หน้าแรก การเมือง จับสัญญาณการเ...

จับสัญญาณการเมืองร้อน เกมต่อรองอำนาจเขย่ารบ.?

3.06.25 | 10:14 น.

หมายเหตุนักวิชาการประเมินสถานการณ์รัฐบาลหลังผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระแรกท่ามกลางกระแสพรรคเพื่อไทยแกนนำรัฐบาล อยากคุมกระทรวงมหาดไทยซึ่งอยู่ในโควต้าพรรคภูมิใจไทย และยังมีคดีที่คาราคาซังทั้งคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว.และการรักษาตัว
ชั้น 14 รพ.ตำรวจของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ห ลังจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระแรก แต่ไม่ได้สะท้อนถึงความมั่นคงของรัฐบาล รัฐบาลก็ยังไม่หลุดพ้นจากพายุทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความตึงเครียดยิ่งเด่นชัดทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังม่านอำนาจ เมื่อพรรคร่วมเริ่มแสดงท่าทีที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่ปะทุระหว่าง พรรคเพื่อไทย กับ พรรคภูมิใจไทย ที่ปะทะผ่านความพยายามยึดเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มีอำนาจควบคุมระบบราชการท้องถิ่นและผู้ว่าฯทั่วประเทศ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ พรรคเพื่อไทยต้องการควบคุมกระทรวงนี้เพื่อจัดระเบียบฐานอำนาจ แต่ภูมิใจไทยที่เคยครองอยู่ก็ไม่ยอมถอยง่ายๆ การแย่งชิงตรงนี้กลายเป็นชนวนใหม่ที่อาจนำไปสู่การปรับ ครม.เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

และคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. ที่ทั้ง กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษเดินหน้า แน่นอนว่ากระบวนการทำงานร่วมกันผ่านการเปิดหลักฐานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อปิดปาก กกต.ให้จำนนต่อหลักฐาน และในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐจะปฏิเสธหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ และนี่จะเป็นคำถามว่าพรรคภูมิใจไทยจึงเริ่มใช้ “เกมงบประมาณ” เป็นเครื่องต่อรอง และมีการพูดถึงการโหวตงบในวาระสอง-สาม แบบไม่ให้ผ่านได้หากไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งเป็นวาระ “การอนุมัติรายละเอียด”

Advertisement

และสามารถเจาะจงประเด็นงบของกระทรวงเฉพาะได้ พรรคภูมิใจไทยมีฐานเสียงจากภาคอีสาน-ใต้ ต้องพึ่งพางบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หากไม่ได้ส่วนแบ่งงบที่พอใจ จึงมีแรงจูงใจที่จะกดดันให้เกิดการต่อรอง แต่น่าเชื่อว่าคงไม่ถึงขั้นล้มรัฐบาล เพราะในเชิงตัวเลข พรรคเพื่อไทยมี 140 เสียง หากภูมิใจไทย 71 เสียง บวกพรรคเล็กบางพรรค เช่น รทสช. 36 เสียง หรือ ชทพ. 9 เสียง ไม่โหวตตามรัฐบาล เสียงโหวตร่างงบ อาจต่ำกว่า 250 ซึ่งเท่ากับ ตกไป ขณะที่ฝ่ายค้านประมาณ 180 เสียงก็จะโหวตไม่ผ่านอยู่แล้ว เกมนี้สามารถ “ชี้เป็นชี้ตาย” รัฐบาลเพื่อกดดันพรรคเพื่อไทยได้ แน่นอนว่าเกมนี้ ไม่ถึงกับทำให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ แต่ก็ถือเป็นการ “ตบหน้ารัฐบาล” ให้เสียศักดิ์ศรีได้

หากพรรคร่วมไม่พอใจจริง สามารถเลือกลงมติคว่ำรายกระทรวงได้ โดยเฉพาะกระทรวงสำคัญ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมือง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข การคว่ำรายกระทรวงเช่นนี้จะไม่ทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบทั้งหมดล้มทันที แต่จะตัดงบกระทรวงนั้นออก เป็นสัญญาณการ “ไม่ไว้วางใจเชิงนโยบาย” ต่อผู้กุมงบกระทรวงนั้น ซึ่งเกมนี้พรรคภูมิใจไทยอาจมีแรงจูงใจในการบีบให้รัฐบาลจัดสรรงบที่สมดุลกว่าต่อพรรคภูมิใจไทย

เกมนี้ของพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นการสร้างแรงกดดันสูงโดยไม่ต้องคว่ำทั้งร่าง ไม่ต้องถอนตัว ไม่ต้องแตกหัก แต่เป็นรัฐบาลที่ธำรงอยู่โดยไม่มีเสถียรภาพ ดุลอำนาจก็อาจเปลี่ยนไป พรรคอื่นจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

หรือเสียงกระซิบของการ “แตกตัว” จาก พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งทำให้อนาคตของรัฐบาลดูคลุมเครือมากขึ้น โดยเฉพาะหากมีการถอนตัวจากรัฐบาล หรือไปเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยโดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.เขตภาคใต้ ซึ่งภูมิใจไทยพยายามขยายฐานอยู่แล้ว

แน่นอนว่าเกมอำนาจภายใต้ร่มเดียวกันของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล แม้มีคะแนนเสียงในมือ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายพรรคที่แต่ละฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง ในช่วงผ่านร่างงบนั้น

ในบริบทนี้ การยกระดับความโปร่งใสในการเจรจางบประมาณ และการเปิดพื้นที่ให้สื่อและสาธารณชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ จะช่วยลดความหวาดระแวง และเป็นแรงกดดันให้ทุกฝ่ายต้องรักษาความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกมการเมืองบั่นทอนเสถียรภาพและประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของประเทศ

จากสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อนและความไม่มั่นคงของเสียง ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะการแตกตัวของพรรครวมไทยสร้างชาติ และเกมงบประมาณที่ร้อนแรงอาจนำไปสู่การปรับ ครม.เพื่อกระชับเสียงและการสร้างความมั่นใจโดยรัฐบาลอาจต้องปรับ ครม. เพื่อเพิ่มบทบาทหรือกระจายตำแหน่งให้กับกลุ่ม ส.ส.ที่แยกตัว หรือกลุ่มพรรคเล็กที่สำคัญ เพื่อรักษาเสียงสนับสนุนในสภา ลดความเสี่ยงจากการถูกกดดันหรือโหวตสวน เช่น เพิ่มตำแหน่งในกระทรวงสำคัญ หรือเปิดทางให้ ส.ส.บางคนมีบทบาทในฝ่ายบริหาร อีกทั้งต้องปรับเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลการปรับอาจรวมถึงการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีในกระทรวงที่เป็นจุดขัดแย้ง เช่น กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงสำคัญอื่นๆ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับเพื่อไทย และลดความขัดแย้งภายในกลุ่มรัฐบาล และหากทางตันมากขึ้นเราอาจได้เห็นการปรับใหญ่ หรือปรับโครงสร้างรัฐบาลอาจต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในรูปแบบ รัฐบาลแห่งชาติหรือการจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ เพื่อขยายฐานเสียงให้มั่นคงขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างกรอบการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งลุกลาม และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่าแม้จะมีความแตกต่างทางผลประโยชน์ แต่สามารถประคับประคองรัฐบาลให้อยู่รอดและบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าในสถานการณ์ปัจจุบันยังพอมีทางออกหากมีการเจรจาและประนีประนอมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เปิดเวทีเจรจาให้ทุกฝ่ายแสดงความต้องการและตกลงกันเรื่องตำแหน่ง งบประมาณ และนโยบายสำคัญ เพื่อลดความขัดแย้งและรักษาเสถียรภาพ หรือการเพิ่มบทบาทของพรรคเล็กและกลุ่มสนับสนุน รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับพรรคเล็กและกลุ่ม ส.ส.อิสระในการต่อรองและมีส่วนร่วม เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเสียง

การเมืองในรัฐบาลผสมยุคนี้คือสนามรบที่เต็มไปด้วยเกมอำนาจและการต่อรองงบประมาณไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเครื่องมือชี้ชะตาและความมั่นคงของรัฐบาล ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยสะท้อนถึงความเปราะบางของรัฐบาล ที่แม้มีเสียงข้างมากแต่ยังไม่อาจปกป้องเสถียรภาพได้ หากไม่มีความร่วมมือและการประนีประนอม เกมนี้จะไม่จบแค่การต่อรองงบ แต่จะเป็นการกำหนดอนาคตของรัฐบาล และทิศทางการเมืองไทยในอีกหลายปีข้างหน้า

สุดเขต สกุลทอง
อาจารย์และนักวิจัยวิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ก ารอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมาค่อนข้างมีอุปสรรค เพราะการเมืองไทยยุคนี้พรรคฝ่ายค้านมีความเข้มแข็ง และมีความโด่ดเด่นมากที่สุดในเกมการเมืองยุคปัจจุบัน รวมทั้งยังมีเสียงข้างมากในสภาพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องอาศัยพรรคร่วมรัฐบาล 4-5 พรรคจึงจัดตั้งรัฐบาลได้

ทั้งนี้ การบริหารจัดการเชิงนิติบัญญัติที่รัฐบาลไม่มีความมั่นคงในคะแนนเสียง ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือเรื่องนโยบายของรัฐอาจมีตรวจสอบจะเข้มข้นมาก

ขณะที่สถานการณ์การเมืองในรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ร่วมกับภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ ชาติไทยพัฒนา ประชาธิปัตย์ และพรรคเล็กพรรคน้อย ถ้าไม่มีกรณีร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์
คอมเพล็กซ์จนทำให้เกิดความคลางแคลงใจ ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย หลัง นายไชยชนก
ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ลูกชายของ นายเนวิน ชิดชอบ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และประกาศไม่เอากาสิโน ทั้งที่ภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลตามมารยาททางการเมืองต้องยกมือสนับสนุนนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อมีความบาดหมางเกิดขึ้นระหว่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเองก็ไม่สามารถกำกับสมาชิกได้ โดยเฉพาะสมาชิกคนนี้เป็นถึงเลขาธิการพรรค ก็ยิ่งทำให้ภาพความบาดหมางกันระหว่าง 2 พรรคชัดเจนขึ้น

ขณะที่การเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร คุณพ่อของนายกรัฐมนตรี ที่ถือเป็นกุนซือของเพื่อไทย กระทั่งมีกระแสข่าวผ่านสื่อว่าจะมีการปรับ ครม. พร้อมขอกระทรวงมหาดไทยคืนจากภูมิใจไทย แลกกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หลังเกิดกรณีคดีชั้น 14 ขึ้น

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง ระหว่างอำนาจในสภา และอำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นอำนาจที่นักการเมืองกลัว แน่นอนว่าเรื่องนี้สั่นคลอนความมั่นใจของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล จนทำให้รัฐบาลเพื่อไทยไม่ไว้วางใจภูมิใจไทย ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติเองก็ง่อนแง่น

ยังไม่มั่นใจว่าอนาคตของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร และถึงแม้ในพรรคร่วมจะแกว่งแต่คงยังไม่ทิ้งรัฐบาลตอนนี้แน่นอน เพราะอาจเปิดทางให้พรรคประชาชนขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทนและจะทิ้งพรรคภูมิใจไทยก็ยังไม่ได้ จึงต้องพยายามรักษาน้ำใจกันไว้ เพราะรัฐบาลยังมีความมั่นคงสูง แต่จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะทำได้ตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนหรือไม่

ดังนั้นหากรัฐบาลยังไม่มีผลงานเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง การยุบสภาในช่วงนี้จึงเป็นไปได้ยาก ส่วนการปรับ ครม.อาจเกิดขึ้นถือเป็นเรื่องปกติ ขึ้นกับอำนาจต่อรองของแต่ละพรรค รวมถึงบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงสำคัญด้านเศรษฐกิจจะต้องวางนโยบายเชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนให้ได้

อย่างไรก็ตามทางออกการเมืองไทยตอนนี้ มองว่าพรรคเพื่อไทยยังมีผู้นำจิตวิญญาณ คือ นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งความรู้ความสามารถของอดีตนายกฯ บวกกับกุนซือของพรรคที่มีความเก๋าเกมยังล้มเพื่อไทย
ได้ยาก หากเทียบฟอร์มเพื่อไทยคือสถาบันการเมืองที่มีความเก่าแก่ จึงไม่น่าห่วงเรื่องการถูกบีบให้
ยุบสภา เพราะเพื่อไทยมีการจัดการทางการเมืองที่ดี