หน้าแรก การเมือง จับอาการทักษิ...

จับอาการทักษิณ ขยับฮึดสู้-ไม่หนี ชั้น14-การเมือง

1.06.25 | 13:35 น.

ายหลังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้ตั้งองค์คณะขึ้นมาไต่สวน กรณีกรมราชทัณฑ์ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาจำคุก 1 ปี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามหมายขังหรือไม่ พร้อมกับสั่งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาล โดยนัดไต่สวนในวันที่ 13 มิถุนายนนี้  

รวมทั้งกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ตามคำร้องของ ส.ว. 92 คน ที่ยื่นให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรี โดยระบุถึงพฤติกรรมที่ตรวจสอบคดีโพยฮั้วเลือก ส.ว. อาจเข้าข่ายแทรกแซงอำนาจหน้าที่ กกต. กลั่นแกล้งข่มขู่วุฒิสภา ถือว่าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ 

จาก 2 ปัจจัยดังกล่าวกอปรกับในห้วงที่ผ่านมา “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ หยุดความเคลื่อนไหวทางการเมือง จนถูกมองว่าอยู่ในช่วงตั้งรับทางการเมือง อีกทั้งกลุ่มที่คัดค้านระบอบทักษิณออกมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับกระแสข่าวที่ว่า ทักษิณได้หนีคดีออกไปต่างประเทศแล้ว 

ต่พลันที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่สวมอีกหมวก คือ ที่ปรึกษาประธานอาเซียน ปรากฏตัวที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา 

พร้อมขึ้นปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” โดยมีตัวแทนฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาล และบิ๊กข้าราชการ ที่กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ทั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) เข้าร่วมรับฟังวิชั่นการแก้ปัญหายาเสพติดจากอดีตนายกฯ อย่างพร้อมเพรียง 

Advertisement

โดยแนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดของอดีตนายกฯ ยึดแนวทางแข็งกร้าว ดุดันต่อกลุ่มและผู้เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ซึ่ง “ทักษิณ” ประกาศว่า วันนี้การผลิตแทบจะ 100% อยู่ที่ว้าแดง รู้จุดแล้วแปลว่าเฉยไม่ได้ พ่อค้ารายใหญ่หลบหนีไปอยู่ข้างบ้านหมด แต่ก็ยังมีเครือข่ายในประเทศไทย เจ้าหน้าที่แกล้งไม่รู้เรื่อง หรือไม่อยากรู้เรื่อง การแก้ปัญหาต้องประยุกต์จากของเก่ากลับมาเป็นเรื่องใหม่ ทุกหน่วยงานต้องมีใจ แหล่งผลิตอยู่ในว้าแดง เขตติดต่อสามเหลี่ยมทองคำ รัฐฉานถ้าเขาจัดการไม่ได้ เราต้องขออนุญาต วิธีจัดการของเราก็มีวิธีที่สากลรับได้ และต้องจัดการเรื่องแหล่งผลิต คิดว่าอีกไม่กี่เดือน 1-2 เดือนนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะต้องไปพบปะกับเพื่อนบ้านทั้งหมด เพื่อผนึกกำลังกันให้ว้าแดงเลิกผลิตยาเสพติด ถ้ายังผลิต คุณคือศัตรูของประเทศไทย เราไม่ควรมีความปรานีกับศัตรู นี่เป็นสิ่งที่คิดว่ารัฐบาลจะต้องมีความชัดเจน

ตอนสมัยที่เป็นนายกฯ จะถามว่าทำได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้จะให้คนอื่นมาทำแทน ถ้าเขารู้ว่าเราจริงจัง เขาจะจริงจังตาม จะขออาสานายกฯ ไปเยี่ยมชาวบ้าน ที่ไหนมาฟ้องว่าไม่ดี จะไปฟ้องปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อ

ารเดินหน้านโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดของ “ทักษิณ” นับเป็นการช่วงชิงและเปิดเกมรุกให้กับพรรคเพื่อไทย (พท.) อีกครั้ง หลังจากห้วงที่ผ่านมารัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อยู่ในสภาวะตั้งรับการกับแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ อันมีปัจจัยจากมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้าของประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้อง จนยังไม่สามารถสร้างผลงานโดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้ประชาชนจับต้องได้ 

การเปิดเกมรุกแก้ปัญหายาเสพติดของ “ทักษิณ” ในมิติที่มีต่อประชาชนย่อมได้รับเสียงสนับสนุน เพราะปัญหาดังกล่าวถือเป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกคนล้วนได้รับผล
กระทบ ถือเป็นการบ่อนทำลายการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน อันส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ 

อีกทั้งการเดินหน้าลงพื้นที่เอกซเรย์แก้ปัญหายาเสพติดด้วยตัวเองของ “ทักษิณ” นอกจากจะได้ใจมวลชนในแต่ละพื้นที่แล้ว อีกนัยยังเป็นการโชว์บารมีของอดีตนายกฯ ในฐานะผู้นำจิตวิญญาณของพรรค พท.ที่มีต่อแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่จะต้องร่วมลงพื้นที่กับ “ทักษิณ” อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) 

รวมทั้งข้าราชการระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงมหาดไทย ผู้นำเหล่าทัพ จะต้องสนองตอบนโยบายการแก้ปัญหายาเสพติดโดยมีเคพีไอตามที่อดีตนายกฯ ได้ประกาศไว้แล้ว 

ารกลับมารุกของ “ทักษิณ” ยังมีนัยต่อการตรวจสอบกรณีอาการป่วยวิกฤตของ “ทักษิณ” ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจด้วยเช่นกัน เมื่อคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 เสนอความเห็นการตรวจสอบมติแพทยสภา ให้กับ “สมศักดิ์
เทพสุทิน”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะนายกสภาพิเศษ โดยมีมติเห็นแย้งกับมติของแพทยสภาที่ให้ลงโทษแพทย์ทั้ง 3 คน ที่มีส่วนในกระบวนการรักษา “ทักษิณ” ในข้อเท็จจริงกรณีให้ข้อมูลและเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริงกับอาการป่วยวิกฤต 

ตามขั้นตอนที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาจะนัดประชุมเพื่อพิจารณาความเห็นของนายกสภาพิเศษ ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ หากจะยืนยันมติการลงโทษแพทย์ 3 คนตามเดิม จะต้องใช้มติ 2 ใน 3 หรือ 47 เสียงของที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ส่วนจะส่งผลต่อการไต่สวนขององค์คณะศาลฎีกาฯ หรือไม่นั้น ไม่สามารถก้าวล่วงในดุลพินิจของศาลฎีกาฯ ได้ 

การรุกกลับของ “ทักษิณ” ทั้งการตรวจสอบอาการป่วยวิกฤตกรณีเข้าพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ และการเดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะการแก้ปัญหายาเสพติด หากเกิดผลสำเร็จ จับต้องได้เป็นรูปธรรม ย่อมจะส่งผลต่อคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นของรัฐบาลแพทองธาร ให้กลับมาดีด้วยเช่นกัน