หน้าแรก การเมือง ชยพล อัด งบกล...

ชยพล อัด งบกลาโหม69 แนะวางแผนให้ดี ซื้อให้พอ ซ่อมให้ถึง พล.อ.ณัฐพล ลุกแจงทันที

29.05.25 | 20:27 น.

‘ชยพล’ อัด งบกลาโหมเพิ่มทุกปี แต่ขาดการวางแผนจัดการอาวุธ แนะซื้อให้พอ ซ่อมให้ถึง ชี้ ถมงบแบบไร้ทิศทาง ซัด รมว.กห.อ่อนแอ มัวแต่คิดเรื่องการเมือง ทำกองทัพอ่อนไปด้วย ด้าน รมช.กลาโหม โร่แจง ซื้ออาวุธต้องดูหลายปัจจัย

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธาน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเป็นวันที่ 2

จากนั้น นายชยพล สท้อนดี ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า เราต้องการงบประมาณที่โปร่งใส เพื่อลบคำสบประมาท และชื่อเสียที่เกิดขึ้นตลอดมา ซึ่งปัญหาด้านภัยความมั่นคง มีปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ด้วยรถถัง และลูกปืน แต่อยู่นอกกรอบของการแก้ไขด้วยวิธีการทหารทางปกติ หากเราเลือกที่จะกั๊กงบ แล้วถมเงิน กับเรื่องทางการทหารด้วยมีประสิทธิภาพ จะกลายเป็นค่าเสียโอกาสของประเทศที่ไม่สามารถใช้กรอบงบประมาณในการแก้ไขปัญหาด้านอื่นได้ จึงอยากให้กองทัพ เลิกกั๊กแล้วพักก่อนดีไหม

นายชยพล อภิปรายต่อว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้น 4,700 ล้านบาท คิดเป็น 2.36% จากปี 68 โดยหากไล่ดูตามแผนงานหลัก ๆ แล้วจะอยู่ในแผนงานด้านบุคลากร ยุทธศาสตร์ป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง โดยเมื่อดูตามตัวเลข จะเห็นว่างบประมาณเกินกว่าครึ่งอยู่ที่บุคลากร ถ้าเราต้องการให้กองทัพมีประสิทธิภาพ เป็นกองทัพที่กระชับ เน้นคนให้น้อย ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้มากขึ้น โดยรัฐบาล และกองทัพพูดตลอดว่าต้องการลดกำลังพล ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้มีภาพให้เห็นสะท้อนจากการจัดงบประมาณเลย ซึ่งงบบุคลากรเพิ่มขึ้นกว่า 1,500 ล้านบาท

โครงการ Early Retire ที่จะเป็นสวัสดิการลดกำลังนายพล ซึ่งหากทำได้ตามเป้าจะประหยัดงบประมาณได้กว่า 4,479 ล้านบาทแต่โครงการดังกล่าวให้เงินก้อนได้แค่ 7 – 10 เดือนเท่านั้น โดยมีคนเข้าร่วมโครงการในปี 67 เพียงแค่ 98 คนจากเป้าหมาย 244 คนต่อปี ซึ่งเขาก็รอเงินช่วยเหลืออยู่ แล้วปีต่อไปใครจะอยากร่วมโครงการ

Advertisement

นายชยพล กล่าวต่อว่า ตนเองเข้าใจว่ากองทัพต้องการใช้งบประมาณในการซ่อม และซื้ออาวุธ ดังนั้น จึงต้องจัดสรรงบให้มีประสิทธิภาพ เพราะรู้ว่าของมันต้องมี ต้องใช้ แต่ถ้ายังซื้อแพง ซื้อมั่ว ของที่ต้องใช้ก็ไม่ซื้อ ของที่ซื้อก็ไม่ต้อง ใช้ของที่มีก็ไม่ซ่อม และมีการฝืนใช้จนพัง เป็นเรื่องราวของการบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ใส่เงินไม่ถูกที่ ทำให้กองทัพมีปัญหาทางสมรรถนะ โดยสาเหตุมาจากการบริหารของกองทัพเอง

ปัญหาประสิทธิภาพการจัดการของกองทัพ เป็นปัญหาที่ใหญ่เรื้อรัง และส่งผลอย่างมากต่อการป้องกันประเทศ ยังไม่นับเรื่องการไม่คุ้มค่าทางภาษี จึงขอแบ่งการจัดการอาวุธเป็น 3 ขั้นตอน คือ ต้องวางแผนให้ดี ซื้อให้เพียงพอ และซ่อมให้ถึง

นายชยพล ยกตัวอย่าง การซื้อเรือฟิเกต เพื่อใช้ลาดตระเวนแถบทะเลอันดามัน และอ่าวไทย จำนวนทั้งหมด 8 ลำ โดย 8 ลำนี้ คำนึงถึงการใช้งานปกติ และการเวียนเข้าโรงซ่อมตามวงจรอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว 4 ลำ แต่กำลังจะมีเรือหลวงรัตนโกสินทร์ ต้องปลดประจำการในปี 69 เพราะต้องครบตามอายุการใช้งาน ทำให้เหลือเรือเพียงแค่ 3 ลำ โดยตามข้อมูลนี้ต้องการเรืออีก 5 ลำเพื่อให้ครบความต้องการ แต่ในงบ 69 ของกองทัพบรรจุคำของบมาเพียง 1 ลำ คือ 1,750 ล้านบาท ความบกพร่องของการวางแผนคือการเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุน ยกระดับอุตสาหกรรมต่อเรือฟิเกต

การต่อเรือมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่อุปกรณ์ต่อเรือ ที่ราคาแพง การที่ผู้ประกอบการไทยจะเลือกลงทุน ต้องดูโอกาสทางธุรกิจว่าจะมีงานต่อคุ้มทุนหรือไม่ แต่เมื่อตั้งงบประมาณซื้อทีละลำ ไม่รู้ว่าลำต่อไปจะมีอีกเมื่อไหร่ ก็ไม่คุ้มเสี่ยงที่จะลงทุนยกระดับอุตสาหกรรม แค่วางแผนไม่ดี กำลังทำให้เราพลาดโอกาสชิ้นใหญ่ที่จะลงทุน

ส่วนเรื่องการซื้อให้พออาวุธต่าง ๆ เหมือนรถยนต์ต้องมีวงรอบในการซ่อมบำรุงเพื่อใช้งานให้นานที่สุด และมีสภาพให้พร้อมสำหรับการรบ ตนเองยกตัวอย่าง เรือสุดเหงาที่ซื้อมาอย่างโดดเดี่ยวเรือลำใหม่สมรรถนะสูงของกองทัพเรือ คือเรือหลวงภูมิพล อายุใช้งานยังไม่ถึง 10 ปี แต่เพราะวางแผนไม่ดีจึงไม่มีเรือที่จะใช้งาน เลยต้องใช้งานอย่างหนัก และเลยห้วงการซ่อมตามวงรอบปกติ จึงมาถึงปัญหาที่ 3 ในการซ่อมให้ถึง หลังจากที่ถูกใช้งานอย่างหนัก ไม่มีเรือสลับใช้งานแล้วนั้น ก็ยังขาดการซ่อมบำรุงตามวงรอบอย่างเหมาะสม โดยเรือลำนี้หากเครื่องยนต์เสีย จะต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ทำให้ต้องเสียงบประมาณเพิ่มอีก 240 ล้านบาท โดยมองว่าความเสียหายครั้งนี้สามารถเลี่ยงได้ด้วยการสลับเข้าซ่อมบำรุงตามวงรอบ

”งบประมาณที่กองทัพเรือได้รับสำหรับการซ่อมบำรุงอาวุธน้อยลงทุกปี ทำให้ปัญหาการซ่อมไม่ถึง ยังคงค้างคาต่อเนื่อง แล้วปัญหามันก็ยิ่งบานปลาย เรือรบพังหนักกว่าเดิม เสียงบประมาณมากขึ้นกว่าเดิม แต่กรอบงบกลับลดลง แบบนี้เราจะคาดหวังอะไรกับสมรรถนะของกองทัพเรือต่อได้“ นายชยพล กล่าว

นายชยพล ยังกล่าวถึงปัญหาที่ตามมาคือ 1.อำนาจการต่อรองราคา ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งถูก ซื้อน้อย ซื้อเต็ม การที่เราตกลงซื้อเรือแค่ทีละลำ ทำให้ประเทศต้องรับภาระราคาที่สูงเกิน ทั้งที่เรารู้ว่าความต้องการมากกว่าหนึ่งลำ เรื่องการลงทุนเมื่อซื้อทีละน้อย ๆ การจะดึงดูดการลงทุนในประเทศ ไม่ว่าจะจากประเทศต้นทางจากผู้ประกอบการไทยลงทุนเองเพื่อสร้างฐานผลิตเรือ ก็จะดูไม่คุ้มค่า รวมไปถึงสภาพความพร้อมรบ เมื่อเรือไม่พอมันก็พร่องในตัวของมันอยู่แล้ว ซ่อมไม่ทัน ก็ยิ่งพังมากกว่าเดิม เรือน้อยลงอยู่แล้ว ก็น้อยลงไปอีก

สภาพในตอนนี้เม็ดเงินงบประมาณที่เราจัดสรรให้กองทัพ ถึงแม้จะมาก แต่กลับไม่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เรากำลังเสียเงินมากกว่าที่ควร แต่กลับไม่ทำให้กองทัพเข้มแข็งขึ้นแต่อย่างใด มิหนำซ้ำ เพราะการวางแผนไม่ดีก็กำลังทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสในการรับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการลงทุนของกองทัพ จากจะป๊อก 3 เด้ง กลายเป็นบอดหมดมือ เสียหมดหน้าตัก

ส่วนยุทโธปกรณ์ชิ้นเล็ก สามารถซื้อจบได้ภายในปี โดยมีมูลค่าการซื้อยุทโธปกรณ์ชิ้นเล็กมหาศาล อย่างกองทัพบก โดยประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่ทำเรื่องปืนยาว ปืนเล็ก ชุดเกราะ รถถัง รถยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และยุทธโธปกรณ์อื่น ๆ มากมายซึ่งคำถามคือกองทัพบก ได้ให้ผู้ประกอบการไทย ได้มีส่วนร่วมขนาดไหน พร้อมกันนี้ ยังยกตัวอย่างมาตรฐานยุทโธปกรณ์ที่ต้องได้รับการอนุมัติก่อนถึงจะสามารถทำการขายให้กับกองทัพได้ โดยทุกเหล่าทัพมีมาตรฐานของตัวเอง แม้แต่ส่วนกลางกระทรวงกลาโหม ก็มีการที่ผู้ประกอบการไทยจะขายให้กับกองทัพ ต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน 4 ครั้ง ซึ่งใช้เวลานานเกินกว่าจะสามารถประกวดราคาหลังประกาศทีโออาร์ได้ทัน ทำให้ผู้ประกอบการเจอกับความยากลำบาก

อีกทั้ง การกำหนดทีโออาร์ ก็ขาดความโปร่งใส ทุกปีที่เรามีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ โดยกีดกันไม่ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถมีส่วนร่วมได้โดยง่าย มันคือค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไทย ไม่สามารถได้รับการกระตุ้นโดยการลงทุนของกองทัพไทย หนำซ้ำยังมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส เพราะกองทัพไม่เคยชี้แจงในเอกสารคำของบประมาณว่าการซื้อปกรณ์ใช้อะไร และอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแล้วก็จัดให้ข้อมูลอยู่ในชั้นความลับ

นายชยพล ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการจัดชั้นความลับเอกสารที่ทำให้ยากต่อการตรวจสอบของผู้แทนประชาชนในส่วนที่เป็นยุทโธปกรณ์ ด้านปืนเรดาร์ ระบบสื่อสาร คอมพิวเตอร์ ซึ่งสิ่งที่ตนเองติดใจคือพวกที่ไม่ควรจะเป็นความลับ อย่างเช่น ยุทโธปกรณ์เพื่อการบรรเทาสาธารณะภัย รถตักดิน รถส่องไฟ หรือเรือท้องแบน จึงถามว่ามันละเอียดอ่อนขนาดจะสะท้อนความสามารถของกองทัพไทยได้เลยหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้หรือไม่ในการสนับสนุนคนไทย

นายชยพล ยกตัวอย่างกองทัพบกเลือกที่จะตั้งโรงงานมาเพื่อผลิตเองเลือกที่จะใช้สินค้าจากโรงงานซ่อมยางของโรงงานซ่อมสร้างรถยนต์ทหาร ศูนย์ซ่อมสร้างอุปกรณ์ สายสรรพาวุธในการผลิตยางรถยนต์ให้กับกองทัพ สมุดปกขาว หรือแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพ ในหัวข้อเรื่องอุตสาหกรรมป้องกันประเทศคือกองทัพบกตั้งเป้าในการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศการเป็นผู้ผลิตเอง โดยตั้งเป้าสนับสนุนโรงงานทั้ง 13 แห่งเพื่อสนับสนุนอุดหนุน พัฒนา วิจัย ผลิตภัณฑ์ของตัวเองในฐานะผู้ผลิต และให้เอกชนมีส่วนร่วมเล็กน้อยก็พอ

โดยยืนยันว่า ส่วนสำคัญที่คนไทยสามารถมีส่วนร่วมได้ตั้งแต่วันนี้โดยไม่ต้องลุ้นเอาดาบหน้าเหมือนเรือฟิเกต 3,600 ล้านบาท โอกาสผู้ประกอบการไทยได้มีส่วนร่วมบ้างหรือไม่ และยกตัวอย่างเตียง 35,000 หลัง รวมเกือบ 100 ล้านบาท อุปกรณ์สมาร์ทคลาสรูม 15 ล้านบาท รถบรรทุก 30 คัน 21 ล้านบาท หรือแม้แต่ม้าพ่อพันธุ์ ม้าต้องการม้าดีสีดำแท้ในการเพาะพันธุ์ม้าเพื่อร่วมพระราชพิธี 4 ตัว 26 ล้านบาท

นายชยพล จึงตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ในการซื้อพ่อพันธุ์ม้า เพราะเองซื้อน้ำเชื้อให้ฟาร์มเพาะพันธุ์ได้หรือไม่ หรือซื้อม้าสำเร็จรูปตัวเต็มวัยพร้อมขี่จากฟาร์มม้าไทยได้หรือไม่ หรือว่าตอนนี้น้ำเชื้อม้าคือความลับสุดยอดของกองทัพบกไปแล้ว

เราสามารถตั้งข้อสังเกตกับงบประมาณของกองทัพที่แม้แต่ สส. ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ รู้เพียงแค่โครงการชื่ออะไร ใช้เงินเท่าไหร่ สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสของการใช้งบประมาณของกองทัพว่าเป็นไปเพื่อความมั่นคงของชาติ หรือเพื่อความมั่นคงของใคร จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในคณะกรรมาธิการทหาร และคณะกรรมาธิการความมั่นคง พบว่ามีงบประมาณที่เราพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ใช้ไปเพื่อคุกคามคนในประเทศ อีกทั้งยังโชว์งบประมาณที่ไม่มีการชี้แจงแต่ถูกสงสัยว่าเป็นงบประมาณใช้เพื่อปฏิบัติการคุกคามประชาชน หรือไอโอ ที่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจไปก่อนหน้านี้ และไร้คำตอบ และคำชี้แจงจากรัฐบาล เป็นขบวนการบั่นทอนประชาธิปไตย โดยการชักใหญ่ หน่วยงานนอกกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บงการ ควบคุมการทำงานของกองทัพอีกที

“เป็นรัฐพันธุ์ลึกอย่างแท้จริง เพราะถามสำนักงบก็ตอบไม่ได้ ถามกรมบัญชีกลาง ก็บอกไปหาเอาเอง ถาม สตง. ก็บอกตรวจสอบแค่การขอเงินส่วนการใช้เงินไปเพื่อทำอะไรไม่มีใครรู้ แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ก็ไม่รู้ แล้วแบบนี้เราจะถามหาความรับผิดชอบในการบริหารจากใครได้อีก” นายชยพล กล่าว

นายชยพล ยืนยันว่า เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอุดรอยรั่วทางงบประมาณ จะจ่ายอะไรต้องคิดให้ดี วางแผนให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ยิ่งอะไรที่ไม่โปร่งใสยิ่งต้องถูกตรวจสอบ ตนเองจึงขอเสนอเอาแค่เงินราชการลับที่ไม่มีใครรู้ว่าใช้เพื่ออะไร แม้แต่รัฐมนตรีก็ไม่รู้กับเงินค่าใช้จ่ายสนับสนุนในการซ่อมกำลังบำรุง ที่ฟังดูเหมือนจะเป็นเงินซ่อมอาวุธซึ่งเป็นคนละก้อนกัน

ส่วนเรื่องเรือฟิเกต ถ้าโครงการถูกคิดมาอย่างรอบคอบ เล็งเป้าหมายให้เกิดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การอนุมัติเรือมากกว่า 1 ลำถึงจะเป็นทางออกที่ดี จึงมีข้อเสนอให้ขอไปทบทวนมติใหม่เปลี่ยนหลักการให้อนุมัติเรือ 2 ลำ ดาวน์ 5% ของมูลค่าโครงการ ใช้เงินเท่าเดิม แต่ได้การจุดประกายอุตสาหกรรมเพิ่ม ส่วนทางที่สอง คือชะลอโครงการไปก่อนเพื่อทำให้โครงการใหม่ ชัดเจนกว่านี้ 1,750 ล้านบาท จะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ส่วนทางที่สาม หากฝืนต่อไปจึงได้พยายามชี้แจงเหตุผลความจำเป็นของโครงการนี้ ซึ่งหลังจากนี้ ต้องรอลุ้นกันเอาเองว่ากองทัพจะสามารถงัดข้อมูลที่หนักแน่นอะไรออกมาปกป้องโครงการนี้

”ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีเงินมากพอ แต่เราขาดนายกรัฐมนตรีที่มีทิศทาง ถ้าเราเลือกลงทุนอย่างฉลาดการลงทุนรัฐ 1 บาท มันสามารถมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่านั้นได้ เพราะนายกรัฐมนตรีของเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้งบประมาณการลงทุนของภาครัฐต้องสะเปะสะปะ ไร้ซึ่งจุดหมายปลายทาง“ นายชยพล กล่าว

นายชยพล ชี้ว่า ส่วนคนที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำนายกรัฐมนตรี คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กลับคิดแต่เรื่องการเมือง กลัวขึ้นสมองว่าถ้าตั้งงบก้อนใหญ่เกินไป จะต้องเจอกับแรงเสียดทานทางการเมือง เดี๋ยวฝ่ายค้านด่า อย่าให้ซ้ำรอยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนก่อน ใครถามก็บอกให้ซื้อเรือ เห็นชอบโครงการ แต่กรรมธิการของพรรคตัวเองนั่นแหละ ที่กระเสือกกระสนจะตัดมันให้ได้

ส่วน พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกลาโหม ต้นเหตุของความเละเทะทั้งหมด เกิดจาก พ.ร.บ. ดังกล่าวในมาตรา 43 ที่ทำให้นโยบายจัดสรรงบประมาณต้องเป็นไปตามมติของสภากลาโหมที่เต็มไปด้วยนายพลมากกว่า 20 คนนั่งรุมรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยที่มาจากพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางที่การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจะเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะข้อเท็จจริงคือนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรัฐมนตรีที่อ่อนแอ และกองทัพเลยอยู่ในจุดที่อ่อนตามการจัดสรรงบประมาณเป็นไปเพื่อประสิทธิภาพ แต่กลับเป็นไปตามระบบเค้ก กองทัพบก 2 ส่วน กองทัพอากาศ 1 ส่วน กองทัพเรือ 1 ส่วน แบ่งเค้กแล้วแยกไปประกอบเมนูอาหารตามใจของตัวเอง ซึ่งต้นเหตุที่ยังแก้ไขไม่ได้เป็นเพราะกฎหมายเศรษฐกิจแรกแรกที่ถูกยื่นเข้าสภาชุดนี้โดยพรรคก้าวไกล ก็พอรัฐบาลเองที่มีทั้งร่าง ครม. ของพรรคเพื่อไทย เตรียมประกบเรียบร้อย แต่กลับถูกไอ้โม่งสั่งให้ชักกฎหมายออก นี่คือต้นเหตุของความอ่อนแอ ทั้งความอ่อนแอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่มีอำนาจในการบริหาร และความอ่อนแอของกองทัพ ที่ไม่สามารถทำให้มีประสิทธิภาพได้แล้วกฎหมายนี้ยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะรัฐบาลเพื่อไทยที่ส่งความกลัวกองทัพอย่างชัดเจนด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่เชื่อได้เลยว่าการจัดสรรงบของกองทัพ จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลุกชี้แจงต่อจากนายชยพลทันทีว่า งบประมาณของกระทรวงกลาโหม แม้จะดูมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่หากวัดสัดส่วนกับงบประมาณของประเทศ จะพบว่าลดลง ส่วนการรักษาเป็นความลับ ยืนยันว่าในระเบียบการรักษาความปลอดภัยบุคคล เอกสาร และสถานที่ หากเอกสารส่วนใดมีชั้นความลับ ทั้งฉบับก็ต้องเป็นลับทั้งหมด ส่วนเรื่องบุคลากรที่เพิ่มขึ้น กระทรวงกลาโหมได้ลดกำลังพลมาโดยตลอด และมีเป้าหมายจะปรับนายทหารชั้นนายพล ตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ลดลง 378 อัตรา ในปี 2570 ซึ่ง ขณะนี้ปรับลดไปแล้ว 308 อัตรา

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่า กระทรวงกลาโหมได้ควบคุมยอดการผลิตกำลังพลจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อย ลดมาตามลำดับตั้งแต่ปี 2530 และจะไม่มีการเพิ่มนักเรียนนายร้อยและนักเรียนนาย 10 และขอขอบคุณนายชยพล ที่เสนอว่าโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด 7-10 เดือนนั้นน้อยไป ซึ่งตนได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีแล้ว เชื่อว่าคงมีการปรับปรุงต่อไป

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ส่วนการปรับลดกำลังพลประจำการ ยืนยันว่ากระทรวงกลาโหม จะปรับลดลงร้อยละ 5 ในปี 2570 ให้เหลือ 12,000 อัตรา ซึ่งปัจจุบันปีนี้ปรับลดไปได้แล้ว 9,000 อัตรา ยืนยันว่ากำลังพลลดลงแล้ว แต่สาเหตุที่งบบุคลากรเพิ่มขึ้นคือ 1.มีการปรับเงินเดือนข้าราชการ ตามนโยบายข้าราชการ ซึ่งกำลังพลที่เป็นระดับปริญญาตรี ให้ปรับเป็น 18,000 บาท

2.มีการปรับค่าตอบแทนพิเศษของทหารกองประจำการหรือพลทหาร เพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 11,000 บาท และเพิ่มเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับเงินเดือนแรกบรรจุรับราชการ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ส่วนเรื่องเรือฟริเกต ตนเห็นด้วยกับนายชยพล เพราะในชั้นการส่งคำของบประมาณ กองทัพเรือขอมา 2 ลํา รวมเป็นเงิน 35,000 ล้านบาท ซึ่งในระดับนโยบายกังวลว่าหากเกิดเหตุไม่คาดคิด ทำให้การจัดหาไม่เสร็จ รัฐบาลจะสูญเสียเงินทั้งหมด จึงให้กองทัพเรือทยอยจัดหามาหนึ่งลำก่อน ในวงเงิน 17,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ในการจัดหายุทธโธปกรณ์ของกองทัพ เรามีปัจจัยมากมาย แม้ตนจะเห็นด้วยนายชยพล