รายงานพิเศษ : เปิด 3 แนวทาง รัฐบาลแพทองธาร ฝ่ายกระแสร้อน คลิปสนทนาฮุนเซน
ทีมข่าวการเมือง
กรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงแนวทางการแก้ปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา และมีการพาดพิงถึงการทำหน้าที่ของแม่ทัพภาคที่ 2 จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากภาคส่วนต่างๆ ถึงขึ้นเรียกร้องให้ นายกฯ แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งยื่นลาออกจากตำแหน่งนายกฯ
สำหรับแนวทางการตัดสินใจในทางการเมือง ของน.ส.แพทองธาร ต่อกรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้
แนวทางที่ 1 หากนายกฯ ตัดสินใจลาออก ตามขั้นตอนสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลือกนายกฯ คนใหม่ ตามบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ที่แต่ละพรรคเสนอ และต้องมีเสียงส.ส.ในสภาฯ อย่างน้อย 25 คน
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 ซึ่งบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ที่เหลืออยู่มีดังนี้
1.นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
2.นายชัยเกษม นิติสิริ พรรคเพื่อไทย
3.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
4.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรครวมไทยสร้างชาติ
5.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ
6.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์
โดยแคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 6 ชื่อ จะมีสิทธิเสนอชื่อให้สภาฯ เลือกได้เพียง 4 ชื่อ ได้แก่ 1.นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 2.นายชัยเกษม พรรคเพื่อไทย 3.นายพีระพันธุ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ 4.นายจุรินทร์ พรรคประชาธิปัตย์
ส่วนพล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีเสียง ส.ส.เพียง 20 เสียง และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปัจจุบันเป็น องคมนตรี
ส่วนความเป็นไปได้ หากเลือกนายกฯ คนใหม่ น่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย คือ นายชัยเกษม กับ พรรคภูมิใจไทย คือ นายอนุทิน ที่จะต้องรวบรวมเสียงส.ส. ในสภาฯขณะนี้ 495 คน โหวตเลือก นายกฯ คนใหม่ โดยต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ คือ 248 เสียง
แนวทางที่ 2 ยุบสภาฯ แนวทางนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะต้องเสนอรัฐบาลออกเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 103
โดยกกต.ต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันพระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ และรอให้กกต.รับรองผลการเลือกตั้งภายใน 30 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 60 วัน
นายกฯ และครม.รักษาการ จะทำหน้าที่จนกว่าจะตั้งครม.ชุดใหม่ อย่างน้อยประมาณ 3 เดือน
ระหว่างนี้ การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จะต้องรอสภาฯ ชุดใหม่เข้ามาพิจารณา
แต่สามารถใช้งบประมาณฯ ปี 2568 ไปพลางก่อนได้ ในส่วนของรายจ่ายประจำ และโครงการต่างๆที่ผูกพันงบประมาณไปแล้ว
ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ต้องขอความเห็นชอบจาก กกต.
แนวทางที่ 3 การปรับครม.แพรทองธาร 1/2 เลือกบุคคลที่มีชื่อชั้น ฝีมือบริหารงานมาเป็นรัฐมนตรี ฟื้นความเชื่อมั่นของรัฐบาลแพทองธาร
แนวทางนี้ แกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างพรรคเพื่อไทยต้องเจรจาให้ พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ยกเว้นพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ที่มี 69 เสียงอยู่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันได้ให้ ซึ่งเสียงของพรรคร่วมรัฐบาล จะอยู่ที่ 255 เสียง มากกว่า กึ่งหนึ่งของเสียง ส.ส.ในสภาฯ 248 เสียง อยู่ 13 เสียง
ซึ่งต้องดึงเสียงจากพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มี 240 เสียง (รวม 69 เสียงพรรคภูมิใจไทย) มาเพิ่มเสถียรภาพของรัฐบาลให้เดินหน้าบริหารประเทศได้
แต่จะเผชิญกับปัจจัยเสียงกับแรงเสียดทานจากวุฒิสภา ที่จะกลั่นกรองไม่ให้กฎหมายสำคัญๆ ของพรรคเพื่อไทย อาทิ ร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์)
ส่วนแรงเสียดทานภายนอก จะเผชิญกับการใช้นิติสงคราม ของกลุ่มการเมืองต่างๆ ยื่นให้องค์กรอิสระ ทั้ง กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
ตรวจสอบในประเด็นฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การถูกแจ้งความดำเนินตามประมวลกฎหมายอาญา
หมวด 3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร มาตรา 120 ถึง 128
สุดท้ายอยู่ที่ว่าจะเลือกทางไหน แต่ไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน

