ชัดเจนแล้ว นายกรัฐมนตรี-แพทองธาร ชินวัตร เลือกเผชิญหน้าวิกฤต “คลิปฮุน เซน” ด้วยการ “สู้ต่อ”
เป็นสู้ที่เริ่มจากการ “ขออภัย” และ “ยอมรับและจะระมัดระวังการพูดคุยให้มากขึ้น”
พร้อมๆ กับยืนยันความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่าง “รัฐบาล” กับ “กองทัพ” และขอให้ “ประชาชน” ร่วมเป็นหนึ่งเดียวด้วย เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติ
นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเดินทางไปพบแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง เพื่อทำความเข้าใจว่าเจตนาที่แท้จริงไม่ใช่เกิดจากความคิดว่าเป็นคนละฝ่าย แต่เป็นแค่วิธีการพูดเพื่อสร้างบรรยากาศให้ง่ายต่อการสร้างสันติภาพร่วมกันกับ ฮุน เซน เท่านั้น
เป็นการเลือกแก้ปัญหาด้วยการทำความเข้าใจกับกองทัพ และประชาชนถึงเจตนาที่แท้จริงของคำพูดในคลิป
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง ประชาชนจำนวนมากจุดกระแสและระดับการต่อต้านด้วยการรวมตัวเป็นขบวนการขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างเปิดหน้าเปิดตาด้วยความมั่นใจว่าจะเป็นแรงกดดันที่ประสบความสำเร็จ ชุมนุมกันเต็มห้องที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน
เพื่อกระจายกันไปปฏิบัติการเพิ่มแรงกดดัน
ส่วนหนึ่งได้ระดมมวลชนเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้าน
อีกส่วนหนึ่งตั้งประเด็นทำเป็นหนังสือร้องเรียนยื่นต่อองค์กรต่างๆ เพื่อให้ดำเนินการโดยอ้างว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีผิดกฎหมายต้องได้รับโทษ
ประสานเสียงกับ ส.ว.สายสีน้ำเงิน และพลพรรคภูมิใจไทยที่แสดงออกในเชิงปลุกระดมให้เกิดการไม่ยอมรับความเป็นผู้นำของ แพทองธาร ชินวัตร
เป็นการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างสูงยิ่งว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรม
ความน่าสนใจอยู่ที่ผลจะออกมาเป็นอย่างไร
แพทองธาร ชินวัตร จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่
หนึ่ง ความเคลื่อนไหวของผู้นำขบวนการสามารถปลุกระดมมวลชน จนเสี่ยงที่ประเทศเกิดความวุ่นวายจนเป็นเหตุให้กองทัพต้องเข้ามามีบทบาทในการควบคุมสถานการณ์เด็ดขาดหรือไม่
สอง การใช้กลไกของ “นิติสงคราม” จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับสัญญาณที่ส่งให้เครื่องมือทั้งหลายปฏิบัติ
สาม เสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร อันหมายถึงการสร้างพรรคร่วมรัฐบาลที่พอประคองเสียงข้างมากไว้ได้
ทางแรก ความสำเร็จตัดสินที่กองทัพเห็นว่ามีความพร้อมที่จะเข้าบริหารจัดการประเทศอีกหรือไม่ รัฐบาลเคลียร์ผลกระทบต่อประเทศให้เกิดความเข้าใจได้แค่ไหน
ทางที่ 2 ขึ้นอยู่กับทิศทางของสัญญาณ
ทางที่ 3 ขึ้นอยู่กับการเคลียร์ผลประโยชน์ระหว่างพรรคได้เป็นที่น่าพอใจแค่ไหน การจัดการเพื่อควบคุมพรรคภูมิใจไทยหวังผลได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และพรรคประชาชนยังเลือกที่จะทำงานการเมืองโดยมีประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นเป้าหมายมากกว่าประโยชน์ของพรรคหรือไม่
สองทางแรกนั้น ความชัดเจนยังไม่มี ความเคลื่อนไหวแม้จะมีภาพของความเข้มข้นและชวนให้ห่วงกังวล แต่ท่าทีของกุญแจสำคัญของความสำเร็จ ยังไม่เห็นแนวโน้มที่จะเข้าสู่โซนซีเรียส
สำหรับทางที่สามนั้น ชัดเจนแล้วว่าพรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ยังมั่นคงกับการสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะยังหาทางออกอื่นที่ดีกว่าไม่ได้ แม้พรรครวมไทยสร้างชาติจะเสนอต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่เป็นท่าทีเฉพาะปีกของ นายพีระพันธุ์ สารีรัฐวิภาค เพื่อไทยแก้เกมด้วยการถึง “ส.ส.” ส่วนหนึ่งจากพรรคพลังประชารัฐ และไทยสร้างไทยมาแก้เกมได้
การวางเกมของ เนวิน ชิดชอบ ที่เคลื่อนไหวสนับสนุน “พีระพันธุ์” ขึ้นเป็นผู้นำนั้น ยังเลื่อนลอย เพราะในความเป็นจริง “ส.ส.ในพรรครวมไทยสร้างชาติ” สาย “พีระพันธุ์” มีอย่างมากเพียง 18 คน ไม่ถึงร้อยละ 5 ตามกฎหมาย แม้วันนี้ยังไม่มีปัญหา แต่วันข้างหน้าย่อมคาดเดาได้
สรุปรวมความได้ว่าแนวโน้มของคำตอบไม่ได้เลือนรางเสียทีเดียว
เพียงแต่นั่นย่อมคาดหมายได้ว่า ขึ้นอยู่กับพลังการเคลียร์ของ “ทักษิณ ชินวัตร”

