เปิดรายละเอียด สมศักดิ์ วีโต้ แพทยสภา ลงโทษ 3 หมอ จับตา 12 มิ.ย. ลงมติอีกครั้ง
วันที่ 30 พฤษภาคม ภายหลังจากที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะสภานายกพิเศษ แพทยสภา ส่งหนังสือถึงนายกแพทยสภา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตอบกลับและให้ความเห็นต่อมติแพทยสภา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่พิจารณาลงโทษแพทย์ 3 คน จากโรงพยาบาล (รพ.) ราชทัณฑ์ และ รพ.ตำรวจ ผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการดูแลและส่งตัว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2566 จนถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 นั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการตอบกลับของสภานายกพิเศษ มีนัยยะสำคัญ คือ การไม่เห็นด้วย หรือ วีโต้ (Veto) มติแพทยสภา ซึ่งเสมือนเป็นคำสั่งยับยั้งมติแพทยสภา กรณีดังกล่าวนี้ คณะกรรมการแพทยสภาจะต้องพิจารณามติเรื่องนี้อีกครั้งในที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งมีกำหนดการประชุมทุกวันพฤหัสที่ 2 ของทุกเดือน ดังนั้น การประชุมครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน 2568 และล่าสุดได้รับยืนยันจาก 1 ในกรรมการแพทยสภาแล้วว่า จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในที่ประชุมดังกล่าว
ทั้งนี้ การหยิบยกประเด็นที่สภานายกพิเศษ มีคำสั่งยับยั้งมติแพทยสภา คณะกรรมการแพทยสภาจะต้องหารือกัน หากยืนยันว่าจะดำเนินการตามมติเดิม คือ ให้ลงโทษแพทย์ 3 คน ประกอบด้วย 1.แพทย์หญิง จาก รพ.ราชทัณฑ์ ให้มีการลงโทษโดยการว่ากล่าวตักเตือน กรณีมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ 2.นายแพทย์ จาก รพ.ตำรวจ ให้ลงโทษโดยการพักใช้ใบอนุญาตเป็นระยะเวลา 3 เดือน กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง และ 3.นายแพทย์ รพ.ตำรวจ ให้ลงโทษโดยการพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 6 เดือน กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง คณะกรรมการแพทยสภาจะต้องลงคะแนนเสียง จำนวน 2 ใน 3 ของคณะกรรมการทั้งคณะซึ่งมี จำนวน 70 คน
นั่นหมายความว่า หากมี 47 เสียงที่เห็นชอบตามมติเดิม จึงจะออกเป็น “คำสั่งแพทยสภา” ได้ โดยคำสั่งแพทยสภาถือเป็นที่สุด อย่างไรก็ตามแต่ ผู้เสียหาย หรือ ผู้ถูกลงโทษ ยังสามารถยื่นขอเพิกถอนคำสั่งแพทยสภาได้ผ่านขั้นตอนของศาลปกครอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดการวีโต้จากปากคำของนายสมศักดิ์ มีเพียงแต่การรายงานข่าวที่เปิดเผยเนื้อหาในหนังสือวีโต้ สรุปความได้ว่า เห็นชอบให้ยกข้อกล่าวโทษกรณีให้ข้อมูลทางการแพทย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง กรณีผู้ถูกร้องที่ 1
และไม่เห็นชอบการลงโทษ ผู้ถูกร้องที่ 2-4 ได้แก่ ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่ลงโทษด้วยการว่ากล่าวตักเตือน กรณีมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยเป็นแพทย์ผู้ทําหน้าที่ตรวจร่างกายผู้ต้องขังแรกรับในเรือนจํา และมีการเขียนใบส่งตัวไปยัง รพ.นอกเรือนจำ จึงมีความเห็นโดยสรุปว่า การกระทําของผู้ถูกร้องดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นผู้ประพฤติผิดจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามที่ถูกกล่าวโทษ จึงเห็นควรยับยั้งมติลงโทษผู้ถูก ร้องที่ 2
ขณะที่ ผู้ถูกร้องที่ 3 ที่ลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นเวลา 3 เดือน กรณีให้ข้อมูลทางการแพทย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยในขณะนั้น ผู้ถูกร้องให้สัมภาษณ์ตอบคําถามของผู้สื่อข่าว ซึ่งมีการกล่าวถึงอาการป่วยของผู้ต้องขังป่วยซึ่งมารับการรักษาที่ รพ.ตํารวจ จํานวน 2 ครั้ง กล่าวคือ การสัมภาษณ์ในวันที่ 23 สิงหาคม 2566 และในวันที่ 25 สิงหาคม 2566 พิจารณาแล้วมีความเห็นโดยสรุปว่า การกระทําของผู้ถูกร้องดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังได้ว่า เป็นการประพฤติผิดจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามที่ถูกกล่าวโทษ อีกทั้งยังเห็นว่าโทษที่ลงแก่ผู้ถูกต้องหนักเกินไปไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์ของการกระทํา จึงเห็นควรยับยั้งมติลงโทษผู้ถูกร้องที่ 3
และผู้ถูกร้องที่ 4 ลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นเวลา 6 เดือน กรณีให้ข้อมูลทางการแพทย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยมีความเห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการสอบสวนรับฟังได้ว่า สาระของใบแสดงความเห็นแพทย์ ประกอบไปด้วยส่วนสําคัญ ได้แก่ อาการ การวินิจฉัย และความเห็นแพทย์
ในส่วนของความเห็นแพทย์ในใบ แสดงความเห็นแพทย์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2566 ระบุว่า “การรักษายังไม่สิ้นสุด เพราะต้องรักษาแผลที่ ผ่าตัด ตรวจและวางแผนผ่าตัดโรคที่รายงาน จึงจําเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาล” และในใบแสดงความเห็นแพทย์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2566 ระบุว่า “ต้องรับการผ่าตัดเร่งด่วน เพราะมีอาการปวดรุนแรง มือและแขน อ่อนแรง”
การแสดงความเห็นแพทย์ดังกล่าว คณะกรรมการแพทยสภาลงมติวินิจฉัยว่า เป็นการลงความเห็นที่ไม่ถูกต้อง และเห็นควรลงโทษโดยไม่มีเหตุปราณีพักใช้ใบอนุญาต 6 เดือน
โดยมีความเห็นว่า เป็นการให้ความเห็นในการใส่ใจดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดและอยู่ระหว่างการรอตัดไหม ซึ่งมีโรคเดิมหลายโรค และเป็นความเห็นตามปกติที่สัญญาแพทย์ทั่วไปที่รับผิดชอบติดตามดูแล คนไข้ของตนใน รพ.ทั่วไปให้เสร็จสิ้นกระบวนการผ่าตัดรักษาจะให้ความเห็นแบบนี้ได้อยู่แล้ว การกระทําของผู้ถูกร้องยังไม่ถือว่า เป็นความผิดจริยธรรมตามที่ถูกหา จึงเห็นควรยับยั้งมติลงโทษผู้ถูกร้องที่ 4

