‘พิธา’ กระตุ้น ‘นายกรัฐมนตรี’ ยุบสภา บอกสู้ไปเรื่อยไม่รู้จะจบตรงไหน หวั่นเข้าทางพวกรัฐประหาร ยก ‘ลอเรนซ์ หว่อง’ ยุบสภาแล้วชนะเลือกตั้ง ดีลกับใครคนก็ยอมรับ ชวนลองคิดดู รบ.เสียงปริ่มน้ำสภาจะกลายเป็นท้องทุ่งนา งูเห่าเพียบ เผยครั้งแรก รู้สึกได้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ หนึ่งเดียวใน ‘เพื่อไทย’ เชียร์ ‘ก้าวไกล’ เป็นรัฐบาลมากกว่าคนอื่นในพรรค
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พอวิเคราะห์หน้าฉากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านเป็นองคมนตรีไปแล้ว ไม่แน่ใจว่าเหมาะสมแค่ไหน เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ทำมาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเข้าทางฝ่ายที่ทำรัฐประหาร จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล และหากเอานายกรัฐมนตรีคนนอกมาจะเป็นการทำลายประชาธิปไตย คิดว่ายังไม่เหมาะสม
นายพิธาระบุว่า อยากจะเตือน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าถ้าไปต่อแล้วเราไม่รู้ว่าจะเกิดการตีความอย่างไรได้บ้าง ถ้าลาออกมันจะไหลไปทางไหน ถ้าสู้ไปเรื่อยๆ เราโดนนิติสงคราม หรือหากกฎหมายไม่ผ่านมันจะไปถึงตรงไหน ถ้าเป็นห่วงประเทศชาติมันไม่สามารถที่จะไปต่อได้ ขณะเดียวกันถ้ายุบสภาตรงไปตรงมา แล้วให้ประชาชนได้มีโอกาสได้เลือกเลย มันสามารถที่จะลดความเสี่ยง ถ้ายุบสภายังมีรัฐบาลรักษาการ ไม่ได้เกิดสุญญากาศทางการเมืองแต่อย่างใด ตอนนี้ไม่มีปัจจัยเรื่องการค้านเลือกตั้งเหมือนในอดีตแล้ว ตอนนั้นอารมณ์คนสูงมาก
นายพิธากล่าวว่า ถ้าเอาประเทศเป็นที่ตั้ง ประชาชนเป็นที่ตั้ง ผู้นำที่จะไปเจรจาต่างๆ ต้องเป็นผู้นำที่มีความชอบธรรมสูงมาก ถ้าเป็นผู้นำที่ยิ่งมีความชอบธรรมน้อยจะยิ่งเจรจาไม่เป็นผล
พร้อมกันนี้ นายพิธายกตัวอย่าง นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่จนชนะกลับมา ไปที่ไหนคนก็ยอมรับ คนที่กังวลเรื่องสุญญากาศ ลองคิดดูดีๆ สุญญากาศแบบนี้อาจจะน่ากลัวกว่า
“ยุบสภา ความชอบธรรมยิ่งสูง ทำให้ทำงานได้ดีกว่าเดิม ถ้าคิดว่าตัวเองมีความชอบธรรมในการแก้ปัญหาและไม่ได้ผิดอะไร เลือกตั้งก็จบ ไม่เห็นต้องกังวลอะไร” นายพิธากล่าว
นายพิธาย้ำว่า ทุกครั้งที่มีกฎหมาย ครม.เข้าสภาต้องลุ้นระทึกทุกครั้ง ลองคิดดูแล้วกัน ในกรณีอย่างที่ในอดีตที่ผ่านมา สภากลายเป็นท้องทุ่งนางูเห่าเต็มไปหมด มันเป็นภาพที่ทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย และทำให้ประชาธิปไตยถูกคนเบื่อ คนรู้สึกว่าทุกอย่างไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน ไม่ได้ยึดโยงกับฉัน แล้วถ้าปล่อยให้ไปถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดตนายกฯ รัฐมนตรีจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีแค่ 18 เสียงนั้น ทุกคนคิดว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ ไม่รู้ว่าประชาชนเชื่อมั่นในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่เหลืออยู่แค่ไหน ซึ่งถ้าคนในประเทศเชื่อใจจะทำให้มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาต่างประเทศได้
นายพิธากล่าวต่อว่า สถานการณ์ตอนนี้เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยตระบัดสัตย์ข้ามขั้ว ไปอยู่กับคนที่ไม่ได้มีแนวทางเดียวกัน ทำให้สภาพเป็นแบบนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการเมืองไทยและประชาธิปไตยไทย ไม่รู้ว่าตอนนี้แบ่งกันกี่ฝักกี่ฝ่าย เพราะเมื่อวานก็ยังไม่นิ่ง ทุกวันนี้ก็มีการล็อบบี้กันวอดวาย และเข้าใจว่าพรรคภูมิใจไทยก็คงจะมีการต่อสายกันอยู่ อย่างพลังประชารัฐบอกว่าไม่ร่วม ทุกครั้งที่หัวหน้าพรรคแต่ละคนมาพูดก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีเสียงจริงอยู่เท่าไหร่ ตอนนี้ยังไม่แน่นอน เพราะถ้าแน่นอนเมื่อวานนี้แถลงข่าวไปแล้ว
ช่วงหนึ่งนายพิธาเล่าย้อนไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล หลังจากพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งว่า น.ส.แพทองธารเป็นคนหนึ่งที่ตนรู้สึกว่าอยากให้ก้าวไกลเป็นรัฐบาลมากกว่าคนอื่นในเพื่อไทยเสียอีก
“คุณอุ๊งอิ๊งเป็นคนที่รู้สึกสนับสนุนพรรคก้าวไกลอย่างที่บอกว่าพูดแล้วผมไม่เสียเครดิต ไม่ได้ว่าใคร ไม่เอาคำพูดของใครมาเล่าต่อ เป็นความรู้สึกของผมว่าคุณอุ๊งอิ๊งรู้สึกมากที่สุดว่าให้ก้าวไกลเป็นรัฐบาล มากกว่าปฏิญญาช็อกมินต์ในตอนนั้น” นายพิธากล่าว
นายพิธากล่าวต่อว่า มีคนนอกวงเจรจา เช่น ส.ส.คนอื่นในพรรคเพื่อไทยบอกว่าคุณได้นายกฯแล้ว ประธานสภาต้องเป็นของเราสิ มีการเล่นคลื่นใต้น้ำจนทำให้รู้สึกทะแม่งๆ
“จำได้ว่ามีคนของเพื่อไทยมากระซิบผมว่าน้องไปทำอะไรกับแพทองธาร ทำไมเขาเชียร์น้องจังเลย เขาอยากให้น้องเป็นมากเลยนะรู้หรือเปล่า ผมก็เลยบอกว่าเหรอครับ รู้สึกได้” นายพิธากล่าว
นายพิธาระบุว่า ตอนที่นายกฯได้รับตำแหน่ง ได้อวยพร ขอให้มีกำลังพาบ้านเมืองผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แล้วจบกันแค่ตรงนั้น ไม่ได้คุยกันอีกเลย ตนรู้สึกว่านายกฯไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างเป็นพิเศษจากเดิม ว่าแย่ลงหรือดีขึ้น แต่แค่รู้สึกว่ามันยิ่งผ่านไปปัญหายิ่งใหญ่ขึ้น

