ถกงบ69 วันที่ 4 ช่วงเช้า ไร้เงารัฐมนตรีภูมิใจไทยตอบ หลังเจอ “ทักษิณ” ทวง ”มหาดไทย” คืน ขณะที่เวทีอภิปราย “เลาฟั้ง” ซัด “กรมป่าไม้-กรมอุทยานฯ” ได้งบ 692 ล้าน แต่เอาไปแก้ปัญหาที่ดินแค่ 34 % ชี้ควรดำเนนการปฏิรูปที่ดินให้ชัดเจนตามสิทธิ์
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ ที่มี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเป็นวันที่ 4 โดยบรรยากาศช่วงเช้าเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยเฉพาะบริเวณประตูหน้าอาคารรัฐสภา ที่เป็นทางเข้าหลักของรัฐมนตรี ปรากฏว่า แทบจะไม่มีรัฐมนตรีเดินทางมาร่วมการประชุม ทั้งรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม
มีเพียงแค่ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คนเดียวเท่านั้น ที่เดินเข้าประตูดังกล่าว ภายหลังจากที่เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปให้สัมภาษณ์ที่สำนักข่าวเนชั่นทีวี ระบุว่า กระทรวงมหาดไทย ควรกลับมาอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า อาจทำให้รัฐมนตรี โดยเฉพาะซีกพรรคภูมิใจไทย สงวนท่าที เลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในช่วงเช้านี้
ส่วนในการอภิปรายฯ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การจัดสรรที่ดินทำกินไม่ควรเอาที่ทับซ้อนไปจัดแบบเหมารวม ซึ่งการแก้ไขปัญหาสิ่งที่จำเป็นต้องทำคือต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงก่อน และออกเอกสารสิทธิ์ตาม ที่แต่ละคนพึงมีพึงได้แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลนี้เอาไปจัดแบบ อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ทั้งหมด ซึ่งปัญหาที่ดินทับซ้อน มีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่อยู่ก่อนการประกาศเขตที่ดินของรัฐ 2.กลุ่มที่อยู่หลังการประกาศแต่อยู่มานานแต่รัฐบาลมีนโยบายให้สิทธิ์ และ 3.กลุ่มที่บุกรุกแต่รัฐบาลมีนโยบายผ่อนผันให้ ดังนั้น เมื่อแต่ละกลุ่มมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันความชอบธรรมที่จะได้รับสิทธิ์ของแต่ละคนก็ย่อมแตกต่างกัน การออกเอกสารแสดงสิทธิ์จึงควรต้องแยกออกจากกันด้วย ไม่ใช่บังคับให้ไปทำแบบเดียวกันทั้งหมด
นายเลาฟั้ง กล่าวต่อว่า เมื่อดูรายละเอียดของงบประมาณการแก้ไขที่ทำกินของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ พบว่าตั้งงบประมาณรวมกัน 692 ล้านบาท ถือว่ามาก แต่เป็นกิจกรรมแก้ไขที่ดินทำกินเพียง 34 เปอร์เซนต์ อีก 66 เปอร์เซนต์ที่เหลือเอาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง ปัญหาที่ดินที่ทับซ้อนกันมีพื้นที่เป้าหมายจำนวนมาก แต่ปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น หากทำแผ่นที่วันแม็ป และพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เสร็จ นอกจากจะชัดเจนว่าอยู่ในอำนาจของหน่วยงานใดแล้ว หากพื้นที่ใดจำเป็นจะต้องพิสูจน์สิทธิ์ก็จะมีเครื่องมืองทางเทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวก ซึ่งจะทำให้โปร่งใสมากขึ้น
“ดังนั้นข้อเสนอของตนในส่วนนี้ขอให้จัดงบประมาณที่ตั้งไว้ 692 ล้านบาทสำหรับภารกิจที่จำเป็นจริงๆเท่านั้นโดยเฉพาะการเร่งจัดทำบัญชีรายชื่อและแผนที่แนวเขตทั้งรายบุคคลและรายชุมชนให้เสร็จโดยที่ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดคทช.ให้ชาวบ้าน และตัดกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปเพราะสิ้นเปลืองงบฯ”นายเลาฟั้ง กล่าว
นายเลาฟั้ง กล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังเหลือโครงการปฏิรูปที่ดินค้างไว้ 3 กลุ่ม เนื้อที่รวม 5.5 ล้านไร่ คือกลุ่มที่ดินในเขต สปก. นิคมสร้างตนเอง และนิคมสหกรณ์ ทั้ง 3 กลุ่มนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเป็นเวลานานแล้ว ทั้งๆที่กฎหมายก็ยังมีอยู่ แต่ไม่มีนโยบายให้นำต่อ โดยเอาไปจัดแบบ คทช.ทำให้นิคมที่ยังสร้างไม่เสร็จทำต่อไม่ได้ ซึ่งในงบ 69 พบว่ากรมพัฒนาสังคมและสัวสดิการ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่ได้จัดงบประมาณในการจัดสรรที่ดินในเขตนิคมแล้ว ส่วนสปก.ตั้งงบไว้เพียง 16 ล้านบาท ในขณะที่มีพื้นที่เป้าหมายรอดำเนินการ 3 ล้านไร่ แบบนี้ แสดงว่ารัฐบาลไม่คิดที่จะเดินหน้าจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ทำค้างไว้ทั้ง 3 กลุ่มนี้ต่อไปอีกแล้ว ดังนั้นรัฐบาลต้องยุตติการนำที่ดินทั้ง 3 กลุ่มนี้ไปจัดแบบคทช. แต่เดินหน้าจัดตามกฎหมายให้เสร็จ

