รมช.กลาโหม ยัน ไทยยังคงมาตรการควบคุมเปิด-ปิด ด่านชายแดนต่อไป แม้สถานการณ์ ‘ไทย-กัมพูชา’ ดีขึ้นบ้าง วอนเห็นใจรัฐบาล ต้องอุบข้อมูล หวั่น ทำไทยเสียเปรียบ กัมพูชารู้หมดไทยจะคิดทำอะไร รอ สมช.เคาะมาตรการตัดไฟ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย และเรายังคงมาตรการควบคุมเรื่องการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนต่างๆ ต่อไป ที่ว่าสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย เพราะทั้งสองฝ่ายได้มีการปรับกำลังทหาร ไม่มีการเผชิญหน้ากัน แต่หากยังมีการเผชิญหน้ากันก็จะเกิดความเสี่ยงที่จะใช้อาวุธปะทะกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย ทั้งในส่วนของประชาชนในพื้นที่และทหาร อย่างไรก็ตามในขณะนี้กำลังของทั้งสองฝ่ายกลับมาอยู่ที่เดิม และมาตรการควบคุมตามแนวชายแดนยังทำต่อไป และจากนี้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะประเมินอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีข้อเสนอจะให้มีการตัดไฟฟ้าและสัญญาณอินเตอร์เน็ต ในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม สมช.ได้เมื่อไหร่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เราต้องดูตามสถานการณ์ด้วย ทั้งนี้ การตัดไฟ มีสองเรื่องที่อยู่ในเวลาเดียวกัน โดยเรื่องแรกคือหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน ต้องการให้ตัดไฟ แต่ทางศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ศอ.ปชด.) ที่มีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็น ผอ.ศูนย์ ต้องการให้ตัดไฟในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับที่ประชุม สมช.พิจารณาว่ามาตรการดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่หากจะดำเนินการในช่วงนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนดังกล่าวจะมีส่วนทำให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกรอบหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกันพิจารณาเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำคนเดียว สมช. หรือรัฐบาล มีการหารืออยู่ตลอดแต่เป็นการหารือในวงเล็ก ทั้งนี้ ขอฝากสื่อมวลชนว่าขอให้ช่วยให้ความเห็นใจ เพราะ ในเรื่องการเจรจาหากฝ่ายเราออกมาพูดรายละเอียดก่อน จะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราคิดอะไรจะทำอะไร ทำให้บางครั้งเราไม่สามารถพูดอะไรก่อนได้ ซึ่งทำให้สื่อมวลชนและประชาชนบางส่วนตัดพ้อต่อว่า ว่ารัฐบาลนิ่งเฉย หรือทำช้าไป แต่ถ้าฝ่ายเราพูดก่อนอีกฝ่ายก็จะรู้ก่อน เปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอล ที่จะมีการแข่งขันระหว่างฟุตบอลไทยกับกัมพูชา สื่อมวลชนมักมาถามฝ่ายไทยว่า จะเอาตัวไหนลงสนาม ใครไปเล่นตำแหน่งไหน ใครเป็นผู้รักษาประตู แต่ไม่มีใครไปถามฝ่ายกัมพูชาว่าเค้าจะจัดทีมอย่างไร
ดังนั้น ฝ่ายความมั่นคงของเราที่มีหน้าที่คิดหรือทำอะไร ก็จะเกิดความลำบาก จึงขอความเห็นใจตรงนี้จริงๆ เรื่องความมั่นคงและการทหารมีความแตกต่างจากเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องอื่นๆ ซึ่งสามารถมีการชี้แจงรายละเอียดได้ก่อนว่าจะทำอะไร แต่เรื่องในด้านการทหารนั้น ถ้าเราพูดก่อนบางครั้งจะทำให้เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หรือแม้กระทั่งเรื่องการเจรจาต่อรองและการเมืองระหว่างประเทศ ถ้าฝ่ายเราบอกหมด อีกฝ่ายก็จะทราบหมดว่าเราคิดอย่างไร และกรณีที่มีผู้รู้นักการทหารหลายคนออกมาพูดผ่านสื่อนั้น สิ่งที่เขาพูดออกไปทำให้ฝ่ายกัมพูชาพอเดาออกว่ากองทัพไทยคิดอะไรอยู่ ในขณะที่ตนมีส่วนรับผิดชอบตรงนี้ก็รู้สึกหนักใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะในโลกปัจจุบัน เป็นยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร ก็ต้องปิดการให้ข้อมูลและเราต้องแสดงความโปร่งใส ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ฝีมือมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ตนขอให้กำลังใจกำลังพลในกองทัพ ที่ต้องทำหน้าที่เป็นกองทัพภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และภายใต้สังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งไม่เหมือนจากในอดีต เพราะสมัยก่อนเรามักจะบอกว่าทุกอย่างเป็นความลับ ซึ่งทำให้อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร หรือเรามีกำลังพลและอาวุธอะไรบ้าง แต่ในยุคนี้ต้องพูดก่อน ซึ่งในส่วนของตน ก็จะพยายามพูดให้น้อยที่สุดหรือพยายามไม่พูด เพื่อพยายามรักษาความลับ ซึ่งไม่ใช่หมายความว่าตนไม่ไว้ใจสื่อมวลชนหรือประชาชน แต่เราต้องการให้มีความได้เปรียบอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามตนก็เข้าใจสื่อมวลชนและประชาชนว่าทุกคนก็อยากรู้ว่าเราจะทำอะไร
เมื่อถามว่า ในการประชุมคณะกรรมการเขตแบนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ จะมีการพูดคุยถึงพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ 4 แห่งในการประชุมด้วยหรือไม่ พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งตนไม่ขอก้าวล่วง ตนรับผิดชอบในเรื่องของฝ่ายความมั่นคง

