รายงานพิเศษ : เปิดทางเลือก นายกฯอิ๊งค์ รับมือ 24 ชั่วโมงอันตราย สกัดปลุกรัฐประหาร
ทีมข่าวออนไลน์
เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงคับขันที่สุดของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เลยก็ว่าได้
เพราะจากที่อยู่ระหว่างการไล่บี้พรรคภูมิใจไทย เพื่อเอากระทรวงมหาดไทยมารับผิดชอบเอง อยู่ระหว่างการให้เดดไลน์นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตัดสินใจภายใน 48 ชั่วโมง
และมีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะผลักพรรคภูมิใจไทยออกไปเป็นฝ่ายค้าน ยึดตำแหน่ง 8 รัฐมนตรีมากำกับดูแลเอง และเกลี่ยกันเองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลืออยู่
พร้อมกับหย่าศึกข้อบาดหมางภายในพรรคร่วมไทยสร้างชาติ ให้ 36 เสียงยังเป็นปึกแผ่น สนับสนุนรัฐบาลอยู่
เคาะเสียงออกมาแล้วว่ามี 261 เสียง เกินกึ่งหนึ่งอยู่พอสมควร
เรียกว่าอยู่ในสถานะรุกไล่ และได้เปรียบ
แต่พลันที่คลิปเสียง สนทนากับสมเด็จฮุนเซน ถูกเผยแพร่ออกมา
และมีเนื้อความช่วงหนึ่งพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น ‘ฝ่ายตรงข้าม ‘รวมถึงข้อความยอมอ่อนข้อ “อยากได้อะไรก็ขอให้บอก”
สถานการณ์ก็พลิกกลับทันใด!!
แน่นอนว่าตอนแรกที่ฝุ่นตลบ มีการกล่าวอ้างถึง เอไอ หรือปํญญาประดิษฐ์ เพื่อนำมาใส่ร้ายตัวนายกฯแพทองธาร
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สมเด็จฮุนเซน ออกมาให้รายละเอียดว่าเป็นการพูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่านล่ามอย่าง เขลียง ฮวด บันทึกเสียงไว้เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และส่งให้บุคคลต่างๆ ฟังแล้วถึง 80 คน ก่อนนำมาเผยแพร่ผ่านออนไลน์
ขณะที่น.ส.แพทองธาร ลงจากที่ประชุมมาแถลงด่วน ยอมรับว่าเป็นคลิปบทสนทนาตัวจริง แต่เป็นการคุยส่วนตัว ไม่คิดว่าจะมีการเสียมารยาทนำออกมาเปิดเผยเช่นนี้ และการพาดพิงแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นเพียงวิธีการเจรจาเท่านั้น
พร้อมซัดกลับไปที่สมเด็จฮุนเซน ว่าสิ่งที่ทำไม่มีมารยาท หวังเพียงแค่คะแนนนิยมของตัวเองเท่านั้น
อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฎชัด ปฏิกิริยาจากทุกภาคส่วน ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
เริ่มต้นที่พรรคประชาชน ออกมาแถลงจี้ให้นายกฯต้องยุบสภา เพื่อรับผิดชอบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้่น เพราะหวั่นเกรงว่าหากสถานการณ์ลุกลามบานปลายไป จะนำไปสู่่การสร้างเงื่อนไขรัฐประหารได้
ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็พลิกกลับทันที เมื่อชิงประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่รอเดดไลน์ปรับครม.ใน 48 ชั่วโมง และให้รัฐมนตรีของพรรคยื่นใบลาออกทันที
ใช้เหตุผลคลิปเสียงหลุดเป็นสำคัญ ไม่ได้กล่าวอ้างถึงเรื่องตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีมหาดไทย ที่เป็นชนวนเหตุแต่แรกเริ่ม!!
และจากจุดยื่นพรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคร่วมรัฐบาล อย่างรวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ต้องเรียกประชุมพรรคกำหนดท่าทีและจุดยืนทันที
ขณะที่พรรคเพื่อไทย นอกจากออกแถลงการณ์ยืนยันปกป้องอธิปไตยไทย ก็ยังมีรัฐมนตรี และคนในพรรคออกมาปกป้องนายกฯแพทองธาร ย้ำเป็นแค่ยุทธวิธีในการเจรจาเท่านั้น ไม่มีอะไรเสียหาย แถมฝ่ายสมเด็จฮุนเซนเอง เสียอีกที่เสียมารยาท
แต่กระน้้นเสียงร่ำร้องให้นายกฯแพทองธารรับผิดชอบ ก็ยังดังกระหึ่ม
กลายเป็นคำถามว่าสุดท้ายแล้วนายกฯแพทองธาร มีทางออกอะไรบ้างหลังจากนี้
หากใช้หลักบริหารสถานการณ์วิกฤต ก็ชัดเจนว่า ก่อนอื่นนายกฯแพทองธาร ต้องยอมรับสถานการณ์ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากความบกพร่องผิดพลาด ไม่ว่าจะเกิดจากการไร้มารยาทของฝ่ายตรงข้าม หรือการไว้วางใจคนผิด ก็ตาม และยอมรับความผิด ขอโทษกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งประชาชนทั้งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว
จากนั้นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา กำหนดโครงสร้างการรับมือปัญหา แนวทางปฏิบัติที่เป็นมืออาชีพ ภายใต้แบบแผนที่ยอมรับได้ตามหลักสากล ยกเลิกการหารือหลังบ้าน นอกรอบ เพื่อขจัดปัญหาความเข้าใจผิดในความทับซ้อนความสัมพันธ์ส่วนตัวและประโยชน์ของประเทศ
ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลักในการดำเนินการ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบประชาชนตามแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าขายหรือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หากมีมาตรการใดที่ส่งผลกระทบ ต้องมีการแจ้งเตือนและเยียวยา
กวาดล้างอาชญากรรมที่ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานในการหลอกลวงประชาชน รวมทั้งการกระทำผิดกฎหมายทุกอย่าง ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ชายแดนกัมพูชาให้เข้มแข็ง ขณะเดียวกันยังบั่นทอนให้คุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนคนไทยลดลง
โดยหวังว่าผลงานที่เกิดขึ้นจากการเอาจริงเอาจริงครั้งนี้จะฉุดรั้งคะแนนนิยมให้เพิ่มมากขึ้นและให้โอกาสนายกฯแพทองธาร บริหารประเทศในฐานะนายกฯต่อไป
อย่างไรก็ตามในเรื่องการเมืองก็มีปัจจัยอื่นๆที่จะเข้ามาแทรกซ้อน ไม่ว่าจะต้องจับตาท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล ว่าจะแสดงท่าทีเช่นนี้อย่างไร หากถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลจริง ก็ต้องพิจารณาถึงบทบาทการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และรอวันที่จะยุบสภาต่อไป
การปรับครม.ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ หลังจากที่ภูมิใจไทย ชิงถอนตัวออกไปก่อน ที่ต้องนำตำแหน่งรัฐมนตรีมาบริหารจัดการ
หรือหากทนกระแสไม่ไหว ลาออกจากตำแหน่ง ก็ต้องกลับมาสู่กระบวนการเลือกนายกฯอีกครั้ง โดยพิจารณาจากแคนดิเดตของพรรคการเมืองที่เหลืออยู่ หรือจะเอาคนนอกบัญชีตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญมาตรา 272 บัญญัติไว้
ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไป
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้คือการพยายามฉกฉวยสถานการณ์เหล่านี้ มาสร้างวิกฤตเพื่อให้เกิดกลไกนอกแนวทางประชาธิปไตย หรือให้อำนาจนอกระบบเข้ามายึดอำนาจการปกครอง เพราะนอกจากทำให้ประเทศย่ำแย่ยิ่งกว่าที่กำลังจะเป็น ยังเป็นการถอยหลังเข้าคลอง พยายามสร้างวงจรอุบาทว์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เผชิญแรงกดดันจากนานาประเทศ
และไม่มีหลักประกันอะไร ที่การมีรัฐบาลทหาร จะดีกว่ารัฐบาลพลเรือนในเรื่องข้อพิพาทกับกัมพูชา เพราะกลไกการแก้ปัญหา ก็ต้องใช้เรื่องของการทูต ไม่สามารถใช้การทหารนำได้เลย
อย่าคิดจับปลาตอนน้ำขุ่น ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยจะเสียหายจนเกินเยียวยา!!

