมถึงนัดผู้ปกครอง ช่วยเหลือในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นเหมือนประตูบานแรกที่ทำให้ได้รู้จัก
บุ้งมีความสนใจในสถานการณ์การเมือง ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับน้องๆ เยาวชน นักกิจกรรม บุ้งเป็นซัพพอร์ตเตอร์ในช่วงชุมนุมใหญ่ปี 2563 บุ้งคอยสนับสนุนการแสดงออกของน้องๆ ที่เคลื่อนไหวเรื่องการศึกษา ความไม่เป็นธรรมในกฎระเบียบ เช่น ทรงผม เครื่องแต่งกาย กิจกรรมผูกโบขาว แต่ยังมีนักเรียนทั่วประเทศถูกบังคับกล้อนผม ทำให้เริ่มมีเด็กๆ ออกมาเรียกร้องต่อกระทรวงศึกษาธิการ ให้เพิกถอนกฎระเบียบที่ล้าหลังเรื่องเครื่องแต่งกายและทรงผม นำมาสู่การเพิกถอนของศาลปกครองสูงสุดในช่วงปี 2568” น.ส.คุ้มเกล้ากล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม จากการติดตามข่าวยังพบครูในโรงเรียนกล้อนผมนักเรียนอยู่ ต้องติดตามต่อไปว่าจะทำอย่างไรกับครูที่ละเมิดสิทธิอยู่ ในเรื่องนี้ ไม่มากก็น้อย บุ้งคอยเชียร์อัพในการเคลื่อนไหว

จากซัพพอร์ตเตอร์ เปลี่ยนเป็น ‘แนวหน้า’ เปลี่ยนบทบาทมาร่วมกิจกรรมด้วย จนกระทั่งถูกดำเนินคดี 7 คดี โดย 5 คดี มีคดี ม.112 จำนวน 2 คดี จากการทำโพลสำรวจความเห็น และบุกรุกกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องเรื่องการฉีดวัคซีนให้เด็กประถมและมัธยมโดยเร็ว เพื่อกลับเข้าสู่การเรียน ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา
อีกหนึ่งคดีจากการชุมนุมม็อบต้าน APEC ที่ นายพายุ สูญเสียดวงตาจากการสลายชุมนุม อีกหนึ่งคดีคือการขอให้ ส.ว.ลาออก จากการโหวตสวนมติประชาชน ส่วนอีก 2 คดี ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อปกป้อง น้องคนหนึ่งที่บุ้งห่วงใย คือคดีบุกรุกโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการและคดีละเมิดอำนาจศาล
“27 ม.ค.67 เมื่อได้ทราบผลทางคดี บุ้งประกาศอดอาหารประท้วง ณ ตอนนั้นทีมทนายหลายท่านได้ทราบเจตนารมณ์นี้ก็มีความกังวลใจและเป็นห่วงชีวิตของลูกความ แต่สิ่งที่เราทำได้คือต้องคุยและเคารพเจตจำนง ในการประท้วงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นจากการถูกเพิกถอนประกันตัวในคดีละเมิดอำนาจศาล อดอาหาร 110 วัน กระทั่งชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว ใน รพ.ราชทัณฑ์ ทัณฑสถานหญิงกลาง
เรื่องราวยังไม่จบ แม้บุ้งจะเสียไปครบ 1 ปี กระบวนการสืบค้น แสวงหาความจริงของสาเหตุการตาย รวมถึงมาตรการและสวัสดิภาพในการดูแลผู้ต้องขังเป็นภารกิจสำคัญที่ทีมทนายจะพิสูจน์ทราบให้ความจริงปรากฏสู่สาธารณะต่อไป โดยปัจจุบันได้ผ่านการชันสูตรศพแล้ว และในวันที่ 20-21 ส.ค. จะมีการไต่สวนการตายอีกครั้ง เราไม่อยากให้ใครเป็นบทเรียน”
บทเรียนแบบนี้เรามีมากเกินพอแล้ว ก่อนหน้านี้ ‘อากง’ ครบรอบการเสียชีวิตไปเมื่อ 8 พ.ค. เราไม่จำเป็นต้องมีบทเรียนบ่อยๆ” น.ส.คุ้มเกล้ากล่าว

น.ส.คุ้มเกล้ากล่าวต่อว่า 1 ปีการจากไปของบุ้ง ผู้ต้องหาที่ยังอยู่ในเรือนจำหลายคนฝากข้อความและให้ข้อมูลจากบันทึกเยี่ยม เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ของบุ้ง ให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ยุติการดำเนินคดีผู้เห็นต่าง ฝากติดตามผลการยื่นประกันตัวอีก 12 คนในวันพรุ่งนี้ด้วย
สำหรับในวันพรุ่งนี้ (14 พ.ค.) ทนายความจะยื่นประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองที่อยู่ในระหว่างการต่อสู้คดี รวม 12 คน เพื่อยืนยันสิทธิในการประกันตัวของผู้ที่คดียังไม่ถึงที่สุด และเพื่อรำลึกเหตุการณ์เสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวของบุ้ง เนติพร เมื่อปีที่ผ่านมา (14 พ.ค.2567)
แบ่งออกเป็นผู้ต้องขังคดี ม.112 จำนวน 5 คน ได้แก่ อานนท์ นำภา, อารีฟ-วีรภาพ วงษ์สมาน, มานี-เงินตา คำแสน, ขุนแผน-เชน ชีวอบัญชา, อัฐสิษฎ และผู้ต้องขังในคดีอื่นๆ ที่มีเหตุมาจากสถานการณ์ทางการเมืองจำนวน 7 คน ได้แก่ วิจิตร (นามสมมุติ), ประวิตร, ไพฑูรย์, สุขสันต์, คเชนทร์, ขจรศักดิ์ และ พีรพงศ์ (นามสมมุติ)




