ครูปรีดา แนะ ตัดงบเช่าแท็บเล็ต ศธ. เหตุคุณภาพสู้สมาร์ทโฟนน.ร.ไม่ได้ ชี้ลงโครงการอื่นได้ประโยชน์มากกว่า
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วันที่ 3 โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม
ต่อมาเมื่อเวลา 15.45 น. นายปรีดา บุญเพลิง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้อภิปรายงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตของชาติ ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณ 355,108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,333 ล้านบาท คิดเป็น 4.2% ถือเป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบมากเป็นอันดับที่ 3 รองจากกระทรวงการคลัง และกระทรวงกลาโหม
นายปรีดากล่าวต่อว่า จริงๆ แล้วการศึกษาควรได้รับงบประมาณเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือรากฐานของความเจริญอย่างยั่งยืน และเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขันระดับโลก ในปีงบประมาณนี้ มีการจัดสรรงบประมาณให้กับโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเป็นโครงการเช่าแท็บเล็ตให้กับนักเรียนกว่า 600,000 คน วงเงินรวม 20,001 ล้านบาท เป็นงบผูกพันระยะเวลา 8 ปี ตั้งแต่ปี 2567-2574 แต่ขณะนี้โครงการยังไม่สามารถเริ่มได้ เนื่องจาก TOR ไม่แล้วเสร็จ งบประมาณปี 2568 ยังไม่ได้ใช้แม้แต่บาทเดียว
นายปรีดายังกล่าวต่อว่า แม้เจตนาโครงการจะดี แต่ผลลัพธ์น่าเป็นห่วง เพราะแท็บเล็ตที่ใช้มักมีคุณภาพต่ำ ไม่เท่ากับสมาร์ทโฟนที่นักเรียนมีอยู่แล้ว ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ใช้แท็บเล็ตเพื่อความบันเทิงมากกว่ากระบวนการเรียนรู้พื้นฐาน เช่น การอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ ถูกบั่นทอน ค่าเช่า Wi-Fi และค่าสาธารณูปโภคจะเพิ่มขึ้นในโรงเรียน โดยในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ ภาคประชาชนและนักวิชาการได้ทำประชาพิจารณ์ และพบว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อหรือเช่าแท็บเล็ตในลักษณะนี้ ตนเห็นว่าควรตัดงบโครงการนี้ทั้งหมด และนำงบไปลงทุนในโครงการที่เกิดประโยชน์กับนักเรียนจริงๆ เช่น อาหารกลางวัน, ห้องสมุด, หรืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์
อีกโครงการหนึ่งที่สำคัญคือ โครงการอบรมพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรทางการศึกษา ใช้งบประมาณ 212 ล้านบาท แต่วันนี้การอบรมที่ใช้งบเดินทาง ค่าที่พัก วิทยากร เอกสาร ฯลฯ กลับไม่ได้ผลตามเป้าหมาย ตนขอเสนอว่าควรปรับรูปแบบอบรมเป็นระบบไฮบริด ผสมผสานระหว่าง ออนไลน์ + On-site แบบกลุ่มเล็ก และจัดตั้งศูนย์วิชาการในกลุ่มโรงเรียน เพื่อให้ครูในพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจริง ไม่ใช่แค่ไปเซ็นชื่ออบรม ตนขอตัดงบโครงการนี้ 5% เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้นและเน้นที่ผลสัมฤทธิ์
”เราต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบของทุกปัญหา และงบประมาณไม่ควรมีเป้าหมายแค่ใช้ให้หมด แต่ต้องใช้ให้เกิดผลลัพธ์กับเด็กไทยอย่างแท้จริง ผมสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่ดีและเหมาะสมจริง แต่ขอคัดค้านงบที่ยังไม่พร้อม หรือขาดประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาษีของประชาชนถูกใช้ไปในทางที่เกิดประโยชน์สูงสุด“ นายปรีดากล่าว

