เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เวลาประมาณ 13.30 น. ที่ ห้อง 102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักพิมพ์มติชน และสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน จัดเสวนา หัวข้อ “ประชาธิปไตยบนทางแพร่ง” โดยมี วิทยากรได้แก่ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เขียน ‘ประชาธิปไตยใส่ชฎา’ ตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และรศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ผู้เขียน ‘ประชาธิปไตยไทยที่ถดถอย’ ตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ดำเนินรายการโดย ดร.อาสา คำภา สถาบันไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ (อ่านข่าว ‘อย่าให้เป็นแบบฟิลิปปินส์’ ประจักษ์ ยกเคส บ้านใหญ่คุมการเมือง ชวนฝันถึงปชต.ที่ดีกว่านี้)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนท้าย รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวถึง ศ.ดร.เกษียร ว่า เป็นครูของตนในระดับปริญญาตรี รวมไปถึงการให้คำแนะนำการทำวิทยานิพนธ์ด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นจอมยุทธ์คนหนึ่งในทางรัฐศาสตร์ เป็นหนึ่งในคอลัมนิสต์ผู้บันทึกปรากฎการณ์ร่วมสมัย ซึ่งมี 2 ท่าน คือ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ ศ.ดร.เกษียร
“อาจารย์เป็นคอลัมนิสต์ที่แตกต่างจากนักรัฐศาสตร์คนอื่น เพราะจะเก็บคลังข้อมูลเป็นกระดาษ เต็มไปด้วยเชิงอรรถ ฟุตโน้ต เชิงอรรถของอาจารย์จะยาวกว่าเนื้อหา มีข้อมูลประกอบเยอะมาก ชอบซ่อนอะไรที่แสบ คันๆ ไว้ในเชิงอรรถ บางครั้งอ่านเชิงอรรถก็สนุกกว่าก็มี
ผมว่าอาจารย์เกษียร เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาการเมืองวัฒนธรรม พยายามขยายพรมแดนของการศึกษาการเมือง อาจารย์เป็นนักประชาธิปไตยทั้งระดับโลกและไทย ศึกษาผ่านเลนส์และวัฒนธรรม สามารถเผยไวยากรณ์ทางความคิดให้กับสังคมไทยได้” รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าว

รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าวต่อไปว่า ศ.ดร.เกษียร เป็นทั้งนักทฤษฎีและนักปรัชญาทางการเมือง ดังนั้น เมื่อวิเคราะห์การเมือง จึงสามารถใช้คอนเซ็ปต์ได้อย่างแม่นยำ ทำให้บทวิเคราะห์แหลมคมและมีพลัง นำไปประยุกต์ใช้ในการอธิบายได้ แกสามารถมีกรอบ มีเลนส์ที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างชัดเจน
“อาจารย์ยังเป็นนักบัญญัติคำและแนวคิดจนสามารถติดตลาดได้ คำว่า ระบอบทักษิณ ฉันทามติ112 และ สาธารณรัฐจำแลง เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ใครก็สามารถทำได้ เคยมีคนบอกว่า ต่อให้เราคิดคำแค่ไหน แต่ถ้าไม่ติดตลาดก็ไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ตัวนักวิชาการด้วย มันทำให้เราเหมือนมีแว่น มีเลนส์ชิ้นใหม่ ให้เข้าใจปรากฎการณ์นั้นมากขึ้น
อาจารย์สามารถวิเคราะห์การเมืองวัฒนธรรม และเศรษฐศาสตร์การเมือง ‘การเปลี่ยนย้ายอำนาจ-เศรษฐกิจเปลี่ยน-กลุ่มสังคมก่อตัว-ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเก่ากับกลุ่มสังคมใหม่-ระบอบการเมืองเปลี่ยน’ เป็นอีกแนววิเคราะห์ที่อาจารย์ศึกษาตลอด
อีกทั้งสนใจปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการเมืองไทยร่วมด้วย เรื่องชนชั้นก็เป็นเรื่องสำคัญของการเมืองไทย การเมืองไทยเรามีพลวัตสูง เพราะทุกคนสามารถเปลี่ยนจุดยืนเสมอ เราอาจคิดว่าเพื่อนของเราคนหนึ่งคิดอย่างหนึ่งอยู่ แต่ไม่เสมอไป เขาสามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนได้” รศ.ดร.ประจักษ์ กล่าว

ด้าน ศ.ดร.เกษียร กล่าวถึง รศ.ดร.ประจักษ์ ว่า จุดเด่นคือการทำงานขบวนการมวลชน สมัย 6 ตุลาฯ การเมืองวัฒนธรรม การเลือกตั้ง ประชาธิปไตย
“เขามีข้อเด่นด้านการทำงานวิชาการอย่างมาก มีการกรองข้อมูลจนสร้างคิดความรวบยอดได้ จากข้อมูลที่เกิดปรากฏการณ์อันเยอะแยะ สามารถออกมาเป็นข้อมูลที่กระจ่างใสจริงๆ พูดง่ายๆ ว่าในย่ามของ รศ.ดร.ประจักษ์ มีคลังคอนเซ็ปต์เยอะมากๆ และหยิบมาใช้ได้เหมาะและคล่องแคล่ว มีมุมมองการเมืองไทยและประเทศอื่นตลอดเวลา สามารถเปรียบเทียบการเมืองไทยและการเมืองนานาชาติได้อย่างว่องไว มีภาษาการเขียนชัดเจนเข้าใจง่าย ราบเรียบแต่ไม่น่าเบื่อ สื่อสารตรงไปตรงมา แต่มีเส้นที่ทรงพลังและจริงใจซ่อนอยู่” ศ.ดร.เกษียร กล่าว

