แพทยสภา ประกาศพร้อมรักษาคุณธรรม-กฎหมาย คดีลงโทษ 3 หมอดูแลทักษิณ รักษาตัวชั้น 14
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 11 มิถุนายน ที่อาคารแพทยสภา เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) พร้อมด้วย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ร่วมกันยื่นหนังสือถึงนายกแพทยสภาและกรรมการแพทยสภา เรื่องขอสนับสนุนให้ยืนยันมติแพทยสภา กรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาล (รพ.) ตำรวจ โดยมี นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส ผู้จัดการสำนักงานเลขาธิการแพทยสภาและอดีตนายกแพทยสมาคมโลก เป็นผู้รับหนังสือ
นพ.วันชาติ กล่าวว่า ขอยืนยันว่า คณะกรรมการแพทยสภา 70 ท่าน พร้อมที่จะทำหน้าที่รักษาคุณธรรม และดำเนินการให้เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย ตามพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมฯ มีบัญญัติว่า การจะทำสิ่งใดที่เป็นกิจการใด รวมถึงการลงโทษ หรือการออกข้อบัญญัติใดๆ ต้องผ่าน รมว.สธ. และนำเข้าสู่ครม.ให้ทราบ ดังนั้น พ.ร.บ.วิชาชีพฯ หากกรรมการชุดใหญ่ตัดสินอย่างไร ต้องรายงานให้สภานายกพิเศษให้ทราบด้วย ซึ่งเราทำตามหน้าที่แล้ว โดยมติเราสรุปแล้วเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 แต่เราทำตามกระบวนการตามกฎหมายเสนอให้สภานายกพิเศษ ส่วนท่านจะคิดเห็นอย่างไรเป็นสิทธิของท่าน ซึ่งก็ต้องนำกลับเข้าที่ประชุมแพทยสภาอีกครั้ง เพื่อว่าจะลงมติเห็นควรอย่างไรในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ เป็นการสุดท้าย
“ขอให้เชื่อว่า กรรมการแพทยสภาทุกคนเรายืดมั่นในจริยธรรมของแพทย์ และการดูแลแพทย์ทั่วประเทศ แพทย์มีทั้งทำคุณงามความดี ให้ประโยชน์ต่อสังคม เราก็มีการยกย่องให้รางวัล แต่หากท่านใดทำไม่ถูกต้อง แพทยสภาก็มีหน้าที่ในการตักเตือน ตามบทลงโทษของ พ.ร.บ.วิชาชีพฯ ดังนั้น วันที่ 12 มิถุนายน ผลจะออกมาอย่าไรขอให้ติดตาม ผมไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้” นพ.วันชาติกล่าว
นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำคปท. กล่าวคำแถลงการณ์ตามหนังสือ ว่า ตามที่แพทยสภาได้มีมติลงโทษแพทย์จำนวน 3 ท่าน ในกรณีที่มีความเกี่ยวข้องกับการรักษาตัวนอกเรือนจำของ นายทักษิณ ชินวัตร อันเนื่องมาจากการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับอาการป่วย กรณีการรักษาตัวนอกเรือนจำของ อดีตผู้ต้องขังชาย ทักษิณ ชินวัตร ตลอด 180 วัน ที่ผ่านมา สร้างประเด็นความขัดแย้งในสังคมถึงมาตรฐานการควบคุมและบังคับโทษผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์ และทำลายกระบวนการยุติธรรมที่เป็นเสาหลักของประเทศไทยที่จะบังคับให้บุคคลย่อมเสมอภาคกันในบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งยึดถือเสาหลักของระบบนิติรัฐ สร้างนิติธรรมให้เกิดขึ้นในประเทศให้ได้
การบังคับโทษการที่ร่วมกันทำข้อมูลที่ไม่ตรงตามอาการป่วยจริงของเจ้าหน้าที่วงการแพทย์ เป็นการทำลายความเชื่อมั่นในจรรยาบรรณทางการแพทย์ ที่ต้องมีจรรยาบรรณเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาชีวิตคน การผิดจรรยาบรรณของแพทย์บางคนไม่ใช่แค่ทำผิดเฉพาะบุคคลเท่านั้น ในกรณีนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างถึงขบวนการที่ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบในการทำลายความถูกต้องของประเทศไปด้วย เนื่องจากผู้ต้องขังในขณะนั้นต้องคดีทุจริตคอร์รัปชัน อันเป็นคดีที่ทำลายประเทศไทย และเคยหลบหนีคดีมาแล้วกว่า 17 ปี ทั้งเมื่อกลับมารับโทษแล้วยังถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ว่าสำนึกผิด ยอมรับผิด นำมาสู่พระเมตตาในการอภัยลดโทษให้เหลือจำคุกเด็ดขาด 1 ปี แต่กลับมีคณะบุคคลได้ร่วมกันไม่นำตัวผู้ต้องขังบังคับโทษให้อยู่ในเรือนจำ นำมาสู่การสวบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) การยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษของประชาชนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนนำมาสู่การมีมติรับเรื่องไว้พิจารณาและดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงผู้เกี่ยวข้อง 12 คน และการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการบริหารโทษไม่เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล
มติแพทยสภาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่สั่งลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้อง 3 ท่านจึงเป็นเหมือนมติที่เปิดความจริง รักษาความถูกต้องของประเทศ บ่งบอกถึงต้นเหตุแห่งเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี เนื่องจากประชาชนทั้งประเทศมีความสงสัยว่า นายทักษิณ ชินวัตร ป่วยวิกฤตจริงหรือไม่ และป่วยวิกฤตจริงตลอด 180 วันที่อยู่โรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ และป่วยวิกฤตจริงจนนำมาสู่การพักโทษเป็นกรณีพิเศษหรือไม่
เราขอส่งกำลัง แรงสนับสนุนจากประชาชนผู้รักความยุติธรรม รักความเป็นธรรม ให้คณะกรรมการแพทยสภา ได้ผดุงรักษากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และได้ผดุงรักษาจรรยาบรรณของแพทย์ ไม่ให้เพียงแพทย์ไม่กี่คนมาทำลายเกียรติภูมิของแพทย์ทั้งประเทศ ด้วยการยืนยันมติแพทยสภาเดิมในมติเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ในการประชุมของกรรมการแพทยสภาในวันที่ 12 มิถุนายน 2568 นี้ ด้วยเสียงมติของกรรมการแพทยสภาให้เป็นเอกฉันท์อย่างมากที่สุด
ถึงแม้ฝ่ายการเมืองที่นำโดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะพยายามเปลี่ยนความจริงและเข้ามาแทรกแซงในการจะเข้าประชุมกรรมการแพทยสภาด้วยในวันที่ 12 มิถุนายน 2568 นี้ ด้วยก็ตาม
มติของคณะกรรมการแพทยสภาที่จะมีในวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ไม่ใช่แค่การผดุงความถูกต้อง แต่จะเป็นการรักษาประเทศไทยให้อยู่ในหลักนิติรัฐนิติธรรม ไปด้วยเช่นกัน





