หน้าแรก การเมือง ส่องปมร้อน‘ภา...

ส่องปมร้อน‘ภาษีทรัมป์’ ศึกภายในมะกันป่วนโลก

1.06.25 | 12:43 น.

หมายเหตุ นักวิชาการวิเคราะห์กรณีศาลการค้าระหว่างประเทศสั่งระงับมาตรการภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต ล่าสุดศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐได้ระงับการสั่งห้ามดังกล่าวชั่วคราวเพื่อพิจารณาคำอุทธรณ์ของรัฐบาลทรัมป์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม

สมภพ มานะรังสรรค์ 

อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 

และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง 

Advertisement

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

ถานการณ์ที่เปลี่ยนกลับไปกลับมา ส่วนตัวมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจทำให้แนวทางการใช้มาตรการทางภาษีของสหรัฐต้องเปลี่ยนไปจากรูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งอาจทำให้สะเทือนต่อระบบการค้าระหว่างประเทศในระยะยาวได้ ขณะนี้แม้กระบวนการทางศาลจะยังไม่สิ้นสุด แต่คำสั่งศาลชั้นต้นได้มีการวินิจฉัยไว้ก่อนแล้ว ศาลอุทธรณ์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเปลี่ยนแปลงคำตัดสินเดิมหรือไม่ โดยต้องใช้เวลาในการไต่สวนเพิ่มเติม ซึ่งหมายความว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุด และยังไม่มีความแน่นอนว่าจะยกเลิกหรือจะดำเนินการตามคำสั่งเดิมจากศาลชั้นต้น ดังนั้นถือว่ายังตัดสินไม่ได้ในเร็ววันนี้ว่ามาตรการภาษีจะไปต่อ หรือจะต้องพับมาตรการออกไป

นอกจากความไม่แน่นอนทางกฎหมายแล้ว ยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ ภายในสหรัฐ ที่ลุกลามจากฝ่ายบริหารไปสู่ฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ ซึ่งปัจจุบันความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเชิงนโยบายอีกต่อไป แต่ได้ขยายเข้าสู่ระบบราชการและกลไกตุลาการ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญในการบริหารประเทศ การบริหารประเทศภายใต้ความขัดแย้งภายในองค์กรรัฐเองจะยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้น ขอเน้นย้ำว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้างแน่นอน เพราะสหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจโลก เวลาสหรัฐมีปัญหา จะไม่ใช่เป็นปัญหาภายในของเขาอย่างเดียว แต่มันกระทบไปถึงในระดับนานาชาติและประเทศอื่นๆ ด้วย 

เพราะสหรัฐเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของโลก ที่หลายประเทศยังคงต้องพึ่งพาเศรษฐกิจสหรัฐเป็นศูนย์กลางหลัก ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน หรือการเงิน โดยเฉพาะผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ที่อาจเกิดความผันผวน เนื่องจากจะทำให้นักลงทุนจะไม่กล้าเสี่ยงลงทุนหากยังไม่มีความชัดเจนในทิศทางของรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาว เช่น การลงทุนในเครื่องจักรหรือโรงงาน ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะคุ้มทุน และสิ่งที่นักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วโลกต้องการมากที่สุดตอนนี้คือความชัดเจน ทั้งนี้ ถ้าศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่า รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถใช้มาตรการภาษีแบบกว้างได้อีก ผู้ประกอบการก็จะสามารถวางแผนได้ดีขึ้น ระบบการผลิตจะกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้ายังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ก็ไม่มีใครกล้าเดินหน้าเต็มที่

ส่วนผลการตัดสินจะมีความชัดเจนภายในระยะเวลาเท่าไรนั้น หากพิจารณาตามกระบวนการของศาล ควรจะใช้เวลาไม่นาน และอย่าให้เกินไปถึง 6 เดือน หรือถึง 1 ปี เพราะหากช้าเกินไปจะยิ่งสร้างความเสียหาย เนื่องจากประเด็นได้รับความสนใจจากสาธารณชนรวมถึงทั่วโลกอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะวงการธุรกิจ 

ความขัดแย้งภายในของสหรัฐในครั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่ารุนแรงยิ่งกว่าความขัดแย้งกับต่างประเทศ เช่น สงครามการค้ากับจีน เพราะเป็นความขัดแย้งที่ลึกและฝังรากในสังคมอเมริกัน ซึ่งมีแนวโน้มจะนำไปสู่การเผชิญหน้าในระดับชุมชนและสังคมมากขึ้นจนวุ่นวายและยากที่จะควบคุม 

ในส่วนของประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหลักของสหรัฐในสงครามการค้า มองว่าช่วงความผันผวนตรงนี้ จีนอาจมองเห็นโอกาสในสถานการณ์นี้ โดยอาจใช้ช่องว่างมาขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระวัง เพราะต่อให้จะไม่มีมาตรการภาษี หรือมีการเปลี่ยนแปลงออกไป สหรัฐก็อาจหันไปใช้มาตรการอื่น เช่น การควบคุมเทคโนโลยีหรือการจำกัดการส่งออกสินค้าจำพวกเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นวิธีที่เคยใช้มาแล้วทั้งในยุครัฐบาลทรัมป์ 1.0 และรัฐบาลยุคนายโจ ไบเดน

สำหรับเศรษฐกิจไทย ขอเตือนว่าภาคธุรกิจไทยไม่ควรเร่งรีบตัดสินใจใดๆ โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น การซื้อเครื่องจักรหรือขยายโรงงาน เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอนพอ เพราะเรายังประเมินอะไรไม่ได้มาก ต้องดูว่าศาลสูงสุดของสหรัฐจะวางบรรทัดฐานอย่างไร สิ่งที่น่ากังวลคือพฤติกรรมของผู้ประกอบการไทยบางรายที่พยายามเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ อาจสร้างความบิดเบี้ยวให้กับระบบเศรษฐกิจ เช่น การสต๊อกสินค้าเกินความจำเป็น หรือผลิตล่วงหน้าเกินกว่าความต้องการจริง ซึ่งอาจสร้างภาระในระยะยาว และเสี่ยงต่อการวางแผนผิดพลาดเพราะสถานการณ์สามารถพลิกผันได้ตลอด 

นอกจากนี้ การที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐมากเกินไปเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนที่ประเทศไทยต้องรีบจัดการ เพราะหากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น สหรัฐใช้มาตรการกีดกันการค้าอย่างเฉียบพลัน หรือมีความขัดแย้งทางการเมืองภายใน ก็อาจส่งผลกระทบหนัก โดยเฉลี่ยไทยส่งออกไปสหรัฐมากกว่า 80% ของมูลค่ารวม ซึ่งถือว่าเยอะมาก ถ้าตลาดนี้ล้ม ไทยจะลำบากทันที ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องกระจายตลาด หันไปหาตลาดเอเชีย แอฟริกา หรือตะวันออกกลางให้มากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังคงต้องวางแผนเชิงรุกในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยต้องติดตามสถานการณ์ของสหรัฐอย่างใกล้ชิด และเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเอกชนผ่านข้อมูลและการสนับสนุนด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งการเจรจาก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องวางแผนต่อ และ หากได้คิวก็ต้องไปเจรจาเพราะถือว่าไทยยังมีความสัมพันธ์ทางการค้าอยู่กับสหรัฐ รวมถึงช่วงเวลานี้รัฐบาลไทยต้องคว้าโอกาสที่จะมองหาตลาดสำรองไว้ เช่น ในเอเชียหรือตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดหลัก อย่างไรก็ตาม มองว่าไทยเองนั้นไม่จำเป็นต้องไปลงทุนหรือดำเนินนโยบายตามแนวทางของสหรัฐเสมอไป เพราะสถานการณ์ภายในของเขาก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับภาคการค้า ขัดแย้งระหว่างศาลกับประชาชน ซึ่งทั้งหมดยังไม่เห็นทางออก หรือ ข้อสรุปที่ชัดเจนของมาตรการทางการค้าและเศรษฐกิจของทรัมป์ 

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ 

นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

ากการที่ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ ได้ระงับการสั่งห้ามใช้มาตรการภาษีศุลกากรที่ครอบคลุมมากที่สุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม หลังจากที่ศาลการค้าระหว่างประเทศได้มีคำพิพากษาเมื่อหนึ่งวันก่อนหน้าว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการออกมาตรการดังกล่าว และมีสั่งให้ยุติการบังคับใช้ในทันที ประเมินว่าเป็นพักคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่บอกระบุว่าทรัมป์ ทำผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่เป็นการผิดทุกรายการ เพราะมีหลายเรื่องที่ถูกกฎหมาย ทั้งการปรับขึ้นภาษีเหล็ก รถยนต์ และอะลูมิเนียม นอกเหนือจากนั้นที่มีการเล่นงานหลายประเทศผ่านอัตราภาษีสูงๆ ถือว่าผิดกฎหมาย ผิดหลักการ 

โดยการที่ศาลอุทธรณ์ให้พักคำตัดสินศาลชั้นต้นไว้ก่อน ไม่ได้หมายความว่าที่พิพากษาออกมาจบไป แต่เป็นการพักไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจนในการพิจารณาใหม่อีกครั้งวันที่ 9 มิถุนายนนี้ ขั้นตอนจากนี้มีอยู่ 2 ทางเลือกคือ 1.ให้พักต่อได้ และ 2.นำเรื่องเข้าไปให้ศาลสูงของสหรัฐตัดสิน โดยหากออกมาในทางบวกก็เท่ากับทรัมป์ทำถูกต้อง สามารถทำต่อได้ แต่จะใช้เวลานานมากน้อยเท่าใดยังไม่ชัดเจน ซึ่งหากนำเข้าสู่ศาลสูงมองว่าโอกาสที่ทรัมป์จะชนะมีสูงขึ้น เพราะที่ผ่านมาศาลสูงของสหรัฐค่อนข้างเอนเอียงในด้านทรัมป์ 

สถานการณ์ต่อจากนี้จึงมองว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงใช้มาตรการภาษีนี้เล่นงานประเทศเป้าหมายที่วางไว้ได้ แต่หากถูกสั่งห้ามจริงๆ เพราะมองว่าทำผิด แม้โอกาสที่เกิดขึ้นได้มีน้อยมาก ทรัมป์ก็ยังสามารถใช้วิธีอื่นเล่นเกมได้ ผ่านกฎหมายตัวใหม่ที่เพิ่งออกมา จากเดิมที่มีมาตรา 232 กฎหมายว่าด้วยการขยายการค้าที่ให้อำนาจในการเล่นงานประเทศต่างๆ อาทิ การเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศหากมองว่าขัดกับความมั่นคงของประเทศ ทรัมป์สามารถใช้นโยบายภาษีที่ตั้งไว้ได้ รวมถึงมีมาตรา 301 ที่อนุมัติให้สหรัฐเล่นงานประเทศอื่นในกรณีที่มองว่าค้าขายระหว่างกันไม่เป็นธรรม ทั้งการทุ่มตลาดขายสินค้าต่ำทุน และอุดหนุนทางการค้า อีกทั้งสามารถออกกฎหมายใหม่สนับสนุนการทำงานของตัวเองได้

จากการประเมินความเป็นทรัมป์ ไม่ว่าจะหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ต้องใช้ทุกวิธีการทำให้สิ่งที่ตัวเองตั้งใจดำเนินการเป็นผลให้ได้ เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของตุลาการที่มีความคาราคาซังมากอยู่ จึงต้องประเมินท้ายที่สุดว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งมองว่าท้ายที่สุดทรัมป์คงได้สิ่งที่ตัวเองต้องการแน่นอน เพราะศาลสูงของสหรัฐอยู่ข้างทรัมป์มากอยู่ รวมถึงแม้จะถูกมองว่าผิดจากศาลออกมา ก็สามารถออกกฎหมายใหม่ และมีกฎหมาย 2 ฉบับที่เอื้อให้สามารถทำได้อยู่ดี

สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้สร้างผลที่มีต่อเศรษฐกิจกับเรื่องของอะไร มองว่า 1.เกิดความไม่แน่นอนในการเจรจาต่อรอง ผู้ที่ต่อรองเริ่มไม่แน่ใจและไม่แน่นอนแล้วว่า ตกลงเป็นปัญหาความไม่แน่นอนในการใช้กฎหมายของสหรัฐเองหรือไม่ ทำให้อำนาจต่อรองของทรัมป์ลดลง 2.สร้างความปั่นป่วน และไม่แน่นอนในตลาดการค้ารวม และภาคการลงทุนต่างๆ เพราะไม่รู้ว่าตกลงสิ่งที่ทรัมป์ทำอยู่จะมีผลได้จริงหรือไม่ และมีผลเมื่อไหร่ ซึ่งเรื่องนี้มีผลกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

สิ่งที่เป็นความเสี่ยงในสหรัฐเองคือ การออกกฎหมายของบประมาณของทรัมป์เพิ่มขึ้นประมาณ 3 ล้านล้านบาท หากหาเงินก้อนนี้มาใช้ไม่ได้ จะทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐขยายตัวจากทุกวันนี้ 98% ต่อจีดีพี มาเป็น 140% ซึ่งเป็นการสร้างปัญหาเรื่องกรอบวินัยทางการเงินการคลัง คู่ขนานไปกับอีกส่วนหนึ่งคือ มูดี้ส์มีการลดเรตติ้งของสหรัฐลง ทำให้การออกพันธบัตรของสหรัฐมีต้นทุนสูงขึ้น อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่นักลงทุนต่างๆ เริ่มไม่ไว้ใจในพันธบัตรของสหรัฐ การจะซื้อพันธบัตรต่างๆ เหล่านี้ ความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น กำลังสร้างปัญหาให้กับการจะออกพันธบัตรในอนาคตของสหรัฐ ถือเป็นปัญหาความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเสถียรภาพทางการคลังของตัวเอง

ผลกระทบต่อประเทศไทย มองว่าอาจทำให้ไทยมีปัญหาในการเจรจาเพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น แต่มองว่าอย่างไรทรัมป์ก็ต้องหาทางเล่นงานตามแผนที่วางไว้แน่ ประเทศไทยจึงต้องตั้งรับมือไว้ผ่านการเร่งเจรจาให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะข้อหลักๆ ที่ต้องการให้ไทยแก้ไข แม้สหรัฐอาจอ่อนแอลงผ่านสถานการณ์ในประเทศ แต่เราต้องไม่ประมาท เพราะเมื่อทรัมป์อ่อนแอลง จะยิ่งใช้พลังงานในการเล่นงานเพื่อแสดงออกมากขึ้น 

สิ่งที่ต้องระวังคือ การรับมือกับสหรัฐแต่ต้องไม่กระทบกับจีน เพราะเป้าหมายของสหรัฐจริงๆ ต้องการเล่นงานจีน ประเทศไทยจึงต้องวางแผนรับมือกับสินค้าสวมสิทธิที่สหรัฐกังวล ทำการบ้านให้ครบ เพื่อแก้ไขให้ได้ โดยประเมินว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงมากกว่าเดิม หรือลดลงกว่าเดิมต่อเศรษฐกิจไทย เพียงแต่ชะลอเวลาไปเท่านั้น