‘รบ.อิ๊งค์’ฝ่ามรสุม
ศึกการเมืองร้อน
ผ่านขั้วแดง-น้ำเงิน
การเมืองเข้าสู่โหมดร้อนขึ้นเป็นลำดับ ผ่านการตรวจสอบคดีและคำร้องที่เกี่ยวข้องในทางการเมือง ทั้งคดีโพยฮั้วเลือก ส.ว. ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 138 คน และ ส.ว.สำรองอีก 2 คน
รวมทั้งกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ตั้งองค์คณะขึ้นมาไต่สวน การตรวจสอบการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ เนื่องจากมีอาการป่วยวิกฤต จนต้องนำตัวมารักษาภายนอกโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ถือเป็นการถูกคุมขังนอกเรือนจำ และกรมราชทัณฑ์ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาจำคุกนายทักษิณ 1 ปี ตามหมายขังหรือไม่
โดยศาลฎีกาฯสั่งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการรักษานายทักษิณ ส่งคำชี้แจงมายังศาลฎีกาฯ และนัดพร้อมฟังการไต่สวนในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ ซึ่งผลของคดี ล้วนมีผลต่อทางการเมืองในขณะนี้
สำหรับคดีโพยฮั้วเลือก ส.ว. แรกเริ่มดำเนินการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบในส่วนของการเลือก ส.ว.ว่าเป็นไปด้วยความสุจริต ตามกฎหมายหรือไม่
ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบตามฐานความผิดอาญาฐานฟอกเงินและอั้งยี่ หรือไม่ จนนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอ ร่วมเป็นคณะกรรมการ และมีการส่งหมายเรียกให้ ส.ว.ล็อตแรก 55 คน ที่่มีทั้ง ประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 และ ส.ว.ระดับแกนนำ เข้ามารับทราบข้อกล่าว ระหว่างวันที่ 19-21 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ขณะที่มีกระแสข่าวจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีโพยฮั้ว ส.ว.อีก 10 ราย เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ทั้ง 10 รายชื่อ ล้วนเกี่ยวข้องและมีบทบาทเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
นำมาสู่การยื่นร้องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) ของ “ณฐพร โตประยูร” อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ยุบพรรค ภท. และการยื่นร้องต่อ กกต.ขอให้ยุบพรรค ภท.เช่นเดียวกัน ของ “กุสุมาลวตี ศิริโกมุท” อดีตผู้สมัคร ส.ว. จากจังหวัดมหาสารคาม รวมถึงมีการพาดพิงถึงระดับแกนนำและ ส.ส.พรรค ภท.
ซึ่งมีการขยายการเผชิญหน้ากล่าวหาบุคคลภายนอกและพรรค ภท. กระทั่งทีมกฎหมายของพรรค ภท.ประกาศดำเนินคดีกับ “ณฐพร โตประยูร” และ “กุสุมาลวตี ศิริโกมุท”
รวมทั้งบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ฐานร้องเท็จและใส่ความทำให้พรรค ภท.เกิดความเสียหาย
ในส่วนของคดีความเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของทั้ง กกต. ศาลรัฐธรรมนูญรวมทั้งศาลยุติธรรม ถือเป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องต้องนำหลักฐานและข้อเท็จจริง ไปพิสูจน์กันตามกระบวนยุติธรรม
นัยยะต่อทางการเมืองผ่านการตรวจสอบโพยฮั้ว ส.ว. ถือว่ามีความเด่นชัดของนิติสงคราม สะท้อนถึงการเผชิญหน้าของผู้มีบารมีผ่านสงครามตัวแทน ของการเมืองขั้วสีแดง กับ ขั้วสีน้ำเงิน ที่ยังไม่มีฝ่ายใดยอมถอยให้กัน ซึ่งบทสรุปสุดท้ายของคดีโพยฮั้ว ส.ว. ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะลงเอยด้วยแนวทางใด ไม่ว่าจะเป็นแนวทางที่เคลียร์กันได้ รัฐบาลเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อจนครบวาระ หรือแนวทางแตกหักกันจนรัฐบาลเดินหน้าต่อไม่ได้
ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่าย ผ่านกระแสข่าวที่ว่าจะมีการคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ที่เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 28-31 พฤษภาคมนี้ อันมีมูลเหตุจากความไม่พอใจของ ส.ส.พรรค ภท. ตลอดจนกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวนายกฯ กระแสข่าวการยุบสภา
แม้แกนนำของทั้งสองพรรค อย่างพรรคเพื่อไทย (พท.) กับพรรค ภท. จะออกมาสยบกระแสข่าวความขัดแย้งว่า พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมลงมติสนับสนุนให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ผ่านสภา เพื่อนำงบประมาณไปแก้ปัญหาให้ประชาชนและพัฒนาประเทศ ซึ่งบรรยากาศการทำงานของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้จะราบรื่นหรือไม่ จะสะท้อนผ่านผลการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569
ยิ่งสัญญาณความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ผ่านคำยืนยันของระดับแกนนำรัฐบาลอย่าง “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะแกนนำพรรค พท. ที่ระบุว่า สถานการณ์ทางการเมืองเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่การส่งสัญญาณ เดี๋ยวไปพาดหัวข่าวกันอีกว่าภูมิธรรมส่งสัญญาณปรับ ครม. ยืนยันยังไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้
ท่ามกลางกระแสข่าวการปรับ ครม.ในห้วงที่ผ่านมา ทั้งข้อเสนอให้มีการปรับใหญ่ โยกสลับกระทรวงของพรรคร่วม แม้นายกฯ จะออกมายืนยันว่ายังไม่มีความคิดที่ปรับ ครม.ในช่วงนี้ แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การคัดสรรบุคคลเข้ามาเสริมทีมของฝ่ายบริหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็อาจเป็นปัจจัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ตัดสินใจปรับ ครม.ได้เช่นกัน
การปรับ ครม.หากได้บุคคลที่ถูกฝาถูกตัวมาช่วยขับเคลื่อนงาน ย่อมจะช่วยให้รัฐบาลเดินหน้าสร้างผลงานโดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้กับประชาชนที่จับต้องได้มากขึ้น
ขณะเดียวกันแม้รัฐบาลภายใต้การนำ น.ส.แพทองธาร จะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนงานโดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ในขณะนี้ทั้งการที่ ครม.ให้ความเห็นชอบ แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ผ่านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นที่ฐาน ทั้งด้านน้ำ ด้านคมนาคม ด้านการท่องเที่ยว ด้านการสนับสนุนการส่งออก และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ตลอดจนโครงการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจชุมชน
รวมทั้งการเดินหน้าโรดโชว์สร้างความเชื่อมั่นกับผู้ค้าและตลาดต่างประเทศ ของ น.ส.แพทองธาร ที่นำคณะเยือนสหราชอาณาจักรและราชรัฐโมนาโก เพื่อขยายการส่งออกสินค้าของไทยไปยังต่างประเทศ และสหภาพยุโรป รวมทั้งเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของไทย
แม้การเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจของนายกฯ จะถูกกลบด้วยประเด็นการเผชิญหน้าทางการเมืองของพรรค ผ่านสงครามตัวแทนของขั้วสีแดงกับสีน้ำเงินในขณะนี้ แต่ในฐานะของผู้นำฝ่ายบริหาร ถือเป็นไฟต์บังคับที่จะวัดฝีมือการบริหารจัดการ การเมืองที่อยู่ในสภาวะเผชิญหน้าให้เดินหน้าต่อได้หรือไม่

