หน้าแรก การเมือง ภูมิธรรม ไม่ท...

ภูมิธรรม ไม่ทอดทิ้งกำลังพลชั้นผู้น้อย MOU สวัสดิการที่พักขรก.กลาโหม เข้าถึงที่อยู่อาศัยมั่นคง

9.06.25 | 16:20 น.

‘ภูมิธรรม’ เป็นประธาน ลงนาม MOU โครงการสวัสดิการที่พักอาศัยของข้าราชการกระทรวงกลาโหม พร้อมจับมือ 2 หน่วยงานรัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพลชั้นผู้น้อย ให้มีบ้านเป็นของตัวเองในราคาที่เหมาะสม

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน ที่ห้องศรีสมาน 1 สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสวัสดิการที่พักอาศัยข้าราชการกระทรวงกลาโหม โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และการเคหะแห่งชาติ ร่วมเป็นเกียรติในการลงนาม

โดยมี พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ และ นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เป็นผู้แทนลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน

โครงการนี้เกิดขึ้นจากความตระหนักของกระทรวงกลาโหมถึงความสำคัญของการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงสำหรับกำลังพลชั้นผู้น้อย โดยมุ่งเน้นให้พวกเขาสามารถซื้อหรือเช่าซื้อที่พักอาศัยที่มีมาตรฐานได้ในราคาที่เหมาะสม ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวและเป็นกำลังใจสำคัญในการปฏิบัติราชการ

Advertisement

การดำเนินโครงการเป็นการบูรณาการความร่วมมือของ หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กำหนดนโยบาย กลุ่มเป้าหมาย และสนับสนุนการใช้พื้นที่ราชพัสดุ

กรมธนารักษ์ (กระทรวงการคลัง) เจ้าของที่ดินราชพัสดุ สนับสนุนการจัดสรรพื้นที่ในอัตรา ค่าเช่าที่เหมาะสม

และ การเคหะแห่งชาติ (กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ผู้พัฒนา ก่อสร้างที่อยู่อาศัย และประสานสินเชื่อ หรือการเช่าซื้อรูปแบบโครงการ สร้างโอกาสให้ทหารมีบ้าน ซึ่งการเคหะแห่งชาติจะเช่าที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์เพื่อก่อสร้างที่พักอาศัย เมื่อแล้วเสร็จจะจำหน่ายให้แก่กำลังพลที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยกำลังพลจะทำสัญญาเช่าที่ดินโดยตรงกับกรมธนารักษ์เป็นระยะเวลา 30 ปี และสามารถพิจารณาต่ออายุสัญญาได้

พิธีลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ข้าราชการกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทั้งที่ยังรับราชการและผู้ที่เกษียณอายุแล้วที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังเสริมสร้างความภาคภูมิใจและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติต่อไปอย่างยั่งยืน