หน้าแรก การเมือง ฉลุย 454 เสีย...

ฉลุย 454 เสียง มติสภาผ่าน 3 วาระรวด ร่างพ.ร.บ.เปลี่ยนชื่อ สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น พระคลังข้างที่

28.05.25 | 15:11 น.

มติสภาฯ ผ่านฉลุย 3 วาระรวด เปลี่ยนชื่อ ‘สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์’ เป็น ‘สำนักงานพระคลังข้างที่’ ด้าน ‘เท้ง’ ยืนเดี่ยวฝ่ายค้าน ไม่ขัดข้องเปลี่ยนชื่อ แต่ไม่เห็นด้วย ครม. เร่งรัดกว่าปกติ ชี้กฎหมายนี้สำคัญควรรอบคอบ ก่อน ‘ชลน่าน’ ลุกแจง ตั้ง กมธ. เต็มสภาได้ ไม่มีอะไรซับซ้อน

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. … โดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอหลักการ ว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2561 เพื่อเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็น สำนักงานพระคลังข้างที่ และโอนกิจการของสำนักพระราชวังเฉพาะส่วนของพระคลังข้างที่ไปเป็นส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่ โดยที่พระคลังข้างที่เป็นหน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ดูแลพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งต่อมามีการจัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เพื่อทำหน้าที่แทน เพื่อเป็นการสืบทอดความเป็นมาให้สอดคล้องกับโบราณราชประเพณี จึงสมควรเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่และสมควรรวมกิจการสำนักพระราชวังเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับพระคลังข้างที่เดิมเข้ามาบริหารจัดการในส่วนของพระคลังข้างที่ตาม พ.ร.บ.นี้ และเพื่อให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงมีมติให้แจ้งสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาด้วยคณะกรรมาธิการเต็มสภา

ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายว่า เมื่อตนทราบว่า ครม.จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ตนให้ความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของแผ่นดินและเป็นทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วมีการประเมินกันไว้ว่าทรัพย์สินในส่วนนี้มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาท ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่บัญญัติขึ้นตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. ปี 2561 ส่งผลให้การบริหารจัดการและดูแลพระราชทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ชื่อเรียก Crown Property หรือทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เคยเรียกกันว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยก่อนหน้านี้ ก็ได้เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ และทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็เปลี่ยนเป็นคำว่าทรัพย์สินในพระองค์ รวมถึงการดูแลพระราชทรัพย์ทั้ง 2 ส่วนก็เปลี่ยนไปด้วย คือ ในรัชสมัยก่อนหน้านี้ การดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะแยกกันกำกับดูแลจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ คือแยกกันดู การดูแลทรัพย์สินส่วนพระองค์จะเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

“แต่การดูแลทรัพย์สินของสถาบันฯ นั้น จะดูแลโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ผลของกฎหมายยุค คสช.ทำให้เส้นแบ่งนี้เลือนลงไป โดยเปลี่ยนเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยดูแลและบริหารพระราชทรัพย์ทั้ง 2 ส่วน ไม่ว่าทรัพย์สินส่วนพระองค์ หรือทรัพย์สินที่เป็นส่วนของสถาบันฯ ล้วนแต่ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย พระองค์จะทรงมอบหมายให้สำนักงานฯ บุคคลใด หน่วยงานใด เป็นผู้จัดการพระราชทรัพย์ทั้ง 2 ส่วนก็ได้” นายณัฐพงษ์กล่าว

Advertisement

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับพระราชทรัพย์ในส่วนของสถาบันฯ นั้น เราจะมีวิธีบริหารจัดการดูแลอย่างไร ให้สถาพรที่สุดเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระเกียรติยศและพระราชสถานะ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาถกเถียงกันในวันนี้ เพราะร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอมาวันนี้ไม่ได้มีเนื้อหาที่จะกระทบ กับการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการพระราชทรัพย์ทั้ง 2 ส่วน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญที่ตนได้กล่าวมานี้นั้น ได้ทำไปเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. ซึ่งสาระสำคัญจริงๆ ของกฎหมายฉบับนี้เป็นเพียง การเปลี่ยนชื่อจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามกฎหมายปี 2561 ไปเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่แต่เพียงเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกตนไม่ได้มีประเด็นอะไรที่จะคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่รัฐบาลเสนอมา แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง อยากให้การเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นไปตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ ไม่อยากให้เสนอกฎหมายฉบับนี้ด้วยกระบวนการพิเศษ เช่น การพิจารณา 3 วาระรวดผ่านกรรมาธิการเต็มสภา ให้จบเพียงแค่ 1 วัน ที่ ครม.เสนอมา เพราะถ้ายิ่งเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันที่เป็นพระประมุขของชาติ สภาของเรายิ่งต้องควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย หรือการตั้งคำถามในหมู่พี่น้องประชาชน

“ขอยืนยันว่าผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน จะทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ Constitutional Monarchy หรือประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เราจะระมัดระวังไม่ให้กฎหมายใดถูกติฉินนินทา หรือมีข้อครหาได้ว่า มีใครที่มีความพยายามทำให้หลุดพ้น ไปจากกรอบที่ว่านี้ ที่พระมหากษัตริย์ต้องทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง อันเป็นการรักษาพระราชสถานะของประมุข ให้ปราศจากจากการเมืองอย่างแท้จริง ดังนั้น ถึงแม้พวกตนจะสามารถรับหลักการในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ แต่ก็ไม่อาจเห็นด้วยกับกระบวนการที่ ครม. เสนอให้มีการใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อเร่งรัดกระบวนการในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ พร้อมเสนอประธานสภาตามข้อบังคับการประชุมที่ 120 วรรค 2 อาจจะมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรที่วรรคตอนไม่ชัดเจน ที่เขียนไว้ว่าเมื่อ ครม. ร้องขอ หรือ ส.ส. 20 คนเสนอญัตติ และที่ประชุมอนุมัติ อยากเสนอให้ประธานทำหน้าที่วินิจฉัยให้เด็ดขาด ว่าคำว่าและที่ประชุมอนุมัตินี้ บังคับใช้กับกรณีที่ ครม. เสนอมาด้วยหรือไม่ ต้องเกิดความชัดเจนในเรื่องนี้ เพื่อให้การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้มีความรอบคอบและรัดกุม” นายณัฐพงษ์กล่าว

ด้าน นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อภิปรายว่า ตนเคารพความเห็นของผู้นำฝ่ายค้าน แต่ตนโตมาในระบบที่เชื่อและเคารพในอุดมการณ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์สำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างยิ่ง ตนไม่เคลือบแคลงใน พ.ร.บ.ฉบับนี้แม้แต่น้อย ซึ่งเนื้อหากฎหมายฉบับนี้หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แต่ทั้งหมดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน คำที่ว่าบริหารทรัพย์สินตามพระราชอัธยาศัย ประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า คนไทยทั้งประเทศได้ประโยชน์ เนื่องจากรัฐบาลอาจจะมีงบประมาณไม่เพียงพอดูแลไม่ทั่วถึง โดยยกตัวอย่างเด็กชาติพันธุ์ตามตะเข็บชายแดน จำนวน 37,000 คน พระมหากษัตริย์ก็ดูผ่านมูลนิธิและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

นายจุติกล่าวต่อว่า ส่วนเครื่องพิสูจน์ว่าการบริหารงานนั้นโปร่งใสหรือไม่ จะเห็นได้จากกรณีที่โรงพยาบาลสมเด็จยุพราชเดชอุดมเกิดเหตุไฟไหม้ รัฐบาลยังไม่ได้ส่งอะไรไปช่วย แต่ท่านได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ไปช่วยเหลือแล้ว 20 กว่าล้าน เพื่อให้โรงพยาบาลกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและอำเภอใกล้เคียง นอกจากนี้ การบริหารตามพระราชอัธยาศัย มีบันทึกไว้ของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุขว่า โรงพยาบาลและสถานราชทัณฑ์ 44 แห่งได้รับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 2,852 ล้านบาท และสิ่งที่พระองค์ไม่ประสงค์ให้คนไทยรู้คือ รถตรวจเชื้อและวิเคราะห์ผลโควิด กว่ากระทรวงสาธารณสุขจะประกาศทีโออาร์คนไทยคงติดเชื้อตายกันเป็นเบือ ท่านทอดพระเนตรเห็นว่าเหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นหากไม่เข้ามาช่วยเหลือ ประเทศมหาอำนาจที่ผลิตวัคซีนและยาแก้โรคติดต่อมีคนเสียชีวิตมากกว่าคนไทย 25 เท่า มีคนติดเชื้อโควิด มากกว่าประเทศไทย 35 เท่า ต้องขอบคุณกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล ทหารที่ช่วยให้วิกฤตดับลงไปได้

“มีใครทราบหรือไม่ รถเก็บเชื้อโควิด สามารถเก็บเชื้อจากคนไทยได้ 313,000 คน ซึ่งมีรถพระราชทาน 20 คัน มีรถขนด่วนภายใน 3 ชั่วโมง ช่วยจำกัดการกระจายของโรคได้อย่างรวดเร็ว เงินกี่พันล้านที่รักษาประโยชน์ของคนไทยไว้ได้ พ.ร.บ.นี้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อเฉยๆ แต่ธำรงไว้ซึ่งความที่ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข พิสูจน์แล้วว่า ไม่สงสัยเคลือบแคลงในกฎหมายฉบับนี้ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนแน่นอน” นายจุติกล่าว

ต่อมา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) อภิปรายว่า ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ผู้เสนอมีหลักการและเหตุผลตามที่ ครม.ได้นำเสนอต่อรัฐสภา ที่แจ้งต่อสภาตามข้อบังคับ 120 กรณีที่จะพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ครม.ขอให้สภามีมติพิจารณา 3 วาระ คือ ตั้งกรรมาธิการเต็มสภา เป็นการพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่เคยรองรับไว้ วาระที่ 1 รับหลักการ วาระที่ 2 ชั้นกรรมาธิการ และวาระที่ 3 ชั้นให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้หรือไม่ ก่อนที่จะส่งไปให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ โดยการทำตามลำดับขั้นตอนนี้ แม้ในที่ประชุมรัฐสภาจะมีมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการตั้งกรรมาธิการเต็มสภา หรือการพิจารณา 3 วาระในคราวเดียวกัน อาจจะต้องขอมติ เพราะมีสมาชิกไม่เห็นด้วยที่จะพิจารณา 3 วาระ ให้เป็นไปตามกระบวนการปกติ และควรจะพิจารณา 3 วาระ ซึ่งต้องขอความเห็นว่าจะพิจารณาโดยอาศัยกรรมาธิการเต็มสภา ให้สมาชิกทุกคนเป็นกรรมาธิการหรือไม่ หากเห็นชอบจะพิจารณาในชั้นกรรมธิการเต็มสภา

นพ.ชลน่านกล่าวต่อว่า ดังนั้น ต้องขอความเห็นว่าเห็นชอบกับการพิจารณา โดยตั้งกรรมาธิการเต็มสภาหรือไม่ และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาต้องเข้าสู่วาระที่ 1 ชั้นรับหลักการ จะมีผู้อภิปรายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็เป็นหน้าที่ของสภา หากสภาไม่มีผู้อภิปรายหรือมีผู้เห็นชอบตลอดกาล ก็ต้องถามมติว่าเห็นชอบต่อหลักการหรือไม่ หรือไม่เห็นชอบ และต่อกรรมาธิการเต็มสภาตามที่มีมติ และจะเข้าสู่วาระที่ 3 จะเห็นชอบกับการเสนอร่าง แม้จะต้องเต็มสภาก็ต้องทำตามระเบียบวาระ ทำตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ว่า การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ต้องพิจารณา 3 วาระ

นพ.ชลน่านกล่าวอีกว่า การพิจารณาด้วยกรรมาธิการเต็มสภา พิจารณาในวาระที่ 1 และ 2 ในคราวเดียวกัน เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้หลักการที่เสนอเข้ามาโดย ครม. เป็นเพียงการเปลี่ยนแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 เพื่อเปลี่ยนชื่อสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เป็นสำนักงานพระคลังข้างที่ และโอนกิจการของสำนักพระราชวัง เฉพาะส่วนงานพระคลังข้างที่ เป็นของสำนักพระคลังข้างที่ ซึ่งมีอยู่ 6 มาตรา

“ดังนั้น การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ช่วยกันพิจารณาได้ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร ไม่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารทรัพย์สินใดๆ ประเด็นที่มีสมาชิกพูดถึงการบริหารทรัพย์สิน ใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน การจัดการทรัพย์สิน เป็นการพูดนอกประเด็น ประธานสภา ต้องระมัดระวังอะไรที่นอกประเด็น ไม่ควรให้อภิปราย ต้องอยู่ในประเด็นเท่านั้นจะให้เปลี่ยนหรือไม่ให้เปลี่ยน ถ้าไม่เห็นด้วยก็บอกไม่เห็นด้วย ให้กลับไปเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เหมือนเดิมก็ว่าไป แต่จะก้าวล่วงการบริหารทรัพย์สิน มันคือเรื่องนอกประเด็น ย้ำว่า ผมเห็นด้วยกับการตั้งกรรมาธิการเต็มสภา ไม่มีอะไรซับซ้อนอยู่ในตัวบททั้งหมด” นพ.ชลน่าน กล่าว

นายณัฐพงษ์ ขอใช้สิทธิชี้แจงว่า ตนเกรงว่าจะมีความเข้าใจผิด ซึ่งตนพูดชัดเจนว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการเปลี่ยนชื่อเท่านั้น ผู้ที่อภิปรายนอกประเด็นมากกว่า อาจเป็นนายจุติมากกว่า ขอยืนยันว่าพวกเราไม่ได้คัดค้าน และเห็นด้วยกับการรับหลักการร่าง พ.ร.บ.นี้ เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการที่ ครม.จะเร่งรัดเท่านั้น ขอบคุณ นพ.ชลน่าน ที่ทำให้ชัดเจนมากขึ้นว่า การบังคับใช้ข้อบังคับที่ 120 วรรค 2 จะต้องอาศัยมติของที่ประชุม

จากนั้น นายพิเชษฐ์ จึงเรียกให้มีการลงมติว่าจะเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาหรือไม่ โดยผลการลงมติของสมาชิกที่ประชุม 453 เสียง เสียงเห็นชอบ 451 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง

ก่อนที่นายชูศักดิ์ จะชี้แจงว่า ในชั้น ครม.ที่พิจารณาเรื่องนี้ก็ได้พูดคุยกันพอสมควร ว่าจะให้สภาฯ พิจารณาแบบกรรมาธิการเต็มสภา 3 วาระ จะสมควรหรือไม่ประการใด เพราะข้อบังคับ 120 นอกจาก ครม.แล้ว ยังเปิดให้สมาชิกเสนอได้ แต่ในท้ายสุด ครม.ก็ทราบดีว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนสถาบันฯ และเป็นเพียงแค่ถ้อยคำ ไม่ได้มีข้อยุ่งยาก กฎหมายมี 6 มาตรา เป็นรูปแบบ 3 มาตรา เนื้อหาจริงมีเพียง 3 มาตรา จากการได้ค้นคว้ากฎหมายทำนองนี้ในอดีต ส่วนใหญ่จะใช้กรรมาธิการเต็มสภาอยู่หลายครั้ง ครม.จึงมีความเห็นว่า หาก ครม.เสนอพิจารณาแบบกรรมาธิการเต็มสภา ก็จะเป็นความสง่างาม และให้ ครม.เร่งทำกฎหมายนี้ให้เสร็จโดยเร็ว

นายณัฐพงษ์ จึงท้วงขึ้นว่า สอดคล้องกับที่ นพ.ชลน่าน ให้ความเห็นว่า ไม่ว่า ครม.เสนอ หรือสมาชิกเสนอ จะต้องมีมติในที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับกระบวนการกรรมาธิการเต็มสภาหรือไม่ นายพิเชษฐ์ตอบว่า หาก ครม.ร้องขอ ก็ต้องดำเนินการ นายณัฐพงษ์จึงขอให้ นพ.ชลน่าน ลุกขึ้นแสดงความเห็น

นพ.ชลน่านกล่าวว่า การตีความตามข้อบังคับที่ 120 ก็จะตีความเช่นเดียวกับผู้นำฝ่ายค้านแตกต่างจากวิธีปฏิบัติที่เราเคยใช้กันมา ข้อความแรกก่อนวรรคมีความหมายจบในตัววรรคหรือ แล้วต่อท้ายด้วย เมื่อสมาชิกเสนอญัตติ โดยมีจำนวนสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และที่ประชุมอนุมัติจะถือเป็นความเดียวกัน วิธีพิมพ์แบบนี้ทำให้ตีความได้ทั้ง 2 รูปแบบ หากดูคร่าวๆ ในตอนแรกก็ตีความเช่นเดียวกับผู้นำฝ่ายค้านต้องถือว่าตนตีความผิดพลาด วิธีการที่เราปฏิบัติที่ผ่านกันมา เมื่อ ครม.ร้องขอ ฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ จึงเรียนหน่วยงานที่ทำเอกสารต้องดูรายละเอียดด้วยว่าการใช้ข้อบังคับของสมาชิก เราใช้ตามลายลักษณ์อักษร ตนเองไม่ใช่พหูสูตที่จะจำข้อความในอดีตได้ จึงต้องเอาสิ่งที่เป็นปัจจุบันมาอ้างอิง

นายพิเชษฐ์ จึงขอให้ดำเนินการตามที่ ครม.ร้องขอ จากนั้นนายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ประธานใช้อำนาจวินิจฉัยตีความข้อบังคับตามที่ ครม.ร้องขอโดยไม่มีมติใช่หรือไม่ นายพิเชษฐ์ จึงกล่าวว่าตนไม่ได้ตีความ แต่ทำตามข้อบังคับ ข้อบังคับมีเว้นวรรคถ้า ครม.ร้องขอหรือสมาชิก 20 คนเข้าชื่อจะสามารถตรวจได้ แต่ถ้าครม.ร้องขอก็ทำตามที่ร้องขอได้ ตนจึงขอวินิจฉัยตามนี้

จากนั้น ที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวในวาระ 2 และ 3 โดยผลการลงมติจากสมาชิกในที่ประชุม 456 คน ลงคะแนนเสียงเห็นชอบ 454 คน งดออกเสียง 2 คน โดยไม่มีลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบ