หน้าแรก การเมือง อจ.มธ.ชี้ข้อส...

อจ.มธ.ชี้ข้อสังเกตเจรจาเจบีซี กต.มีบันทึกแนบท้ายการประชุม เป็นวิธีแยบคาย ทำไทยได้เปรียบ

16.06.25 | 09:44 น.

อจ.มธ.ชี้ข้อสังเกตเจรจาเจบีซี กต.มีบันทึกแนบท้ายการประชุม เป็นวิธีแยบคาย ทำไทยได้เปรียบ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับ แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ หลังการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย (JBC) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 ว่า เป็นกลวิธีที่แยบคายและทำให้ไทยได้เปรียบ เพราะการที่ไทยสามารถนำท่าทีของฝ่ายไทยไปแนบเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการประชุมนี้ได้ ก็เท่ากับว่า กัมพูชายอมรับและผูกพันตามเนื้อหาในเอกสารแนบนี้ด้วย ซึ่งสะท้อนว่าหากกระบวนการเจรจาในส่วนพื้นที่พิพาทสี่แห่งไม่เดินหน้า ก็เป็นความผิดของฝ่ายกัมพูชาเอง ที่ “เลือกที่จะปิดประตูการเจรจา”

โดยระบุข้อความว่า หลายท่านอาจจะไม่พอใจที่ฝ่ายไทยสื่อสารกับประชาชนล่าช้า ผมเข้าใจ แต่ผมอยากจะชวนให้สังเกตชั้นเชิงการเจรจาของฝั่งไทยในแถลงข่าวฉบับนี้

แถลงข่าวกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า “ประธานฝ่ายไทยได้ย้ำท่าทีไทยตอบโต้ทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหา” และ “บันทึกแนบไว้ในเอกสารผลลัพธ์ Agreed Minutes ของการประชุมครั้งนี้”

อย่างหลังนี่แหละครับที่มีนัยสำคัญ เพราะ agreed minutes เป็นความตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย การที่ไทยสามารถนำท่าทีของฝ่ายไทยไปแนบเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการประชุมนี้ได้ ก็เท่ากับว่ากัมพูชายอมรับและผูกพันตามเนื้อหาในเอกสารแนบนี้ด้วย

Advertisement

ผมอยากให้อ่านภาษาที่ใช้อย่างละเอียด

– ข้อ 1 กัมพูชารับรู้และยอมรับว่า การดำเนินการของทหารเป็นไปตามหลักการป้องกันตนเอง และเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (เท่าที่เห็นจากข่าว กัมพูชาไม่ได้โต้แย้งในประเด็นนี้ในแถลงการณ์ด้วย ยิ่งตอกย้ำว่า กัมพูชายอมรับว่าไทยทำโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว)

– ข้อ 2 กัมพูชารับรู้ว่า “ไทยแสดงความผิดหวังที่ฝ่ายกัมพูชาเลือกที่จะปิดประตูการเจรจาอย่างสันติใน 4 พื้นที่” อ่านตรงนี้ดีๆ นะครับ

กัมพูชากำลังยอมรับว่า เป็นฝ่ายที่เลิกการเจรจาไปเอง พูดง่ายๆ หากกระบวนการเจรจาในส่วนพื้นที่พิพาทสี่แห่งไม่เดินหน้า ก็เป็นความผิดของฝ่ายกัมพูชาเอง ที่ “เลือกที่จะปิดประตูการเจรจา”

– ข้อ 3 และข้อ 4 อธิบายหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายที่ผูกพันต่อกันซึ่งเพิ่มขึ้นมาจาก MOU 2543 คือ “ต้องใช้ความอดกลั้น” (คีย์เวิร์ดของฝ่ายไทยที่ใช้มาตลอด) และ “ต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่จะนำไปสู่ความเข้าใจผิด” สองข้อนี้ผูกพันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น หากเจ้าหน้าที่ของรัฐกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ทำให้เข้าใจผิด เท่ากับว่าทำผิดความตกลงที่ทำขึ้นเมื่อวาน แต่กลับเป็นฝ่ายที่เดินหน้าไปฟ้องศาลโลก เช่นนี้แล้ว การฟ้องคดีชอบธรรมหรือไม่

ผมไม่ได้เห็นเอกสารตัวจริง แต่หากเป็นไปตามที่กระทรวงแถลง การใส่เอกสารแนบเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกประชุมที่ตกลงกันสองฝ่าย agreed minutes นี้ เป็นกลวิธีที่แยบคายและทำให้ไทยได้เปรียบมากครับ