หน้าแรก การเมือง เท้ง ซัด งบ&#...

เท้ง ซัด งบ’69 ไร้ทิศทาง ไม่มีอะไรใหม่ ทั้งที่โลกเปลี่ยน ส่อพาประเทศล้มเหลว ห่วงสูญจีดีพีถึง 45%

28.05.25 | 19:14 น.
เท้ง

เท้ง ซัด ‘นายกฯ’ จัดงบ 69 ไร้ทิศทางไม่มีอะไรใหม่ ส่อพาประเทศล้มเหลว ชี้ ความศรัทธาของประชาชนพังไปแล้ว

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญเป็นพิเศษ มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า นายกรัฐมนตรีใช้ตัวเลขประมาณการจีดีพีจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ช่วงเดือนก.พ. ที่ผ่านมา คือ ประมาณการว่าจีดีพีจะเติบโต 2.3 – 3.3% เพราะถ้าใช้ตัวเลขของเดือน พ.ค. จะกระทบต่อประมาณการรายได้ของรัฐ และโครงสร้างงบประมาณทั้งหมด นายกฯ จึงจำเป็นต้องแถลงงบประมาณด้วยตัวเลขเก่า สิ่งที่ตนคาดหวังคืออยากให้นายกฯปรับคำแถลงฉบับนี้ด้วยมือของท่านเอง ไม่ใช่ใช้ตัวเลขที่สำนักงบประมาณเขียนมาให้ ตนกำลังสงสัยว่า เพราะนายกฯไม่ปรับ งบเลยไม่เปลี่ยน คนไทยจึงต้องรับกรรมหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมงบปี 69 เป็นปีที่สองติดต่อกันที่รัฐบาลเพื่อไทยตั้งงบขาดดุลสูงจนเกือบชนเพดาน โดยกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาท แต่ตั้งประมาณการรายได้รัฐเพียง 2.92 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ต้องกู้ 8.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 4.5% ต่อจีดีพี สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เรื่องการกู้ แต่รัฐบาลกำลังใช้เงินเกินตัวโดยไม่มีแผนการลงทุน และแผนการหารายได้มารองรับ มีแต่กู้ซ้ำๆไปลงกับโครงการเดิมๆที่ไม่ได้สร้างรายได้ ไม่ได้สร้างอนาคตให้ประเทศ

ดังนั้น สถานการณ์ภาพรวมของประเทศขณะนี้ รัฐบาลจะต้องรู้จักการใช้อำนาจ ไม่ใช่รัฐบาลที่แสวงหาอำนาจ เพื่อให้ตนเองดำรงอยู่ในอำนาจได้ต่อไป ดังนั้น งบ 69 จึงเป็นกระจกสะท้อนชั้นดีว่ารัฐบาลกำลังจัดงบประมาณแบบไร้ทิศ ไร้ทาง ไร้ภาพ ปล่อยให้การบริหารราชแผ่นดินสะเปะสะปะ เพราะใช้เวลาแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง สิ่งที่ตอกย้ำได้มากที่สุดอยู่ในงบกลางปี 68 ที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปลี่ยนงบดิจิทัลวอลเล็ตไปปใช้กับการลงทุนระยสั้น 1.57 แสนล้านบาท เป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลไม่มีภาพอะไรในหัวเลย เพราะเป็นการโยนเงินให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,850 ส่งคำของบประมาณเข้ามาภายใน 3 วัน ทั้งหมดสะท้อนว่าเรากำลังมีรัฐบาลขาดเจตจำนงค์ในการบริหารประเทศ พวกตนกล้าพูดได้ว่าการอภิปรายงบ 69 บทที่ใช้ในการอภิปรายคือข้อมูลจากงบปี 68 เพราะไส้ในงบ 69 ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการไร้สภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ

เท้ง
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จะจัดงบ 69 แบบผ่าน ๆ ไปไม่ได้ เลวร้ายที่สุดประเทศไทยมีโอกาสสูญเสียจีดีพีได้ถึง 45% ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ภาคการเกษตร ส่วนสงครามการค้าที่รุนแรงอย่างกำแพงภาษีทรัมป์ เรมมีการแก้ไขอย่างล่าช้า ซึ่งเรื่องดังกล่าวกระทบการส่งออกสินค้าของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาจีดีพีภาคการผลิต และการบริโภคของไทยจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกันตลอด แสดงว่านโยบายการแจกเงินกระตุ้นการบริโภคในอดีตได้ แต่หลังปี 65 เป็นต้นมา จีดีพีภาคการบริโภค และการผลิต โตสวนทางกัน ขณะที่การบริโภคสูงขึ้น แต่จีดีพีภาคการผลิตต่ำลง แปลว่าเงินที่ท่านแจกไปมันไหลออกไปในทางอื่นไม่ตกถึงผู้ผลิตในประเทศ กลับถูกกระทบจากสินค้านำเข้า และสินค้าเถื่อน เครื่องจักรอย่างการส่งออกกำลังจะทรุดหนักจากสงครามการค้าในอนาคต

Advertisement

ส่วนเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางจะกระทบการท่องเที่ยวของไทยในอนาคตแน่นอน ยังไม่นับรวมผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาการคลังอย่างรุนแรงในอนาคต หากรัฐบาลยังลงทุนไม่ถูกจุดไม่มีเป้าหมายในการใช้จ่ายงบประมาณที่ชัดเจน แล้วเราจะฝากความหวังไว้กับร่างฉบับนี้ได้อย่างไร

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 66 ถ้าเรามีรัฐบาลที่มีสมาธิในการบริหารประเทศ ตนเชื่อว่า เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้ง 5 ด้าน คือ 1.เราจะเห็นการจัดทำงบประมาณที่รักษาระบบวินัยการเงิน การคลัง อย่างสมดุลไม่ใช่การขยายกรอบเพื่อกู้มาแจก ทำลายศักยภาพของประเทศในอนาคตอย่างสิ้นเชิง 2.เราจะเห็นการลงทุนในเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ พร้อมกับการฟื้นฟูเครื่องจักรเศรษฐกิจเดิม 3.เราจะได้บประมาณที่ดูแลคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การศึกษา และสวัสดิการที่ทั่วถึง 4.เราจะเห็นงบประมาณที่โปร่งใส และ 5.เราจะได้เห็นงบประมาณท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น

การจัดทำงบประมาณปี 69 คือ การจัดกลุ่มตัวเลขไม่ใช่การให้ความสำคัญก่อนหลัง ทั้งนี้มีผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ เพื่อทำงบประมาณรูปแบบใหม่และธรรมนูญปลดล็อกท้องถิ่น หากเสนอสภาฯ ไม่ผ่าน เพราะรัฐบาลไม่คิดเปลี่ยนแปลงของการจัดงบทำให้มองไม่เห็นยุทธศาสตร์ใดๆ จากงบสูตรเดิม อยากให้ความหวังกับประชาชนด้วยว่าประเทศไทยไม่ขาดเงิน จะฝ่าวิกฤตได้ รัฐบาลต้องบริหารเงินแผ่นดินที่อยู่ในทุกหน่วยงานของรัฐ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ เฉพาะที่มีอยู่เท่ากับ 7-8 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 40% ต่อจีดีพีแต่ปัญหาไม่มีใครเชื่อมโยงเงิน รัฐวิสาหกิจต่างลงทุน และท้องถิ่นไม่เชื่อมโยงการบริหารประเทศ” ผู้นำฝ่ายค้านอภิปราย

นายณัฐพงษ์ อภิปรายต่อว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ขาดเงิน แต่ขาดการใช้เงินและลงทุนอย่างมีเป้าหมาย โดยงบปี 2569 เช่น รัฐบาลทุ่มงบกับการจัดการน้ำ ตลิ่ง เขื่อน คลองมากกว่าเพิ่มพื้นที่รับน้ำ หรือระบบเตือนภัย งบเกษตรฯ เน้นการเยียวยาไม่มีการลงทุน งบซอฟต์พาวเวอร์กลายเป็นงบอีเว้นท์ ประชาสัมพันธ์ซ้ำซ้อน งบสิ่งแวดล้อมเน้นสร้างซ่อมมากกว่าการแก้เชิงระบบ งบดูแลคนพิการตกหล่อน กระจัดกระจาย ซ้ำซ้อน ขาดการเข้าถึงอุปกรณ์พื้นฐาน

ดังนั้น ต้องเปลี่ยนวิธี เช่น งบประกันสินเชื่อเอสเอ็มดี เพื่อเพิ่มตัวคูณในระบบเศรษฐกิจถึง 7 เท่า งบช่วยเหลือเกษตรกร เปลี่ยนจากแจกเป็นเงินลงทุนอย่างมีเป้าหมาย สนับสนุนเครื่องจักรเฉพาะพื้นที่ พืช และเฉพาะเวลาเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดโลกร้อน

โลกเปลี่ยนแปลง แต่งบประมาณไทยไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีวิธีการใช้งบที่คุ้มค่า แม้นายกฯ ไม่ได้ทำงบประมาณ แต่คือคนที่คุมสำนักงบประมาณ เมื่อปล่อยให้ประเทศไทยใช้งบแบบไร้เป้าหมาย ไม่ปรับทิศทาง หรือเปลี่ยนทีม จึงต้องตั้งคำถามว่าประเทศไทยมีคนที่เป็นผู้นำรัฐบาลอยู่จริงหรือไม่ สิ่งที่เห็นในร่างพ.ร.บ.งบฯ69 นายกฯไม่เคยลงมาดูว่าเป้าหมายที่ประกาศหน่วยงานตั้งงบประมาณไว้หรือไม่ หรือทบทวนปรับเป้าหมาย รวมถึงไม่ตัดงบประมาณที่ซ้ำซ้อนเพื่อทำให้การทำงานดียิ่งขึ้น” นายณัฐพงษ์ อภิปราย

นายณัฐพงษ์ อภิปรายต่อว่า ตนขอเตือนนายกฯ ว่าวันนี้ไม่ใช่การทำงบประมาณที่ผิดพลาด แต่คือกระจกที่สะท้อนไปยังตัวนายกฯ ว่า ไม่มีเป้าหมายให้ประเทศละเลยการทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศต่อสภาฯว่าจะปฏิรูประบบราชการที่ทันสมัย แต่การจัดงบประมาณสูตรเดิม เหมือนกับว่าประเทศไทยไม่เคยมีนายกฯ อยู่

“เราไม่เคยมีผู้นำที่รู้จักใช้อำนาจเปลี่ยนงบประมาณที่ล้มเหลวเพื่อไม่ให้ประเทศล้มเหลวไปด้วย ผมขอย้ำว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่วิกฤตการคลัง แต่เป็นวิกฤตทางการเมือง เป็นวิกฤตของสถาบันรัฐไทย ที่เริ่มเป็นระบบขูดรีด ทั้งนี้ประเทศไทยเกือบจะเป็นรัฐล้มเหลว หากจัดทำงบประมาณแบบเดิมที่ไม่เปลี่ยน นายกฯไม่ปรับการทำงาน วันนี้ประเทศไทยไม่ใช่รัฐล้มเหลวที่สมบูรณ์ โครงสร้างรัฐไม่พัง แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนพังไปแล้ว” นายณัฐพงษ์ อภิปราย