‘ลิซ่า’ แฉเส้นเงิน 12 ล้านข้างถังขยะ ส่อโยงนิคมจะนะ สะท้อนปัญหาขยะใต้พรมในองค์กรอิสระ
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีเงินสด 12 ล้านบาทข้างถังขยะ ที่ต่อมา นายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว แสดงความเป็นเจ้าของว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะกำลังฉายให้เห็นภาพมือไม้ของขบวนการประเคนทรัพยากรของชาติไปสู่มือนายทุนว่าทำงานอย่างไร ก่อนหน้านี้เรื่องแบบนี้มักซ่อนอยู่ใต้พรม แต่ไม่ว่าอย่างไร หากมันเป็นขยะ ต่อให้ซ่อน วันหนึ่งมันย่อมส่งกลิ่นเหม็นโชยออกมา ไม่ต่างจากกรณีตึก สตง.ถล่ม หรือการซื้อตึกประกันสังคมที่แพงเกินจริง
น.ส.ภคมนกล่าวต่อว่า ไม่ทราบว่านายทวีวัฒน์เก่งกล้าสามารถมาจากไหน แต่สิ่งที่รู้คือคนคนนี้สามารถเข้าไปมีตำแหน่งในองค์กรอิสระได้หลายองค์กร และมักอยู่ในบทบาทที่สามารถชงความเห็นทางกฎหมายที่เป็นคุณต่อกลุ่มทุนเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจได้ ภายใต้โครงสร้างขององค์กรอิสระที่มีที่มายึดโยงกับการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็น กสทช.ที่นายทวีวัฒน์เป็นที่ปรึกษาและเป็นอนุกรรมการชุดสำคัญ เช่น การควบรวมทรู-ดีแทค
ผลที่ออกมาก็คือการผูกขาดทางการค้าที่ทำให้คลื่นมือถือเหลือแค่ 2 เจ้า จนแทบไม่มีการแข่งขัน และหากดูความสัมพันธ์กับกลุ่มทุนก็ไม่ยาก เพราะก่อนจะเข้ามามีบทบาทใน กสทช. เขาเคยเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่สุดท้ายสัมปทานนี้ไปอยู่ในมือกลุ่มทุนใดคงเป็นเรื่องที่ทุกคนคงทราบกันดีแล้ว
น.ส.ภคมนกล่าวว่า นายทวีวัฒน์ยังได้เข้าไปมีตำแหน่งใน ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบทุจริต
ล่าสุดลาออกแล้วจากทุกตำแหน่งหลังเกิดกรณีเงิน 12 ล้าน และที่น่าสนใจก็คือ จากการตรวจสอบเส้นเงินพบว่าเงิดสด 12 ล้านนี้อาจมาจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นโครงการที่มีเสียงคัดค้านจากพื้นที่ ทำให้มีความพยามยามหาแนวร่วมสนับสนุนในพื้นที่อย่างไม่เลือกวิธีการเพื่อให้โครงการผ่าน ซึ่งถ้าพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเส้นเงิน 12 ล้านบาท มาจากแหล่งที่มาดังกล่าวจริง คงสันนิษฐานไม่ยากว่าเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้งานอย่างไร
“ความไม่ปกติและไม่โปร่งใสต่อโครงการนี้ยังมีอีกมาก รวมถึงกระบวนการได้มาซึ่งที่ดินในพื้นที่ 3 ตำบล ติดชายฝั่งทะเล ของ อ.จะนะ ที่ถูกจัดซื้อจัดขายกันโดยมิชอบและทำกันเป็นขบวนการระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าที่ที่ดินในพื้นที่ กับบริษัทผู้เป็นเจ้าของโครงการ ซึ่งทราบว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เคยค้นพบความไม่ปกติในเรื่องนี้มาแล้ว แต่ยังไม่เห็นความคืบหน้าการตรวจสอบว่ามีข้อสรุปเป็นอย่างไร” น.ส.ภคมนกล่าว
น.ส.ภคมนกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะคือหนึ่งในโครงการที่อดีตพรรคก้าวไกลเคยตรวจสอบรัฐบาลชุดก่อน เพราะมีร่องรอยของความพยายามร่วมมือกันระหว่างฝ่ายการเมืองบ้านใหญ่ของสงขลา กับนายทุนใหญ่ท่อน้ำเลี้ยงอดีตม็อบสีหนึ่งที่สนับสนุนการรัฐประหาร ที่รวมหัวกันปั่นราคาที่ดินและกว้านเอาทรัพยากรให้ไปอยู่ในมือนายทุน ซึ่งมีพี่น้องประชานในพื้นที่มากมายคัดค้าน กลายเป็นความขัดแย้งในพื้นที่ที่ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน
น.ส.ภคมนระบุว่า สิ่งที่น่าสังเกตคือขณะนี้ภาคใต้กำลังหอมหวาน ภายใต้ข้ออ้างการพัฒนา บอกว่าจะทำให้เศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี จึงมีความพยายามดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ลงมามากมาย นอกจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะแล้ว ยังมีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ที่ต้องจับตา หลังเปิดสมัยประชุมสภา 3 กรกฎาคมนี้ คงได้เห็นความพยายามดันกันสุดตัว ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน จะเกิดการเวนคืนที่ดิน ออกแบบผังเมืองใหม่ พื้นที่สีเขียวอาจจะกลายเป็นพื้นที่สีม่วงเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทุนอุตสาหกรรม สุดท้ายไม่รู้ว่าผลประโยชน์จะตกแก่ใครมากกว่า พี่น้องประชาชนในพื้นที่ตามที่รัฐบาลโฆษณา หรือทุนใหญ่ไม่กี่รายที่อยู่เบื้องหลัง
“ดิฉันไม่ปฏิเสธว่าภาคใต้เราถูกละเลยและไม่มีเรือธงทางเศรษฐกิจตัวใหม่มานาน พูดง่ายๆ ก็คือมีแต่ยางกับปาล์ม ในขณะที่ตลาดเปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้เศรษฐกิจภาคใต้ไม่เติบโตตามศักยภาพอย่างที่ควรเป็น แต่สิ่งที่ภาคใต้ต้องการคือยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม พัฒนาบนฐานทรัพยากรที่มี ไม่ใช่การพัฒนาแบบผีจับยัด ที่คนได้คือนายทุนข้างนอก แต่คนที่จะเสียต้นทุนทางทรัพยากรอันมีคุณค่าไปตลอดกาลก็คือคนในพื้นที่” น.ส.ภคมนกล่าว
น.ส.ภคมนกล่าวด้วยว่า กรณีเงินสด 12 ล้านบาทเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยต่อภาพใหญ่ให้เห็นความโหยกระหายของคนบางกลุ่มที่ต้องการช่วงชิงทรัพยากรของชาติ คนที่ถวายตัวรับใช้ทำเรื่องไม่ตรงไปตรงมาเพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะตัวเฉพาะหน้า บุคคลประเภทนี้คงมีอีกมากมายแทรกซึมในองคาพยพของรัฐและองค์กรอิสระ เพื่อทำหน้าที่ชง ล็อบบี้ หรือกระทั่งลดทอนการตรวจสอบแบบเดียวกับนายทวีวัฒน์ไปปรากฏตัวทั้งใน กสทช. และ ป.ป.ช. ซึ่งขบวนการแบบนี้เติบโตขึ้นมากในช่วงหลังการรัฐประหาร
“นี่จึงเป็นเรื่องที่ดิฉันอยากให้พี่น้องประชาชนช่วยกันติดตามและตรวจสอบการทำงานขององค์กรพวกนี้ แม้ว่าดูเผินๆ เหมือนไม่เกี่ยวกับเรา แต่พอสืบสาวจะเห็นความเชื่อมโยงของทุน-องค์กรอิสระ-พวกสุนัขรับใช้ ที่ทำให้ชาติเสียประโยชน์ปีละมหาศาล และที่สำคัญคือทรัพยากรที่เจ้าของกลับไม่ใช่ผู้ได้ประโยชน์ มีแต่นายทุนที่ยืนลูบปากยิ้มหวาน ท่ามกลางผลกระทบมากมายที่ปราศจากการศึกษาและรับฟังผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างถ่องแท้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีโครงการอะไรลงมา ประชาชนทุกคนต้องช่วยกันตรวจสอบ และยืนยันสิทธิในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาไม่ว่าจะระดับภูมิภาคและประเทศนี้” น.ส.ภคมนกล่าว

