‘นายกฯ’ ย้ำ ครม.พร้อมรับมือปัญหาขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล เตรียมสำรองพลังงาน ด้านชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำทำงานใกล้ ปชช. ยันรัฐบาลไม่มีนโยบายเปิด-ปิดด่าน หวังผลทางการเมือง
เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 24 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าเนื่องด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศ ทั้งกรณีอิหร่าน-อิสราเอล ที่ขยายวงกว้างเกิดผลกระทบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และยังไม่มีกรอบว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ส่งผลต่อการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐอเมริกาตามกรอบ 90 วันในต้นเดือน ก.ค.นี้ โดยฝ่ายไทยได้เจรจากับคณะทำงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ไปแล้วหนึ่งรอบ ซึ่งฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมีการแถลงเพิ่มเติม
นายกฯกล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริมาณและราคาพลังงาน การเงิน การคมนาคม การท่องเที่ยว จึงส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน ในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ได้ให้กระทรวงพลังงานกำหนดมาตรการการรับมือสำหรับพลังงานสำรอง มาตรการช่วยเหลือประชาชนหากมีภาวะการขาดแคลน และราคาพลังงานที่สูงขึ้น
นายกฯกล่าวด้วยว่า ขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมหามาตรการรองรับเพื่อให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ยืนยันว่าเสถียรภาพของรัฐบาลมีความสำคัญมาก รวมถึงความสามัคคีของคนในประเทศก็มีความสำคัญมากเช่นกัน จึงขอให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันการ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญอีกหลายด้าน ทั้งภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ ตามรายงานของ UNODC ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สั่งการให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายในการตอบโต้กัมพูชาด้วยการเปิด-ปิดด่านชายแดนเพื่อผลทางการเมือง แต่ได้คำนึงถึงผลกระทบของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ โดยเตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามแนวชายแดนไว้อย่างครบถ้วน ทั้งผลกระทบด้านสินค้าการเกษตร โดยสั่งการให้ รมว.พาณิชย์หามาตรการช่วยเหลือประชาชน ทำอย่างไรให้สามารถช่วยประชาชนเพิ่มได้ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน และสิ่งที่ทำต้องถึงประชาชนอย่างแท้จริง เพราะไม่อยากให้เกิดผลกระทบ
ด้านเศรษฐกิจการเงินและการแก้ไขหนี้สินประชาชน น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ให้กระทรวงการคลังกำหนดมาตรการและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อช่วยเหลือ และภาคธุรกิจทุกระดับ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าของประเทศ ส่วนราคาพืชผลทางการเกษตร ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์หามาตรการแก้ไขปัญหาโดยด่วน โดยเฉพาะราคาข้าวที่ต้องเร่งสนับสนุนและสรุปมาตรการเยียวยาเกษตรกรให้เสร็จโดยเร็ว ขณะที่การลักลอบนำเข้าสินค้าเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีผลกระทบทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรของไทยตกต่ำ ต้องมีการตรวจเข้มเรื่องนี้ให้ชัดเจน
นายกฯกล่าวต่อว่า สำหรับปัญหายาเสพติด มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมบูรณาการการทำงานระหว่างผู้ว่าราชการและผู้บังคับการทุกจังหวัด เพื่อกำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมให้มีเป้าหมายชัดเจนขึ้น และขยายผลต่อเนื่องจากมาตรการ Seal Stop Safe ด้านการท่องเที่ยวให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ให้กระทรวงแรงงานเร่งนำมาตรการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาพิจารณาเร่งด่วน เพื่อขึ้นค่าแรงในช่วงเดือนก.ค.นี้

