นายกฯ-ปธน.อินโดฯ ร่วมจับมือยกระดับ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 4 ประการ ไทยพร้อมเจ้าภาพถกรับมือศก.โลกผันผวน เดินหน้าดันสันติภาพในเมียนมา
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ตึกภักดีบดินทร์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พร้อม นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย หารือทวิภาคีเต็มคณะ ภายใต้กลไกหารือระดับผู้นำ (Leaders’ Consultation) ครั้งที่ 1 โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซียขอบคุณนายกฯ และรัฐบาลไทยที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับอินโดนีเซีย ที่มีความใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน ตลอดจนยินดีต่อการยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – อินโดนีเซียเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่และเชื่อมั่นว่าการหารือภายใต้กลไกหารือระดับผู้นำ จะช่วยผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้คืบหน้าอย่างรวดเร็วและอินโดนีเซีย พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการหารือระดับผู้นำร่วมกันในครั้งต่อไป และขอเชิญนายกฯและคณะเยือนอินโดนีเซีย อย่างเป็นทางการในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการให้ความช่วยเหลือชาวอินโดนีเซีย ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ขณะเดียวกันพร้อมร่วมมือกับฝ่ายไทยเต็มที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน พร้อมกันนี้เชิญชวนภาคเอกชนไทยร่วมลงทุนในกองทุน Danantara ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่รัฐบาลอินโดนีเซียชุดปัจจุบันตั้งขึ้นใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจอินโดนีเซีย
ด้านน.ส.แพทองธาร ระบุว่า สำหรับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เสนอให้มีการต่ออายุบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าข้าว ซึ่งไทยพร้อมจำหน่ายข้าวเพิ่มเติมให้กับอินโดนีเซีย และพร้อมผลักดันให้เปิดตลาดสินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ ปศุสัตว์ และผลไม้สด รวมถึงสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง Halal Task Force ระหว่างกัน เพื่อประสานมาตรฐานสินค้าฮาลาล ของทั้งสองประเทศ และเสนอให้มีการจัดตั้ง Working Group สองฝ่าย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนในอุตสาหกรรมประมง เพื่อส่งเสริมการทำการประมงอย่างยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทย กับคณะกรรมการประสานงานการลงทุนของอินโดนีเซีย (Indonesian Investment Coordinating Board: BKPM) ประสานความร่วมมือกัน เพื่อผลักดันการลงทุนระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น และสนับสนุนภาคเอกชนไทยในการเข้าไปแสวงหาโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากนั้นเห็นควรให้ทั้งสองฝ่ายควรเร่งสรุปบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการควบคุมผลิตภัณฑ์อาหารและยาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ตลอดจนเพิ่มพูนความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเพื่อศึกษาต่อที่อินโดนีเซีย
จากนั้นเวลา 11.20 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พร้อม นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับกระทรวงสาธารณสุขแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับอินโดนีเซียและพัฒนาความร่วมมือด้านสาธารณสุขในสาขาต่าง ๆ เช่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพและระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ความมั่นคงด้านยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ การเงินการคลังด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น
จากนั้น น.ส.แพทองธาร แถลงข่าวผลการหารือ ว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับประธาธิบดีอินโดนีเซียในการเดินทางเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกทั้งไทยและอินโดฯมีมิตรภาพยาวนานกว่า 150 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งแรกที่เกาะชวา ในปี2414 เป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาตร์ที่สำคัญของความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ การมาเยือนของประธานาธิบดีปราโบโว ครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศและเป็นหมุดหมายสำคัญ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบ 75 ปี การสถาปนา ความสัมพันธ์ทางการพูดระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ในปีนี้
ก่อนหน้านี้ได้หารือกับประธานาธิบดีอินโดฯ อย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นมิตร ซึ่งไทยและอินโดฯได้เป็นประธานร่วมในกลไกการประชุมหรือระดับผู้นำเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นกลไกที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางการเมือง การเยือน ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอในอนาคต
นายกฯ กล่าวว่า ขอประกาศด้วยความยินดีว่าทั้งสองประเทศ ได้ยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ สะท้อนความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือหลายมิติในประเด็นที่เป็นประโยชน์กับประชาชน โดยในฐานะประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียนและมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ในภูมิภาค ไทยและอินโดนีเซีย จะร่วมมือกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือ คือ ด้านความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง ที่เห็นพ้องส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนและการหารือระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ และใช้ประโยชน์จากกลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ร่วมกันจัดทำ แผนปฏิบัติการหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วภายในปีนี้ โดยกองทัพของทั้งสองประเทศ จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในทุกมิติ พร้อมทั้งจะศึกษาแนวทางความร่วมมือในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่สองฝ่ายมีจุดแข็งร่วมกัน นอกจากนี้ ตำรวจไทยและอินโดนีเซีย มีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการค้ายาเสพติด
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พ้องที่จะส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น ในปี 2567 การค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย มีมูลค่าสูงถึง 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยขนาดของตลาดและการเชื่อมโยงที่มีอยู่ระหว่างกัน จึงเชื่อมั่นว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงภูมิภาคอาเซียนโดยรวม ซึ่งไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการการค้าร่วม (หรือ Joint Trade Committee) ครั้งที่ 1 ภายในปีนี้ เพื่อหารือแนวทางในการส่งเสริมความร่วมมือเรื่องนี้ และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และส่งเสริมให้ภาคเอกชนของเราศึกษาความได้เปรียบและศักยภาพการลงทุนของกันและกัน ทั้งนี้ขอบคุณประธานาธิบดีปราโบโว ที่สนับสนุนบริษัทไทย ที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย มาโดยตลอดและขอให้ดูแลบริษัทเหล่านี้ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่น
ด้านความมั่นคงทางอาหาร เห็นพ้องที่จะฟื้นฟูและส่งเสริมความร่วมมือ โดยเฉพาะการค้า สินค้าเกษตร เช่น ข้าว ผลไม้ และปศุสัตว์ รวมถึงอุตสาหกรรมฮาลาล นอกจากนี้ เราเห็นพ้องที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการเป็นหุ้นส่วนด้านการทำประมงอย่างยั่งยืน รวมทั้งเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสีเขียว และจะร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวด้วยเรือสำราญและเรือยอชท์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ตลอดจนการจัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างกัน และยินดีต่อการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ระหว่างกรุงเทพฯ เมืองสุราบายาและเมืองเมดาน และการเปิดเส้นทางการบินระหว่างภูเก็ตกับ เมดานในอนาคตอันใกล้ เส้นทางบินเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต กับชวาตะวันออกและสุมาตราเหนือ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงในภูมิภาค ทั้งนี้หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ จะหารือกันเพื่อทำการตลาดร่วมในเส้นทางบินใหม่เหล่านี้ และเห็นพ้องว่ายังมีจุดหมายปลายทางอื่น ที่มีศักยภาพในสองประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ และเราจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป
ด้านสาธารณสุขและการศึกษา ในฐานะที่ไทยและอินโดนีเซีย เป็นสมาชิกกลุ่มนโยบายต่างประเทศและสุขภาพโลก (Foreign Policy and Global Health Group) ที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดภายใต้กรอบองค์การสหประชาชาติ ไทยพร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี 2544 ในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่อินโดนีเซีย และด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้ย้ำถึงพันธกิจร่วมกันในการส่งเสริมความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ จะร่วมผลักดันการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนอย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้น รวมถึงเสริมสร้างเสถียรภาพในระดับภูมิภาคเอเชีย เรามีผลประโยชน์ร่วมกันในการเห็นเมียนมาเป็นประเทศที่สงบสุข มีเสถียรภาพและเป็นปึกแผ่นไทยและอินโดนีเซีย ในฐานะมิตรที่ดีของเมียนมา จะร่วมมือกับมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ช่วยสนับสนุนให้เกิดสันติภาพในเมียนมา โดยอาเซียนเป็นผู้มีบทบาทนำทั้งนี้ขอขอบคุณประธานาธิบดีปราโบโว สำหรับมิตรภาพอันอบอุ่น และหวังว่าจะได้มีโอกาสเยือนอินโดนีเซียในอนาคตอันใกล้นี้

