อดีตส.ว. ชี้ 3 พลังขับเคลื่อนวิกฤต มั่นใจกองทัพ ยังยืนข้างรบ. แนะนายกฯพลิกเป็นโอกาสชาติ
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.อุทัยธานี ได้เผยแพร่ข้อเขียน เรื่อง “ในวิกฤต คือโอกาสของชาติ และหัวใจประชาชนคือพลังของผู้นำ” แสดงความคิดเห็นถึงสถานการณืทางการเมือง โดยระบุว่า
เมื่อเสียงตะโกนด่าดังขึ้นในประเทศประชาธิปไตย นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่เสียง “ทำงาน” ต่างหากที่ควรดังกว่า
วันนี้ ประเทศไทยไม่ได้เผชิญศึกสงคราม
แต่เผชิญ “เกมการเมือง” ที่บางฝ่ายหยิบปัญหาชายแดนขึ้นมา
“จุดไฟเผาเสื้อผ้าในบ้านตัวเอง” เพื่อหวังให้รัฐบาลเปลือย
ใช่ เรามีปัญหากับกัมพูชา
แต่เป็นปัญหาที่ไม่ถึงขั้นต้อง “ลากกองทัพ” ออกมาเผชิญหน้ากัน
เพราะกองทัพไทยวันนี้ มิได้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และไม่ตกเป็นเหยื่อของแรงยุจากใคร
ดังนั้น การที่บางเสียงเสนอให้รัฐประหาร หรือยุบนั่นยุบนี้
ก็ขอให้ถือว่า เป็น
“สิทธิทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย”
ไม่ต้อง ตอบโต้ เกลียดชังแต่ก็ต้องฟัง อย่าให้พังเพราะลมปาก
เพราะวันนี้ ประเทศไทยต้องเดินไปข้างหน้า
รัฐบาลไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นของประชาชน
และเมื่อ พรรคภูมิใจไทย ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล
นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องตีความเป็น “ความแตกร้าว”
แต่ควรเห็นว่าเป็น อีกหนึ่งบทบาทของพรรคการเมือง ที่เลือกยืนในที่ที่เหมาะสมกับจุดยืนของตนเอง
ในเมื่อ “งานไม่ใช่” ก็เลือกถอยมาเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้าน อย่างสร้างสรรค์
เพื่อ ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเตือนสติ ตามวิถีแห่งระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
นี่คือ สัญญาณของประชาธิปไตยที่มีชีวิต
ที่ฝ่ายค้านไม่ใช่ศัตรูของรัฐบาล
แต่คือ “กระจกสะท้อน” ที่จะทำให้ฝ่ายบริหารเห็นตัวเองได้ชัดขึ้น
และทำให้รัฐบาลเดินหน้าโดยไม่หลงทิศ
ขอให้กำลังใจพรรคภูมิใจไทย
ในการเดินบทบาทใหม่ที่สำคัญไม่แพ้ใครในเวทีรัฐสภา
เพราะ ประชาธิปไตยแข็งแรงได้ ก็ต่อเมื่อฝ่ายค้านเข้มแข็ง
ส่วนรัฐบาลที่ยังคงยืนหยัดเดินหน้าต่อ
นั่นไม่ใช่วิกฤต แต่คือ โอกาส
เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ในมือคือ เอกภาพของพรรคร่วม ที่พร้อมเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
การตั้งรัฐมนตรีใหม่ จึงไม่ใช่ “ดินระเบิด” แต่คือ
“ดินปลูกต้นไม้ใหม่” ต้นไม้ที่ชื่อว่า รัฐบาลประชาชน
ต้นไม้ต้นนี้ ได้ร่มเงาจาก “กองทัพไทย”
ที่ไม่เพียงแค่ “ไม่ขวางทาง”
แต่ประกาศ ยืนเคียงข้างรัฐบาลพลเรือน อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ภาพกองทัพยืนแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีหญิง”
ไม่ใช่ภาพธรรมดา
แต่เป็น ภาพประวัติศาสตร์
ที่ประกาศกับทั้งโลกว่า
ประเทศไทยเดินหน้าด้วย สันติ ไม่ใช่ ปืน
ใครจะด่ารัฐบาลว่าอ่อนแอ ปล่อยเขาไป
แต่ความจริงคือ
รัฐบาลนี้ “ไม่เสียเวลาเถียง” แต่เสียเวลาให้กับการ “ทำงาน”
เพราะเวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง 2 ปี
คือลมหายใจสุดท้ายที่จะพิสูจน์ว่า
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิง วัยเยาว์ จากหน่อเนื้อ เพื่อไทย
ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับชาติ
แต่มีไว้เพื่อ “เปลี่ยนชาติ”
เปลี่ยนจากวิกฤตให้เป็นโอกาส
เปลี่ยนจากเกมการเมืองให้เป็นการเมืองเพื่อประชาชน
และเปลี่ยนจากเสียงแตกแยก ให้กลับมาเป็น “เสียงเดียวกันของความสามัคคี”
วันนี้ ประชาชนไม่ได้ต้องการผู้นำที่ “ดุด่าได้ทุกเรื่อง”
แต่ต้องการผู้นำที่
“เงียบให้ถูกเวลา และพูดให้ถูกจุด”
เราจึงเห็นรัฐบาลไม่ออกมาตอบโต้ด้วยอารมณ์
แต่ตอบด้วย
“หลักการ” และ “กติกาที่เป็นสากล”
เพราะเราไม่ได้อยู่ในยุค
“นักเลงโตตีกันที่ตลาด”
แต่เราอยู่ในยุคที่โลกทั้งโลกจ้องมองว่า
ประเทศไทยจะรับมืออย่างมีอารยะได้แค่ไหน
และคำตอบที่เห็นแล้วคือ
เราทำได้
รัฐบาลใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้การจัดวางใหม่ของพรรคร่วม โดยการนำของเพื่อไทย
ไม่ใช่เพียงการสลับเก้าอี้
แต่คือการชูธงว่า
“เราพร้อมลุย และเราจะลุยเพื่อประชาชน”
วันนี้ เราไม่ต้องการ “คนเก่งแต่ปาก”
แต่ต้องการ “คนที่กล้าเดินหน้า เข้าหาปัญหา”
และเมื่อกองทัพยืนเคียงข้าง
ก็แปลว่า ประเทศนี้ไม่ได้อยู่ในมือของนักการเมืองเพียงลำพัง แต่มี
“ทหารเป็นรั้วหลังบ้าน และประชาชนเป็นรากแก้วของชาติ”
เราต้องส่งเสียงนี้ให้ถึงคนไทยทุกคน
ว่านี่ไม่ใช่เวลาแตกแยก
แต่นี่คือ เวลาแห่งการรวมพลัง
รวมใจให้รัฐบาลทำงาน
รวมพลังกับกองทัพเพื่อรักษาอธิปไตย
และรวมกันเป็นหนึ่งในนาม “ประชาชนไทย”
ให้แผ่นดินนี้
ไม่เป็นสมรภูมิของการชิงดี แต่เป็นเวทีของการ
“สร้างชาติ”
เชื่อมั่นในแผ่นดิน
ศรัทธาในผู้นำ
ยืนหยัดกับกองทัพ
และให้กำลังใจรัฐบาลเดินหน้าโดยไม่เหลียวหลัง
จากวิกฤต สู่โอกาส
นี่คือ บททดสอบของนายกฯอิ๊งค์
และนี่คือ “หน้าประวัติศาสตร์” ที่รัฐบาลเพื่อไทยจะเขียน
ด้วยน้ำหมึกจากหัวใจประชาชน
รัฐบาลคือกลไก
ฝ่ายค้านคือกระจก
กองทัพคือเกราะ
เมื่อทั้งสามขับเคลื่อนไปด้วยหัวใจเดียวกันของประชาชน
ประเทศไทยจะไม่ถอยหลังแม้ก้าวเดียว
แต่จะยืนหยัดด้วยพลังของ “ความเป็นหนึ่งเดียว”
และจะก้าวข้ามทุกขวากหนามด้วยศักดิ์ศรีแห่งแผ่นดินไทย!

