มทภ.4 ยัน อาวุธที่ขายในค่ายทหาร ไม่เชื่อมโยงเหตุรุนแรงชายแดนใต้ หาซื้อได้ทั่วไป ไม่ใช่อาวุธสงคราม พบคนขายใช้ชื่อกำลังพลทำสัญญาเช่าพื้นที่ขายของ ยอมรับชี้แจงช้า เหตุอยู่ระหว่างตรวจสอบ
จากกรณีการจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนผิดกฎหมายผ่านขนส่งเอกชน ภายในร้านค้าสวัสดิการ มณฑลทหารบกที่ 41 ภายในค่ายวชิราวุธ หรือร้านค้า PX ค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม จนนำมาสู่การจับกุม นายวิสุทธิ์ อายุ 41 ปี เจ้าของร้าน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วนายวิสุทธิ์เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคใต้ เพิ่งจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกจากสถาบันชื่อดังแห่งหนึ่งของไทย เตรียมปรับวิทยฐานะการเป็นอาจารย์ระดับปริญญาเอกนั้น
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวยืนยันว่า อาวุธปืน พร้อมเครื่องกระสุน ที่ตรวจพบภายในร้านค้าสวัสดิการ มณฑลทหารบกที่ 41 ค่ายวชิราวุธ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมเป็นอาวุธปืนที่ซื้อขายกันโดยทั่วไป ส่วนที่มีการออกมายืนยันถึงเหตุการณ์ดังกล่าวล่าช้า เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียดของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย พร้อมกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ให้ความร่วมมือ สืบสวน สอบสวน จนนำไปสู่การรับสารภาพถึงที่มาของอาวุธดังกล่าว

พล.ท.ไพศาลกล่าวว่า จากการตรวจสอบอาวุธเป็นอาวุธใหม่ทั้งหมด สามารถซื้อขายตามท้องตลาดทั่วไป ไม่ใช่อาวุธสงคราม และเป็นการซื้อขายที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อจากร้านค้าส่วนกลางเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น ซึ่งไม่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างที่หลายคนกังวล
พล.ท.ไพศาลย้ำว่า ไม่ใช่กลุ่มขบวนการ แต่เป็นเรื่องของบุคคลที่มีการใช้ชื่อกำลังพลภายในค่ายทำสัญญาเช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจเชิงพาณิชย์เปิดเป็นร้านค้า ประเภทอุปกรณ์ตกแต่งอาวุธปืน เครื่องทหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร้านรับส่งพัสดุเอกชน ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนและขยายผลเพิ่มเติมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
พล.ท.ไพศาลกล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องของเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการต่อสู้ระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มขบวนการผู้เห็นต่างที่มีการพัฒนาบุคคลรุ่นใหม่ที่ชอบความรุนแรงต่อเนื่อง

ส่วนเหตุการณ์ที่ตรวจพบอาวุธปืนในพื้นที่หน่วยทหารนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 เผยว่า กองทัพไม่ได้เพิกเฉยหากตรวจพบว่ากำลังพลมีส่วนเกี่ยวข้องจริงจะดำเนินการตามกฎหมายถึงที่สุด กำชับพื้นที่หน่วยทหารไม่มีใครแอบอ้าง หลบซ่อนอำพรางในพื้นที่เด็ดขาด และพร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสื่อมวลชนในทุกเหตุการณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องไปยังพี่น้องประชาชน
แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องไม่มีความกังวลใจ และพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาร่วมกับทุกภาคส่วนจริงจัง ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เชื่อมั่นการทำงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้นโยบายของรัฐบาล มุ่งมั่นขับเคลื่อนอย่างประสานสอดคล้อง ขณะเดียวกันประชาชนทุกคนที่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ในพื้นที่ล้วนเข้าใจบริบทพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะทุกเหตุการณ์เมื่อเกิดขึ้นย่อมมีเหตุและผลว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ยึดหลักของกฎหมาย จะรวบรวมพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โปร่งใส สามารตรวจสอบได้

