สภารับหลักการ งบฯ 69 เสียงท่วมท้น 322 ต่อ 158 ตั้งกมธ.วิสามัญ 73 คน
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ ที่มี นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ต่อเป็นวันที่ 4
เวลา 16.00 น. หลังเข้าสู่การลงมติ โดยนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ได้ถามต่อที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 หรือไม่
สำหรับผลการลงมตินั้น จากจำนวนสมาชิก 482 เห็นชอบ 322 เสียง ไม่เห็นชอบ เสียง 158 งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนน 2 เสียง เป็นอันว่า ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 73 คน
จากนั้น เวลา 16.15 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า ในนามของรัฐบาลขอขอบพระคุณ ท่านประธานสภา และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบ 69 ที่รัฐบาลนำเสนอด้วยความตั้งใจ รัฐบาลตระหนักดีว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของวงเงินงบประมาณรายจ่าย มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งมีปัจจัยรอบด้าน ที่ส่งผลกระทบ และความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งมีผลกระทบมากมายในทุกวันนี้ เราก็จะสามารถขับเคลื่อนประเทศให้ไปต่อได้ ด้วยนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้เสนอต่อสภา เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่างบที่เสนอไปจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ รัฐบาลมุ่งมั่นตั้งใจใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา โดยคำนึงถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ เพื่อรองรับปัญหาเร่งด่วน เสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวทางยุทธศาสตร์ของชาติอย่างต่อเนื่อง
นายกฯกล่าวอีกว่า การจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี’69 มุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ สร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงทรัพยากร รวมถึงมุ่งเน้นการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย ส่วนข้อสังเกตข้อคิดเห็นต่างๆ ที่สมาชิกได้อภิปรายไว้ ขอฝากให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯนำไปประกอบการพิจารณาอย่างละเอียดครบถ้วนต่อไป

นายกฯกล่าวด้วยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งเรื่องการเมือง สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผกระทบต่อเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ประเทศของเรา แต่ส่งผลกระทบทั่วโลก ตนเดินทางไปต่างประเทศได้พูดคุยกับผู้นำต่างประเทศมากมาย มีเรื่องของผลกระทบที่เจอในหลายด้านแตกต่างกัน ตนมั่นใจอย่างยิ่งว่าทุกๆ ประเทศร่วมมือช่วยกันได้ก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงทุกวันนี้อาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย ที่จะกำหนดเทิศทางหาข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นคำตอบที่ชัดเจนได้ในวันนี้เลย แต่ตนมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจทำนโยบายหลายนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้สำเร็จเป็นรูปธรรม เราจะใช้เม็ดเงินจากร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน ตนทราบดีเหมือนที่ทุกท่านทราบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และประชาชนไม่ได้ส่งเรามาทำเรื่องง่ายๆ รัฐบาลทำหน้าที่ในการบริหาร ฝ่ายค้านเป็นผู้ตรวจสอบ ถ้าเราทั้งสองมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ตนมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถทำให้ประเทศผ่านวิกฤตไปได้ และทำให้เห็นผลสำเร็จร่วมกันได้แน่นอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อ กมธ.วิสามัญที่น่าสนใจนั้น รัฐบาล ได้เสนอชื่อ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม ขณะที่ พรรคประชาชน ได้เสนอชื่อ นายวีระ ธีรภัทร สื่อมวลชนชื่อดัง ร่วมพิจารณางบด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังที่ประชุมสภาลงมติเห็นชอบร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระรับหลักการ และตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ จำนวน 73 คนนั้น เมื่อถึงการเสนอชื่อ กมธ.ในสัดส่วนของพรรคไทยสร้างไทย ปรากฏว่า นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายชัชวาล แพทยาไทย ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ขณะที่นางสุภาพร สลับสี ส.ส.ยโสธร พรรคไทยสร้างไทย เสนอชื่อ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย แทรกขึ้นมาทันที
ทำให้นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านได้ชี้แจงว่า วิปฝ่ายค้านได้หารือและมอบหมายให้นายกัณวีร์เสนอชื่อ กมธ.ในสัดส่วนของพรรคไทยสร้างไทย โดยมีผู้รับรองถูกต้อง และได้รับจดหมายจากกรรมการบริหารของพรรคไทยสร้างไทย ว่าพรรคมีมติให้นายชัชวาล เป็น กมธ.งบประมาณ แต่นายพิเชษฐ์แย้งว่า มีอีกคนหนึ่งที่ได้เสนอชื่อเช่นกัน
ทำให้นางสุภาพรได้เสนอชื่อนายฐากรซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับขอผู้รับรอง นายพิเชษฐ์จึงให้วิปทั้งสองฝ่ายพูดคุยกัน แต่นายปกรณ์วุฒิยืนยันว่า พรรคไทยสร้างไทยได้ส่งหนังสือรับรองมาจากกรรมการบริหารพรรค หากผู้เสนอชื่ออีกฝ่ายอยากให้ลงมติ ก็ลองลงมติดูก็ได้
ขณะที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม จึงลุกขึ้นออกตัวว่าเป็นคนกลาง พร้อมแสดงความสงสัยว่าในพรรคไทยสร้างไทยมีความเห็นไม่ตรงกัน และให้ ส.ส.จากพรรคอื่นเป็นผู้เสนอชื่อกรรมาธิการ เรื่องนี้ประธานควรใช้เวลาในการหาทางออก เพราะเราไม่รู้ว่าใครที่มีความเหมาะสม แต่ผู้ถูกเสนอชื่ออยู่พรรคไทยสร้างไทยทั้งคู่ นายปกรณ์วุฒิจึงย้ำอีกว่า ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้ว เพราะหนังสือจากพรรคไทยสร้างไทยมีความชัดเจน แล้วขอวิงวอนไปยังนายฐากร ให้เคารพมติของกรรมการบริหารพรรคไทยสร้างไทย ขณะที่นายอรรถกรแย้งว่า ในส่วนของพรรคกล้าธรรม การจะเสนอชื่อใครเป็นกรรมาธิการ ไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นหนังสือรับรองจากทางพรรค
ต่อมา นายฐากรได้ใช้สิทธิพาดพิง ชี้แจงว่า แนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา การเสนอชื่อบุคคลเป็นกรรมาธิการคือพรรคของตนเองเป็นผู้เสนอ ไม่ใช่ให้พรรคอื่นเสนอชื่อ วันนี้พรรคไทยสร้างไทยเสนอชื่อตนแต่พรรคอื่นเสนอชื่อสมาชิกพรรคไทยสร้างไทยให้ได้เป็นกรรมาธิการ จึงขอให้ประธานวินิจฉัยด้วย
นายพิเชษฐ์วินิจฉัยว่า ใครจะเสนอก็ได้ ต่อเมื่อมีผู้รับรอง ก่อนจะถามกลับว่า อย่างไรกันดี และขอให้ที่ประชุมช่วยกันหน่อย
ทั้งนี้เมื่อยังหาทางออกไม่ได้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นหารือว่า ตามข้อบังคับให้มีการเสนอชื่อกรรมาธิการวิสามัญ 73 คน แต่เมื่อสักครู่นี้สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอชื่อกรรมาธิการโดยมีผู้รับรองถูกต้องแล้ว 74 คน หากมีการเสนอชื่อมากกว่าจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด ข้อบังคับกำหนดให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นทางลับ ทั้ง 73 รายชื่อนั้น ทำให้นายพิเชษฐ์ระบุว่า หากคุยกันไม่ได้ก็ต้องโหวต แต่ขอให้พูดคุยกันภายในพรรคไทยสร้างไทยก่อน จะได้ลงตัว โดยไม่ต้องใช้กระบวนการอื่น ก่อนจะสั่งให้พักการประชุม 5 นาที
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะที่ ส.ส.พรรคไทยสร้างไทยที่มีแนวโน้มจะย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ได้มี นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม นั่งกำกับอยู่ด้วยขณะที่มีการเสนอชื่อ
ต่อมาเวลา 16.45 น. ได้กลับเข้าสู่การประชุมอีกครั้ง โดยที่ประชุมตกลงกันได้แล้ว นางสุภาพรจึงได้ถอนชื่อนายฐากรออกจากการเป็น กมธ.ในสัดส่วนของพรรคไทยสร้างไทย โดยมีผู้รับรอง จากนั้นนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ได้ขอเปลี่ยนรายชื่อในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากนายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ เป็นนายฐากรแทน จึงเป็นที่ยุติ
ทั้งนี้ หลังตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 73 คนแล้ว ที่ประชุมเสนอแปรญัตติภายใน 30 วัน และนัดประชุมวันที่ 9 มิถุนายน เวลา 13.00 น. จากนั้นที่ประชุมรับทราบพระบรมราชโองการปิดประชุมสมัยวิสามัญ และปิดประชุมในเวลา 17.00 น.

